ข่าว

จำนำข้าวเปื้อนสี

จำนำข้าวเปื้อนสี

08 ต.ค. 2555

จำนำข้าวเปื้อนสี : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง [email protected]

               ภาพม็อบเสื้อแดงใส่เสื้อชาวนาไปประท้วงคณาจารย์นิด้า ที่คัดค้านนโยบายจำนำข้าว ในมุมหนึ่งอาจดูไม่ค่อยเหมาะ เพราะเหมือนคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ ถ้ารักชาวนาก็ต้องสนับสนุนนโยบายจำนำข้าวสถานเดียว
   
              อย่างไรก็ดี ถ้าย้อนดูก่อนหน้านี้จะเห็นว่า เสื้อแดงไม่เคยออกมาโจมตีคนที่คัดค้านจำนำข้าว ถ้าไม่พอใจก็แค่ตอบโต้กันไปมา ด่าในวิทยุชุมชน หรือเฟซบุ๊ก กระทั่งอาจารย์นิด้าไปร้องศาลรัฐธรรมนูญให้ระงับนโยบายจำนำข้าว โดยอ้างว่าขัดรัฐธรรมนูญนั่นแหละ จึงไปกระตุกต่อมต้าน “ตุลาการภิวัฒน์”
   
              ผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยกับนโยบายจำนำข้าว แต่เลี่ยงไม่เขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะเชียร์รัฐบาล แต่รู้ตัวว่ารู้น้อยเรื่องเศรษฐกิจ กระนั้นเมื่อฟังความ 2 ด้านก็รู้สึกว่า ฝ่ายคัดค้านมีเหตุผลกว่า ในแง่ที่รัฐบาลเอาข้าวไปกักตุนจนเสียตลาดให้เวียดนาม อินเดีย กระนั้น-อีกที ผมก็รู้สึกว่า ผู้คัดค้านบางคนมี Agenda โดยเฉพาะเมื่อได้ยินชื่อ “นิด้า” “ทีดีอาร์ไอ” ก็อดไม่ได้ที่จะหวาดผวา (ขออภัยที่ “เหมาโหล” แต่พฤติกรรม 6 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถไว้วางใจ และขอแสดงความยินดี ที่ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ได้เป็นประธานทีดีอาร์ไอ-เห็นไหม)
   
              เพียงแต่การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายจำนำข้าวมีข้อดีคือ มีผู้คัดค้านทุกสี ทั้งฝ่ายค้าน ทั้งนักวิชาการที่เคยเป็นเหลือง ทั้งคนกลางๆ หรือคนที่ถูกมองเป็นแดง อย่าง “คุณปลื้ม” ซึ่งก็ถูกเสื้อแดงบางกลุ่มด่าอึงคะนึง แต่ในภาพรวมถือว่าเปิดกว้าง มีอิสรเสรีในการวิพากษ์วิจารณ์
   
              ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่ ภาพรวมคือมันเป็นการกลับไปสู่บรรยากาศ “ประชาธิปไตยปกติ” ที่ลดการแบ่งขั้วแบ่งสีลง มีการถกเถียงกันอย่างมีเหตุผลขึ้น
   
              กระทั่ง “นิด้า” ร้องศาลรัฐธรรมนูญ การคัดค้านนโยบายจำนำข้าวจึงเปื้อนสีไปทันที เพราะมองได้ทันใดว่า นี่เป็นการ “พึ่งกลไกอำมาตย์” ล้มรัฐบาลพูดในหลักการแบ่งแยกอำนาจ ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจเข้ามายับยั้งขัดขวางนโยบายรัฐบาล ซึ่งควรตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์โดยรัฐสภาเท่านั้น ถ้านโยบายนั้นส่งผลเสีย รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ และเสื่อมความนิยม นี่คือวิถีประชาธิปไตย เพราะลองคิดดูว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาชี้ได้ทุกอย่าง รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี กองทุนหมู่บ้าน กองทุนสตรี ฯลฯ ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วเราจะเลือกรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศทำไม
   
              หรือถ้าการดำเนินนโยบายนั้น มีนักการเมืองทุจริตหาผลประโยชน์ใส่ตัว ก็เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะต้องสอบสวนเอาผิดเป็นรายบุคคล แต่ไม่ใช่ ป.ป.ช.มายื่นโนติสว่าคณะรัฐมนตรีต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าไม่ทำถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ฯลฯ สุดแต่จะสรรหามาเล่นงานกัน
   
              การวิจารณ์นโยบายจำนำข้าวที่ควรเป็นไปตามวิถีประชาธิปไตย ตอนนี้เริ่มแปรรูป เห็นเงา “ขบวนการล้มรัฐบาลด้วยวิถีทางนอกระบบ” ที่แปลงร่างใหม่แทรกเข้ามา ผมไม่ได้โทษอาจารย์นิด้า ท่านอาจไม่ตั้งใจก็ได้ แต่การสร้างกระแสของฝ่ายค้าน สื่อบางส่วน และบางองค์กร ที่สอดรับกัน ทำให้เห็นความพยายามดิ้นอีกเฮือก ของพลังที่กำลังจะพ่ายแพ้ (นี่ก็เพิ่งมีอดีตนายกสมาคมมวยที่พลาดท่าไม่ได้เหรียญทอง เมาหมัด “ไอบา” จะมาม็อบไล่รัฐบาล)
   
              ศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่กล้ารับคำร้องจำนำข้าว แต่ ป.ป.ช.ดูเหมือนอยากแส่เต็มแก่ ก็ขอเตือนว่า ปล่อยให้เป็นไปตามวิถีดีกว่า ต่อสู้กันด้วยความเห็น ข้อมูล เพื่อโน้มน้าวสาธารณะ ถ้านโยบายนี้ผิดพลาด อีกไม่กี่เดือนก็เห็นเอง อย่าเอาคน 9 คน 11 คน ที่ไม่ได้มาจากประชาชนมาตัดสิน เพราะแทนที่สังคมจะยอมรับกลับถูกต่อต้าน
   
              ถ้าดูกรณีที่ อ.กาญจนา นาคสกุล ถูกกระแสสาธารณะรุมอัดฐานจะให้ใช้คำทับศัพท์ “ค็อมพิ้วเต้อร์” อันที่จริงก็เป็นตัวอย่างว่าสังคมเราเปิดกว้างเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เราอาจยอมรับราชบัณฑิตเรื่องการเขียนภาษาไทยอย่างไรให้ถูกต้อง แต่การเขียนคำทับศัพท์เป็นเรื่องของความนิยม ซึ่งสาธารณชนควรมีส่วนกำหนด ไม่ใช่ให้ราชบัณฑิตผูกขาดอำนาจ อ.กาญจนา เลยช่วยสร้างความสามัคคี เพราะถูกรุมโดยไม่เลือกสีเหลืองแดง (ฮา)
   
              ในกระแสการเมืองที่ยังปลุกเรื่องสีเสื้อ ก็ขอชม 5 ส.ส. ประเสริฐ บุญเรือง, นพคุณ รัฐผไท, นิยม วรปัญญา, พรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล และสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล 4 รายแรกเป็น ส.ส.เพื่อไทย รายหลัง ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่ร่วมกันเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านกลับไปมีวาระ 5 ปี จากที่ยุค คมช.แก้ให้งอกรากถึงเกษียณ เล่นการเมืองแบบนี้สิ ถึงจะผลักดันให้สังคมก้าวหน้า ไม่ใช่มัวแต่ตีรวนเป็นสายล่อฟ้า