
เรียนเพื่อแข่งขัน!!
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : เรียนเพื่อแข่งขัน : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ผลการสำรวจเกี่ยวกับการเรียนการสอนในประเทศไทย ล้วนแต่ทำให้คนที่ห่วงใยต่ออนาคตของประเทศเกิดความกังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะผลสำรวจเกือบทุกสำนักต่างออกมาใกล้เคียงกันว่า เด็กไทยของเราอ่อนทั้งด้านวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ แม้กระทั่งวิชาด้านภาษาสากลอย่างภาษาอังกฤษ ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ได้คะแนนต่ำกว่าในประเทศเพื่อนบ้าน
มีครูบาอาจารย์และนักวิชาการด้านการศึกษาไม่น้อย ที่ออกมาโต้แย้งผลสำรวจดังกล่าวว่า เด็กไทยจำนวนมากที่ไปคว้ารางวัล จากการแข่งขันเชิงวิชาการระดับโลกมาครองได้เสมอ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าระบบการเรียนการสอนและตำราเรียนของเรา ยังไม่ได้แย่อย่างที่มีการนำเสนอต่อสังคม
แต่ในความเป็นจริงที่เราควรยอมรับกันก็คือ ระบบการสอนและวิธีคิดของครูผู้สอนในทุกวันนี้ เราไม่ได้สอนเด็กเพื่อให้ได้ความรู้และนำความรู้ไปใช้งานได้ ตามแบบฉบับ “รู้, คิดเป็น, ทำเป็น, นำไปใช้งานเป็น” แต่เรายังวนเวียนอยู่กับกรอบความคิดของการสอนและเรียน เพื่อให้นำเอาข้อมูลที่ได้รับไปทำการแข่งขันต่างหาก
เริ่มตั้งแต่การสอนเพื่อให้เด็กเล็กเอาความรู้ไปแข่งขันกัน เพื่อแย่งชิงที่เรียนในระดับประถม, มัธยม และมหาวิทยาลัย จากนั้นจึงสอบกันตามตำราที่ท่องจำมาเพื่อให้ได้เข้าทำงาน หลังจากผ่านการสอบแข่งขันจนได้รับการบรรจุว่าจ้างแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องเอาเด็กไปขัดเกลาสอนให้ทำงาน หรือสอนให้นำเอาความรู้ที่เรียนมาออกมาใช้ปฏิบัติจริงกันอีกขั้นตอนหนึ่ง
การสอนโดยมุ่งหวังจะให้เด็กนำเอาสิ่งที่ได้รับออกไปแข่งขันกันนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสอนในระบบการท่องจำ เพราะถ้าเด็กสามารถจำได้มากก็เท่ากับว่า สามารถนำเอาสิ่งที่ “ครูผู้สอนรู้” ออกไปใช้เป็นเครื่องมือแข่งขันกับผู้แข่งขันคนอื่น ที่อาจจะ “จำ” ในสิ่งที่ผู้สอนรู้ได้น้อยกว่าจนสามารถกำชัยชนะได้ เด็กจึงเท่ากับเป็นตัวแทนของครูเท่านั้น หาได้ใช้ความคิดของตนเองไปแข่งขันไม่
ต่างไปจากการสอนที่ให้เด็กได้รู้จักคิดเอง หรือคิดต่างไปจากที่ “ครูผู้สอนรู้”หรือเคยกระทำมาก่อน การสอนในลักษณะให้เด็กเกิดกระบวนทางความคิดขึ้นภายในตัวเองนี้ นักวิชาการและผู้สอนบางส่วนในสังคมไทยยังเกิดความกลัวว่า จะเป็นตัวการที่ทำให้เด็กไทย “คิดและทำนอกกรอบ” หรือเกรงว่าจะทำให้เด็กไทย “มีความคิดแผลงๆ” จนทำให้เกิดการถึงขั้นกลายเป็น “ศิษย์คิดล้างครู” ขึ้นมาได้
ผู้สอนอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่สามารถทำใจยอมรับ การสอนในระบบให้เด็กคิดเองหาคำตอบด้วยตนเองได้ก็คือ การเรียนการสอนในระบบดังกล่าวเด็กจะมีคำตอบที่หลากหลาย จนยากที่ผู้สอนจะต้องตรวจสอบหาคำตอบที่ถูกต้อง หรือต้องใช้เวลามากขึ้นหรือต้องทำงานมากขึ้นในการตรวจข้อสอบ ต่างจากการสอนให้เด็กท่องจำ “สิ่งที่ผู้สอนรู้” เพื่อนำเอาความรู้ไปแข่งขันกับคนอื่น ผู้สอนสามารถตรวจได้ง่ายเพราะเป็นความรู้ของตนเอง
ปัญหาทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับว่าวันนี้ทุกภาคส่วนของสังคม พร้อมหรือยังหากเด็กไทยของเราจะได้รับชัยชนะจากการแข่งขันต่างๆ น้อยลง แต่สามารถคิดเองทำเองโดยนำเอาความรู้ที่ได้รับไปคิดต่อยอดด้วยตนเองได้ ถ้าทุกฝ่ายยังไม่พร้อมที่จะเดินไปพร้อมๆ กัน การเตรียมตัวเปิดประเทศเพื่อรอรับประชาคมอาเซียนของเรา ก็คงจะต้องพบปัญหาใหญ่แน่นอนครับ
--------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : เรียนเพื่อแข่งขัน : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



