ข่าว

จับหนุ่มไทยหนีคดีฆ่าสาวยุ่นนาน19ปี

จับหนุ่มไทยหนีคดีฆ่าสาวยุ่นนาน19ปี

08 ต.ค. 2555

ตร.จับกุมหนุ่มไทย หนีคดี ฆ่าสาวยุ่น นานถึง 19 ปี หลังญี่ปุ่นประสานทางการไทยให้ช่วยติดตามจับกุม และลงโทษผู้ต้องหารายนี้ตามกฎหมายไทย เนื่องจากไทยและญี่ปุ่น ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อกัน

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 8 ต.ค. 55  ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์ ผกก.6 บก.ป. พ.ต.ท.เกื้อกมล ดวงประทีป รอง ผกก.6 บก.ป. พ.ต.ท.ชลสิทธิ์ เทียมทัด สว.กก.6 บก.ป. และตัวแทนจากอัยการสูงสุด ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม นายวีรศักดิ์ เอี่ยมพงศ์ษา อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 180/2 หมู่ 4 ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.ตรัง ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1782/2555 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2555 ข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยจับกุมได้ที่รถทัวร์บริษัท ศรีสุเทพทัวร์ บริเวณที่จอดรถริมถนนเพชรเกษม ต.ชะมาย อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

          พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา ตำรวจนครบาลกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นได้ประสานงานกับตำรวจ บก.ป.ให้ช่วยสืบสวนติดตามจับกุมนายวีรศักดิ์ ผู้ต้องหาก่อเหตุฆ่า นางเมงูมิ อาวาจิ ชาวญี่ปุ่น เหตุเกิดในกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2536 ก่อนหลบหนีคดีกลับมาประเทศไทย โดยทางตำรวจญี่ปุ่นรวบรวมพยานหลักฐานกระทั่งได้ขออนุมัติศาลเขตโตชิมะ ออกหมายจับผู้ต้องหารายนี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2536 แต่เนื่องจากประเทศไทยและญี่ปุ่น ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อกัน จึงต้องประสานขอให้ทางการไทย ช่วยสืบสวนติดตามจับกุมและลงโทษผู้ต้องหารายนี้ตามกฎหมายไทย

          พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวอีกว่า จากความร่วมมือระหว่างตำรวจ อัยการ และตำรวจญี่ปุ่นซึ่งเป็นความร่วมมือทางคดีอาญาจึงสามารถรวบรวมหลักฐานขออนุมัติหมายจับศาลอาญา ก่อนจะส่งชุดสืบสวน กก.6 บก.ป.ไปติดตามจับกุมตัวมาได้สอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ 

          นายวีรศักดิ์ รับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือก่อเหตุ สาเหตุมาจากบันดาลโทสะที่ถูกผู้ตายหมิ่นศักดิ์ศรี ประกอบกับความกดดันที่ต้องอยู่ทำงานต่างถิ่นเพียงลำพัง โดยก่อนเกิดเหตุตนได้รู้จักกับหญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และได้ชักชวนให้ไปทำงานเป็นบาร์โฮสที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตอนนั้นตนยังมีอายุเพียง 19 ปี จึงรู้สึกอยากรู้อยากลองไปทำงานต่างประเทศเพราะเป็นประสบการณ์ใหม่ และน่าจะมีรายได้ดี

          นายวีรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า หลังทำงานได้ไม่นานก็รู้จักกับผู้เสียชีวิตซึ่งเข้ามาเที่ยวที่ร้านที่ตนทำงานอยู่หลายครั้ง เมื่อรู้จักกันตนก็ขอความช่วยเหลือเรื่องที่พักผู้ตายจึงชักชวนให้อยู่ด้วยกัน อยู่ด้วยกันได้ 4-5 วันก็ทะเลาะกัน โดยผู้เสียชีวิตเป็นคนโมโหร้าย เอาแต่ใจตัวเองมาก เมื่อมีอารมณ์ฉุนเฉียวจากเรื่องอะไรก็ตามก็จะมาลงที่ตนทุกครั้ง ซึ่งก่อนเกิดเหตุยังจำได้ว่า ผู้ตายเสียพนันไพ่ เมื่อกลับมาถึงห้องก็มีปากเสียงกัน ตนจึงหลบเลี่ยงไปอยู่อีกห้องหนึ่งแต่จู่ๆ ก็มีมีดปามาข้างๆ ห้อง และมีการด่าทอหาว่าตนเป็นผู้ชายขายตัวบ้าง เลี้ยงไม่เชื่องบ้าง ช่วงนั้นตนถือมีดเข้าไปใกล้ๆ จึงถูกถ่มน้ำลายใส่หน้า บอกว่าเป็นหมาข้างถนน พร้อมกับถูกปัดมืออย่างแรงจนมีดหล่นลงซึ่งผู้ตายก็จะคว้ามีดแต่ตนหยิบได้ก่อนจึงแทงไปหนึ่งครั้ง ก่อนจะใช้ผ้าและสายไฟฟ้ารัดคอ

          นายวีรศักดิ์ รับว่า หลังก่อเหตุได้หยิบทรัพย์สินผู้ตายไปหลายรายการ ก่อนจะไปขอความช่วยเหลือจากหญิงชาวญี่ป่นที่พาตนมาทำงานที่ญี่ปุ่นให้ช่วยตนหนีกลับประเทศไทยได้ ส่วนทรัพย์สินที่ขโมยมาก็ติดตัวมาด้วยแต่เอาไปขายประเทศเพื่อนบ้านเกือบทั้งหมด ส่วนช่วงที่หลบหนีก็ทำงานรับจ้างทั่วไปแต่ไม่คิดมอบตัว เพราะต้องการเอาตัวรอด แต่ไม่เคยมีความสุข รู้สึกสำนึกผิด และขอโทษผู้ตายและผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย 

          สำหรับการจับกุมผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวนั้นนับเป็นคดีแรกระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งดำเนินการตามความร่วมมือทางคดีอาญาระหว่างทั้งสองประเทศ แม้จะไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อกัน ซึ่งหลังจากทางการญี่ปุ่นอนุมัติแล้วตำรวจและอัยการไทยได้เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์สอบปากคำพยานและรวบรวมหลักฐานที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อรวบรวมหลักฐานเสร็จขออนุมัติหมายจับจากศาลไทย ส่วนขั้นตอนการดำเนินคดีหลังจากนี้อัยการสูงสุดจะเป็นผู้ส่งฟ้องต่อศาล และประสานนำพยานที่เกี่ยวข้องมาจากประเทศญี่ปุ่นมาขึ้นเบิกความในขั้นตอนการพิจารณาคดีที่ศาลไทยด้วย