ข่าว

ปชป.จี้มท.ถอนคำสั่ง'ยงยุทธ'คืนที่สงฆ์

ปชป.จี้มท.ถอนคำสั่ง'ยงยุทธ'คืนที่สงฆ์

07 ต.ค. 2555

ทีมกม.ปชป.ขอปลัดมท.ถอนคำสั่ง"ยงยุทธ"คืนที่สงฆ์ จี้รัฐออก พ.ร.บ.รับรองบ้านประชาชนบริสุทธิ์ เร่ง "ขุนค้อน"ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพ "ยงยุทธ" จี้นายกฯแสดงจุดยืน 20% ปล่อยโกง ข้องใจข้าว1ล้านตันล่องหน

          วันที่ 7 ต.ค.55  นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฏหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่สนามกอล์ฟอัลไพน์ที่ป.ป.ช.ชี้มูลว่าต้องนำกลับมาเป็นที่ดินธรณีสงฆ์ตามเจตนาของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา เจ้าของที่ดินที่ตั้งใจบริจาค ให้วัดธรรมาวิการาววรวิหาร จ.ปทุมธานี ว่า กรณีนี้ต้องแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ 1.แม้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ จะลาออกจากตำแหน่งต่างๆ แล้ว แต่แนวทางที่จะนำที่ดินกลับมาเป็นธรณีสงฆ์ คือ เวลานี้อยู่ที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องมีคำสั่งออกมายกเลิกคำสั่งเดิมของนายยงยุทธ เมื่อครั้งที่ทำหน้าที่รักษาการรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ได้มีคำสั่งเปิดทางว่าที่ดินของนางเนื่อมว่าไม่ตกเป็นธรณีสงฆ์ เนื่องจากคำสั่งของนายยงยุทธเป็นการกระทำผิดกฎหมายชัดเจน ซึ่งส่วนนี้นายยงยุทธก็ต้องไปต่อสู้ในคดีอาญาตามที่ถูกชี้มูลว่าผิด ม.157 ของประมวลกฎหมายอาญาต่อไป
 
          นายนิพิฏฐ์ กล่าวต่อว่า 2.ส่วนผลกระทบที่ตามมาของการบิดเบือนเจตนาเอาที่ดินวัดมาเป็นของเอกชน ส่วนตัวเห็นว่ามีทั้งส่วนที่เป็นบ้านพักอาศัยของประชาชนที่ซื้อบ้านในโครงการราว 294 หลัง กรณีนี้จำเป็นยิ่งที่รัฐบาลต้องคุ้มครองประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง และหลงไปซื้อบ้านในโครงการนี้ด้วยความไม่รู้ เพราะไม่ใช่ความผิดของประชาชน ดังนั้นรัฐต้องออกพ.ร.บ. ออกมารองรับเป็นการเฉพาะให้ที่ดินส่วนโครงการบ้านเป็นของประชาชน เพราะเขาซื้อมาถูกต้อง ยกเว้นที่ดินที่ในส่วนที่เป็นสนามกอล์ฟอัลไพน์ที่ต้องนำกลับมาเป็นที่ธรณีสงฆ์ เพราะเจ้าของโครงการรู้มาก่อนแล้วว่าเจตนาของผู้บริจาคคือมอบให้วัดแต่ยังดำเนินการในลักษณะที่เป็นกระบวนการใช้กฎหมาย และเปลี่ยนมือเจ้าของที่ดินโดยผู้ที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง อย่างน้อยที่สุดคือการขายที่ดินต่อก็มีกำไร เอาไปสร้างบ้านทำโครงการขายต่อก็มีกำไร ซึ่งในส่วนของผลกำไรจากการขายโครงการบ้าน ก็ต้องสืบสาวต่อว่าในฐานะที่ผู้ใดเป็นผู้เสียหายก็สามารถฟ้องร้องต่อได้ตามสิทธิของกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลต้องเร่งทำ เพราะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว




"ปชป." เร่ง "ขุนค้อน"ส่งศาลรธน.วินิจฉัยสมาชิกภาพ "ยงยุทธ"
  
          ที่พรรคประชาธิปัตย์  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรียกร้องให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรรีบนำคำร้องของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กรณีขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตรองนายกและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า หลังจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำร้องไป นายสมศักดิ์ มีท่าทีที่จะไม่ส่งคำร้องดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่านายยงยุทธได้ลาออกไปแล้ว ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา91 ระบุให้ประธานสภามีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของคำร้องและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่เป็นผู้พิจารณาว่าจะส่งหรือไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ดังนั้นนายสมศักดิ์จึงไม่ควรเก็บคำร้องนี้ไว้ แต่ควรทำตามรัฐธรรมนูญกำหนด โดยการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณารับวินิจฉัยเรื่อง หรือไม่ อย่างไร
 
          นายองอาจ ยังกล่าวถึงกรณีที่พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยอมรับว่ามีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลถึง 20%ว่า เป็นเรื่องที่น่าละอาย ที่คนระดับรัฐมนตรีจะออกมายอมรับว่าให้มีการทุจริตในโครงการดังกล่าวได้ แต่คนที่น่าละอายยิ่งกว่าน่าจะเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพราะครั้งหนึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เคยร่วมรณรงค์ต่อต้านการคอร์รัปชั่น แต่เมื่อรัฐมนตรีออกมายอมรับเรื่องการทุจริต 20%ได้ นายกฯควรแสดงจุดยืนให้ชัดเจน ว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรไม่ให้มีการทุจริต ทั้งนี้ไม่ควรมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับปลายแถวเท่านั้น เพราะการทุจริตได้มีความไม่ชอบมาพากลมากขึ้น โดยเมื่อคำนวณงบประมาณแล้ว พบว่าโครงการนี้มีการใช้งบประมาณปี 54-55 ประมาณ 3.46 แสนล้านบาท และปี55-56 อีก 4.05 แสนล้านบาท ดังนั้นหากคิดเป็นการทุจริต 20%ของงบประมาณทั้ง 2 ปี จะเท่ากับ 150,200 ล้านบาท ดังนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่นายกฯต้องแสดงจุดยืน
 
          นายองอาจ กล่าวว่า นอกจากนี้ตนทราบว่าได้มีตัวแทนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ออกมายอมรับการคณะกรรมาธิการชุดหนึ่งว่าขณะนี้เงินที่ใช้ในการจำนำข้าวหมดแล้ว อยากทราบว่านายกฯทราบข้อมูลนี้หรือไม่ และจะทำอย่างไรกับเงินที่หมดไปแล้ว นอกจากนี้ตนยังทราบมาว่ากรณีที่กรมการค้าต่างประเทศมีหนังสือไปที่กรมการข้าว ขอเบิกข้าว1ล้านตันซึ่งอ้างว่าจะนำไปส่งออกในลักษณะรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) นั้นไม่น่าเป็นความจริง เพราะในขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขการส่งออกข้าวดังกล่าวเลย จึงอยากให้กระทรวงพาณิชย์ออกมาตอบว่าข้าวจำนวนดังกล่าวนั้นไปอยู่ที่ไหน หรือว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ข้าวดังกล่าวจะถูกเวียนเทียนกลับมาใช้ในโครงการจำนำข้าวอีก
 
          “ยังมีข่าวว่าในการประมูลขายข้าวหอมมะลินั้น ผู้ชนะการประมูลยังไม่ยอมมารับข้าวเลยเพราะทราบภายหลังว่าข้าวที่ประมูลได้ มีคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมโครงการจำนำข้าวจึงมีปัญหาและจะสร้างปัญหาในอนาคต โดยรัฐบาลไม่มีสิทธิ์เอาเงินแผ่นดินไปให้ใครเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้า แต่ควรคำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องยอมรับความจริงแล้วรีบหาทางยุติปัญหา”นายองอาจกล่าว