ข่าว

'จำนำข้าว'รัฐแบกหนี้อ่วม-ชาวนาแฮปปี้

'จำนำข้าว'รัฐแบกหนี้อ่วม-ชาวนาแฮปปี้

08 ต.ค. 2555

'จำนำข้าว' รัฐแบกหนี้อ่วม ชาวนาแฮปปี้ 'โรงสี-นักการเมือง-ขรก.' พุงปลิ้น : รายงานพิเศษ : โดย...ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง

          แม้จะมีกระแสต่อต้านออกมาจากหลายฝ่าย แต่รัฐบาลยังยืนยันเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไป โดยโครงการรับจำนำปี 2555/56 เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555-มีนาคม 2556 เบื้องต้นคาดว่ารัฐจะใช้เงิน 2.4 แสนล้านบาท ในการรับจำนำข้าว 15 ล้านตัน เป็นเงินกู้จากกระทรวงการคลัง 1.5 แสนล้านบาท และเงินจากการระบายข้าวในสต็อกอีก 1 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นการอนุมัติครึ่งเดียว เพราะยังไม่รวมการรับจำนำข้าวนาปรังอีก 11 ล้านตัน ต้องใช้เงินอีก 1.65 แสนล้านบาท ทำให้คาดว่ายอดรวมของเงินที่ต้องใช้จะอยู่ราว 4.05 แสนล้านบาท 

 

          จะเห็นได้ว่าวงเงินที่ใช้ในการรับจำนำข้าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลจากการรับจำนำข้าวทุกเม็ดและราคาสูงมาก จึงทำให้มีนักวิชาการและหลายฝ่ายออกมาคัดค้าน เพราะจะทำให้รัฐต้องสูญเงินจำนวนมหาศาล ขณะที่เม็ดเงินตกถึงมือเกษตรกรจริงๆ ไม่มากนัก ขณะเดียวกันการทุจริตก็ทำได้ง่าย ซึ่งแม้แต่ทีมบริหารของรัฐบาลอย่างนายวีรพงษ์ รามางกูร ก็ยังออกปากว่า "หากรัฐบาลจะพังก็พังเพราะเรื่องจำนำข้าว"

          หากย้อนไปดูถึงโครงการรับจำนำข้าวนาปี 2554/55 รัฐบาลใช้เงินรับจำนำไปเกือบ 3.5 แสนล้านบาท เป็นเงินที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายไปก่อน 9 หมื่นล้านบาท รัฐต้องจ่ายคืนทั้งเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยในอัตราเงินฝากประจำ 6 เดือนเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ บวก 1.3% ส่วนที่เหลือเป็นเงินกู้ที่กระทรวงการคลังจัดหามาให้ใช้ดำเนินโครงการ ซึ่งก็มีภาระดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน ขณะเดียวกันการระบายข้าวของรัฐบาลก็ยังคลุมเครือทั้งในเรื่องราคาและปริมาณที่ขายออกไป 

          จึงกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมอยู่ขณะนี้ว่า การเดินหน้าโครงการจำนำข้าวต่อไปยิ่งทำให้รัฐต้องรับภาระขาดทุนมหาศาล แต่ชาวนาตัวจริงกลับไม่ได้รับราคาสูงสุดตามที่รัฐได้หาเสียงไว้ ซึ่งจากข้อมูลพบว่าราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้า 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ในความเป็นจริงเกษตรกรได้รับอยู่ที่ 9,000-11,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิ 2 หมื่นบาทต่อตัน เกษตรกรได้รับจริงอยู่ในระดับเฉลี่ย 1.5 หมื่นบาท (บวกลบ) มีส่วนต่างถึงตันละ 5,000 บาท แม้ว่าโครงการนี้จะดำเนินการมาแล้วกว่า 1 ปีเต็ม

 

ชาวนาแฮปปี้จำนำข้าวกำไรอื้อ 

 

          อย่างไรก็ตาม แม้เกษตรกรจะได้รับเงินต่ำกว่าราคารับจำนำ แต่ส่วนใหญ่ก็พอใจ เพราะได้เงินมากกว่าการประกันราคาและยังสูงกว่าการขายข้าวให้โรงสีเองที่มักถูกกดราคา จากการลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พบว่าชาวนาส่วนหนึ่งสนับสนุนให้เดินหน้าโครงการจำนำข้าวต่อเนื่อง 

          นายสมปอง บังเกิดฤทธิ์ เกษตรกร ต.บางนางร้า อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ตนมีพื้นที่ทำนาประมาณ 400 ไร่ มีทั้งที่เป็นที่นาของตัวเองและพื้นที่เช่า โดยผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่จะนำเข้าโครงการรับจำนำ ซึ่งปีก่อนถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด ทำให้ไม่ได้เงินจากโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล แต่โชคดีที่ได้รับเงินชดเชยความเสียหายบวกกับเงินประกันภัยนาข้าวกว่า 6 แสนบาท ใช้เป็นทุนในการเพาะปลูกข้าวนาปรังที่เพิ่งปิดโครงการไป และได้เงินมาลงทุนในการทำข้าวนาปีที่เพิ่งลงต้นกล้าไปแล้วกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ก็เป็นเดือนมกราคม 2556 เพราะข้าวนาปี มีระยะเวลานานกว่าก็หวังว่าจะไม่โดนน้ำท่วมอีก 

          นายสมปองให้ข้อมูลว่า ต้นทุนในการทำนาทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลงจะตกอยู่ที่ไร่ละ 3-4 พันบาทในส่วนของข้าวนาปี ส่วนนาปรังต้นทุนจะมากกว่าอยู่ที่ไร่ละ 5 พันบาท และจะได้ผลผลิตดีกว่า แต่เข้าโครงการได้เงินมาประมาณตันละ 1.2-1.3 หมื่นบาท ไม่ถึง 1.5 หมื่นบาทตามที่รัฐประกาศราคาไว้แต่ก็เป็นราคาที่รับได้และยังมีกำไร หากจะกลับไปใช้การประกันราคาก็อยากให้ประกันขั้นต่ำที่ตันละ 1 หมื่นบาท ใช่ 7-8 พันบาทเหมือนก่อนหน้านี้ 

          ด้านนายเผชิญ ใยเทศ เกษตรกรรายย่อยอีกรายซึ่งมีพื้นที่ทำนาเพียง 35 ไร่ กล่าวว่า ตนไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการจำนำ เพราะมีปริมาณข้าวน้อยไม่คุ้มกับการขนข้าวไปจำนำที่โรงสีที่เข้าโครงการ ส่วนใหญ่จึงขายเองได้ราคาประมาณ 8,000-9,000 บาทต่อตันเท่านั้น ก็ยังถือว่าได้กำไรจากการลงทุนอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก

 

เงินถึงมือชาวนาเยอะขึ้น

 

          สอดคล้องกับข้อมูลที่ ธ.ก.ส.เคยระบุไว้ว่า จากจำนวนชาวนาที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น มีประมาณ 3.4 ล้านราย แต่มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนำข้าวกับ ธ.ก.ส.เพียง 1 ล้านกว่ารายเท่านั้น เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยมีพื้นที่เพียง 10-15 ไร่ ทำให้ได้ผลผลิตน้อยจึงปลูกไว้กินทั้งปี และเอาไว้เพาะพันธุ์เท่านั้น จึงไม่เข้าร่วมโครงการรับจำนำ

          ผู้บริหาร ธ.ก.ส.ยอมรับว่า แม้รัฐบาลขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวบ้าง ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขได้ชัดเจน เพราะขึ้นอยู่กับการขายข้าวออกไป แต่หลายฝ่ายก็มองว่าน่าจะหลายหมื่นล้านบาทหรือถึงแสนล้านบาท 

          นายบุญไทย แก้วขันตี รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปรียบเทียบให้ฟังว่า จากเงินที่รัฐใช้ในโครงการจำนำไปปีก่อนเกือบ 3 แสนล้านบาท ในการรับจำนำข้าวเกือบ 20 ล้านตันนั้น ถือเป็นเม็ดเงินที่ตกแก่เกษตรกรทั้งหมดและหากเทียบกับการประกันราคาแล้วโครงการจำนำ ทำให้มีเม็ดเงินตกถึงมือเกษตรกรเพิ่มขึ้นประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท เพราะหากประกันราคาเกษตรกรจะได้เงินถึงมือประมาณ 8-9 พันบาทต่อตัน แต่จำนำจะได้อย่างน้อยจะได้เงิน 1.2-1.3 หมื่นบาทต่อตัน หรือได้เงินเพิ่มขึ้นจากเดิมตันละ 3-4 พันบาท 

          ทั้งนี้ จากคำบอกเล่าของรองผู้จัดการธ.ก.ส.นั้น ในความเป็นจริงแล้ว เงินที่รัฐใช้ไปกว่าแสนล้านบาทของปีก่อน ยากที่รัฐจะได้กลับคืนมาทั้งหมดจากการขายข้าว เพราะการขายข้าวออกไปย่อมต้องขาดทุนอย่างแน่นอน เพราะราคารับจำนำสูงกว่าทั้งราคาตลาดในประเทศและสูงกว่าตลาดโลก

 

รายย่อยได้ประโยชน์น้อย

 

          ด้านดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การที่ธ.ก.ส.ระบุว่าเม็ดเงินตกถึงมือเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่นั้น เป็นการพูดเพียงด้านเดียว ต้องดูว่าชาวนาที่ได้รับประโยชน์นั้นเป็นรายย่อยจริงหรือไม่ เพราะผู้ที่เข้าโครงการส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่มีที่นาจำนวนมากถึงขั้นเป็นเศรษฐี และกระจุกอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ไม่ใช่เกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศที่มีที่นาเพียง 10-15 แปลง ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกไว้กินเองและขายนิดหน่อยเท่านั้น แต่การประกันราคาก่อนหน้านี้เกษตรกรรายย่อยได้ประโยชน์ทุกรายและรัฐจ่ายเงินเพียงปีละ 4 หมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้น 

          นอกจากนี้ ต้องเปรียบเทียบกับความคุ้มค่าของการดำเนินโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลระหว่างเม็ดเงินที่ใช้ไปกับประโยชน์ที่เกิดขึ้นว่าตกถึงมือเกษตรกรจริงทั้งหมดหรือไม่ อย่างข้อมูลที่ทีดีอาร์ไอทำวิจัยไว้นั้น พบว่าเม็ดเงินที่รัฐบาลใช้ในการทำโครงการ 3 แสนล้านบาท หากขายข้าวออกไปก็น่าจะได้เข้ามาอย่างมาก 2 แสนล้านบาท หรือมีส่วนขาดทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท และใน 1 แสนล้านบาทนี้ พบว่าตกไปอยู่ในมือเกษตรกรเพียง 5 หมื่นล้านบาท ส่วนอีก 5 หมื่นล้านบาทตกเป็นของโรงสีมากที่สุด ส่วนที่เหลือตกเป็นของผู้ส่งออก เซอร์เวย์เยอร์ นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากรัฐบาลยังฝืนทำโครงการต่อไปอีกปีหน้าก็ใช้เงินอย่างน้อย 2.4 แสนล้านบาทนั้น ก็ยิ่งจะขาดทุน และทำให้กลุ่มที่ไม่ใช่ชาวนาอีกจำนวนไม่น้อยได้ประโยชน์

 

โครงการมีช่องโหว่ทุกขั้นตอน 

 

          จากเม็ดเงินที่รั่วไหลและได้ประโยชน์อยู่ในเพียงกลุ่มคนบ้างกลุ่มนั้น จึงนำมาซึ่งการเรียกร้องของนักวิชาการจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ต้องการให้รัฐบาลปรับปรุงโครงการรับจำนำ โดยให้ปรับลดราคารับจำนำเหลือตันละ 9,000-10,000 บาทให้ใกล้เคียงกับราคาในตลาดและจำกัดปริมาณการรับจำนำต่อครัวเรือนไม่เกิน 25 ล้านตันไม่ใช่รับจำนำทุกเม็ด หรือทางที่ดีก็ควรล้มเลิกโครงการไปเลยนั้น เพราะมีแนวโน้มการทุจริตที่ส่อเค้าว่าจะเกิดขึ้นทุกขั้นตอน และยังเป็นการทำลายกลไกลตลาดและทำลายวงจรส่งออกข้าวอย่างรุนแรง 

          สอดคล้องกับที่นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ อดีตรองกรรมการผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า การจำนำข้าวมีช่องโหว่ได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ตอนขึ้นทะเบียนเกษตร หากเกษตรกรกับเกษตรตำบลร่วมมือกันโกหกก็ทำได้ บอกพื้นที่ผลผลิตไม่ตรงตามข้อเท็จจริง โรงสีหักเจือปนมากเข้าไว้ให้ตัวเองได้ประโยชน์ บริษัทผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวหรือเซอร์เวย์เยอร์เรียกรับประโยชน์ คือ ถ้าจะตรวจให้ผ่านคิดกระสอบละเท่าไหร่ 

          ตลอดไปจนถึงโกดังกลาง ที่โรงสีกับโกดังกลางอาจร่วมมือกัน ขนไปหรือไม่ขนไป หรือส่งไปมากน้อยไม่มีใครรู้ เจ้าของโกดังยังได้เงินตามตัวเลขรายงาน หรือเจ้าของโรงสีอาจเอาข้าวที่รับจำนำไว้แต่มีคุณภาพดีนำออกขาย แล้วเอาข้าวคุณภาพไม่ดีใส่แทน เพราะรู้อยู่แล้วว่ารัฐบาลต้องเก็บสต็อกอีกนาน ยังไงข้าวที่เก็บต้องเสื่อมคุณภาพอยู่แล้ว ผู้ส่งออกก็อาจร่วมมือกับนักการเมือง ข้าราชการ ตอนประมูลก็ฮั้วกันได้อีก จะล็อบบี้ให้เจ้าไหนได้ไป จะเห็นได้ว่ามีโอกาสเกิดขึ้นทุกขั้นตอน 

          ขณะที่รัฐบาลยังยื่นยันที่จะเดินหน้าโครงการต่อไปท่ามกลางกระแสคัดค้านที่เกิดขึ้นโดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังยังยืนยันว่าการจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดีอย่างแน่นอน เพราะเกษตรกรขายข้าวได้ราคาดีและเพิ่มกำลังซื้อให้ชาวนา รวมทั้งจะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แม้หลายฝ่ายจะเป็นห่วง แต่รัฐบาลจะเดินหน้าอย่างระมัดระวังต่อไป เพราะหากทำไม่ดีก็จะเกิดความเสียหาย รัฐบาลจึงต้องควบคุมดูแลการทุจริตที่จะเกิดขึ้น เชื่อว่าเมื่อรัฐบาลเอาจริงเอาจังการทุจริตจะลดลงได้ 

          สำหรับต้นทุนการดำเนินโครงการของรัฐบาลจากวงเงินรวมที่ใช้ในโครงการจำนำข้าวไม่เฉพาะวงเงินที่ใช้รับจำนำข้าวเท่านั้นยังมีภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ ค่าบริหารสินเชื่อและดอกเบี้ย ค่าสีแปร ค่าเช่ารับฝากข้าวกับทางโรงสี 

          ทั้งนี้ การดำเนินการในปีนี้ จริงๆ แล้ว กระทรวงพาณิชย์จะเสนอเรื่องเข้าครม.ขออนุมัติงบอีกส่วนหนึ่งเพื่อใช้ดำเนินโครงการรับจำนำข้าว เป็นเงินถึง 11,771.25 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับการใช้ไปในปีก่อน แยกเป็นค่าดอกเบี้ยสินเชื่อของ ธ.ก.ส.จำนวน 7,492.50 ล้านบาท แบ่งเป็นนาปี 4,440 และนาปรัง 3,052.50 ล้านบาท ค่าบริหารสินเชื่อของ ธ.ก.ส. จำนวน 4,218.75 ล้านบาท แบ่งเป็นนาปี 2,500 ล้านบาท และนาปรัง 1,718.75 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการระบายข้าวเปลือกหลุดจำนำยุ้งฉาง 60 ล้านบาท แต่ในการประชุมครม.ที่ผ่านมากลับไม่มีการอนุมัติในเรื่องดังกล่าวทำให้ธ.ก.ส.ต้องควักเงินตัวเองออกไปก่อนอีกเช่นเคย 

          นี่ยังไม่นับรวมหนี้เก่าที่ค้างจากการดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2547 รวม 13 โครงการ อีก 166,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลต้องทยอยจ่ายคืนภายใน 5 ปี ซึ่งจากปีงบ ประมาณปี 2555 ได้มาแล้วประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท และปี 2556 รัฐบาลตั้งงบชำระคืนมาให้อีกประมาณ 6 หมื่นล้านบาท จึงไม่น่าแปลกใจที่สภาพัฒน์เองก็เป็นห่วงและติงเรื่องการดำเนินโครงการจำนำหรือแทรกแซงผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ที่รวมแล้วรัฐใช้เงินไปกว่า 5 แสนล้านบาทแล้ว

 

 

---------------------

('จำนำข้าว' รัฐแบกหนี้อ่วม ชาวนาแฮปปี้ 'โรงสี-นักการเมือง-ขรก.' พุงปลิ้น : รายงานพิเศษ : โดย...ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง)