ข่าว

ลัทธินิยมพ่อค้า

ลัทธินิยมพ่อค้า

08 ต.ค. 2555

ลัทธินิยมพ่อค้า : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook: ruarob.muangman

              ถ้าจะมองว่าความขัดแย้งระหว่างชาวนากับนักวิชาการตลาดข้าวที่เกิดขึ้นเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความขัดแย้งระหว่างสองสีเสื้อก็พอพูดได้ เหมือนกับที่พูดได้ว่าหากขั้วแดงมีนโยบายอย่างหนึ่งอย่างใด ขั้วเหลืองจะค้านทันที ซึ่งก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วตั้งแต่เรื่องใหญ่อย่างการปลดปลัด กห. การระบายน้ำ กทม. ไปจนถึงเรื่องเล็กอย่างหนังจัน ดารา แต่ปัญหาเรื่องข้าวกลับเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เกี่ยวพันกับเรื่องชนชั้น เป็นปัญหาเรื้อรังที่ลึกซึ้งกว่าความขัดแย้งของสีเสื้อ แต่จะบานปลายออกไปหรือสร่างซาจนควบคุมได้อาจขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างสีเสื้อเป็นตัวช่วย
   
              โครงสร้างส่วนบนของไทยกำหนดโดย นายทุน-ขุนศึก-ศักดินา มานานแล้ว ทุกวันนี้ทั้งสามกลุ่มก็ยังครองอำนาจส่วนบนอยู่ด้วยการพัฒนาชั้นเชิงให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ทั้งยังกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันแนบแน่นขึ้น ไม่ใช่ร่วมกันแค่แบ่งผลประโยชน์ แต่ร่วมกันทั้งเชื้อสายว่านเครือ อุปถัมภ์ดูแลกันตั้งแต่เยาว์และรักษาภาวะการให้การรับไปจนตลอดชีวิต ในรอบห้าสิบปีมานี้ พ่อค้าพัฒนาจากการเอื้อประโยชน์แค่ในรูปทรัพย์สินแก่อีกสองพวก แต่ทั้งส่งลูกหลานเข้าไปเติบโตในแวดวงราชการ อุ้มชูผู้มีแววเป็นใหญ่เป็นโตตั้งแต่ยังไม่มีอำนาจ จ้างคู่สมรสของผู้นั้นทำงานในบริษัทของตน และเมื่อเกษียณแล้วก็ให้ผู้เป็นใหญ่นั้นดำรงตำแหน่งในบริษัทของตนอีก ผลคือการเกื้อกูลและธำรงไว้ซึ่งหลักการนิยมพ่อค้าในหมู่ข้าราชการเหนียวแน่นขึ้น
   
              ก่อนยุคประชานิยม ชนชั้นที่มีบทบาทนำมักเชื่อว่าในเมื่อไทยยังเป็นประเทศโลกที่สาม ประชาชนส่วนใหญ่จึงคงไม่ฉลาด ต้องมีคนคอยชี้นำซึ่งก็คือพวกตนคนดีนี่เอง พวกนี้จะให้ความสำคัญต่อพ่อค้าคนกลาง เพราะคิดว่าประเทศจะเดินไปได้ก็ด้วยคนกลางคอยขับเคลื่อน นโยบายเศรษฐกิจในยุคที่ไทยอยากเป็นนิกส์จึงเน้นการส่งออก ไม่ใช่การกระจายรายได้ให้พอเพียง ความคิดว่าประชาชนสำคัญไม่เท่ากันนี้สืบเนื่องมาโดยตลอด แม้แต่จ่ายเงินสองพันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ต้องผ่านมือธนาคารเอกชน เพื่อให้พ่อค้าฟื้นตัวก่อน โดยเข้าใจว่าเมื่อนายทุนอยู่รอดก็จะช่วยรากหญ้าให้รอดตาม พวกเขาไม่ได้คิดว่าคนชั้นล่างจะกำหนดอะไรเองได้และไม่ได้มองความจริงอีกมุมหนึ่งว่าพ่อค้ามีช่องทางหลากหลายในการเอาตัวรอดอยู่แล้ว หากย่ำแย่ก็ตัดโซ่ข้อล่างก่อนหรือวิ่งไปลงทุนในต่างแดนที่ค่าแรงถูกกว่าสามร้อยบาท
   
              ในยุคที่ภาคประชาชนเข้าใจภาพใหญ่ของสถานการณ์ต่างๆ มากขึ้น ความรู้ที่มาพร้อมกับสิทธิที่นำมาซึ่งการเรียกร้องให้พวกเขาเองได้รับผลประโยชน์สูงสุดตามความต้องการของตน นั้นก่อให้เกิดปัญหากับฝ่ายที่เคยชินกับการคิดแทน เรื่องข้าวนี้จะจบยังไงไม่ทราบ แต่ผมยินดีซื้อข้าวจานละ 10 บาท ถ้าชาวนาจะได้ส่วนแบ่งเข้ากะเป๋าไม่ต่ำกว่าครึ่ง แต่จะไม่อิ่มใจเลยกับการกินข้าวจานละ 5 บาทหากชาวนาได้แค่บาทเดียว