
สื่อจีนกับนิวมีเดียและหนังสือยุคใหม่(2)
สื่อจีนกับนิวมีเดียและหนังสือกำแพงยุคใหม่ (2) : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
���������������� ตีสามครึ่งของวันที่ 12 กรกฎาคม พวกเราก็พร้อมเช็กเอาท์ออกจากโรงแรมมุ่งหน้าไปยังสนามบินปักกิ่งเพื่อขึ้นเครื่องบินเที่ยวแรกสุดไปยังเมืองฉางชุน เมืองเอกของมณฑลจี๋หลิน โดยใช้เวลาบินแค่ชั่วโมงเศษเท่านั้น ด้วยความที่เสียเวลาที่กรุงปักกิ่ง 1 วัน เจ้าภาพที่เมืองฉางชุนจึงจัดการรวมกำหนดการ 2 วันเป็นวันเดียว
��������������� เริ่มตั้งแต่ตรงดิ่งจากสนามบินฉางชุนไปเยี่ยมชมหนังสือพิมพ์จี๋หลินรายวันทันที อาคารของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้สูงตระหง่าน ใหญ่โตเหมือนที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศสังคมนิยมทุกประเทศที่ชอบใช้ความใหญ่เข้ามาข่ม คุณเจิน แซ่ปิง ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์จี๋หลิน อีกทั้งยังควบตำแหน่งนายกสมาคมนักข่าวจี๋หลิน และกรรมการของสมาคมนักข่าวจีนทั่วประเทศ คอยต้อนรับพร้อมกับบรรณา
��������������� ธิการของแต่ละฝ่ายงาน พวกเราทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตาจดข้อมูลที่คุณเจินบรรยายให้ฟังด้วยความกระตือรือร้น
���������������� แต่โอ๊ะโอ๋...เหตุไฉนเมื่อดิฉันย้อนกลับมาสอบทานข้อมูลอีกครั้งในอีก 2 เดือนให้หลัง ก็เกิดเหตุมหัศ
���������������� จรรย์ใจว่าทำไมลายมือของดิฉันจึงกลายเป็นอักษรขอมหวัดโบราณแถมยังเหมือนกับเขียนด้วยเท้าซ้ายอีกต่างหาก พยายามแกะอ่านเท่าไหร่ก็อ่านไม่ออก ลองสอบถามหลายคนก็ได้ความเดียวกัน สาเหตุทั้งหลายทั้งปวงเชื่อว่าอาจมาจากการต้องตื่นนอนแต่เช้ามืด หรืออันที่จริงดิฉันไม่ได้นอนตลอดคืนก็เป็นได้
���������������� คุณเจินเล่าว่าหนังสือพิมพ์จี๋หลิน เดลี่ ตั้งขึ้นเมื่อปี 2488 หรือเมื่อ 67 ปีที่แล้ว โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมณฑลจี๋หลิน ได้ชื่อว่าเป็นหนังสือพิมพ์ใหญ่ที่สุดในมณฑลนี้ด้วยยอดพิมพ์วันละ 1.3 แสนฉบับ มีหนังสือพิมพ์ในเครือ 11 ฉบับ นิตยสาร 3 ฉบับ เว็บไซต์ 1 เว็บไซต์ และหนังสือพิมพ์บนโทรศัพท์มือถือหรืออีกนัยหนึ่งเอสเอ็มเอสข่าวอีก 1 ฉบับ มีนักข่าว มีพนักงาน 1,170� คน ยังไม่รวมลูกจ้างอีกจำนวนหนึ่ง มีรายรับปีละ 300 ล้านหยวน หรือราว 1,500 ล้านบาท
����������������� หนังสือพิมพ์จี๋หลิน เดลี่ เพิ่งจะพัฒนาเว็บไซต์ของตัวเองเมื่อไม่นานมานี้ ชื่อ� www.chinajilin.com.cn มีนักข่าวของเว็บโดยเฉพาะส่วนใหญ่เป็นนักข่าวรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบปริญญาตรีหมาดๆ โดยนักข่าวเว็บอายุน้อยสุดแค่ 26 ปีเท่านั้น นักข่าวเว็บทุกคนได้รับการติวเข้มว่าห้ามเสนอข่าวอย่างมีอคติและแม้จะต้องอาศัยข่าวของหนังสือพิมพ์เป็นหลัก แต่ต้องแยกข่าวออกจากข้อมูล ที่สำคัญต้องทำข่าวหรือสัมภาษณ์เพิ่มเติมจากข่าวทุกชิ้นที่มีอยู่ในมือ เนื่องจากการแข่งขันสูงมาก เมื่อนักข่าวมีประสบการณ์มากขึ้นก็จะได้รับสถานะนักข่าวสื่อพิเศษและบล็อก
����������������� คุณเจินกล่าวด้วยความภูมิใจด้วยว่าหนังสือพิมพ์จี๋หลิน เดลี่ ไม่เคยถูกฟ้อง ไม่ใช่เพราะเป็นหนังสือพิมพ์ของรัฐ หากเป็นเพราะมีการตรวจสอบข่าวว่าถูกต้องหรือไม่อยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดี หนังสือพิมพ์กรอบบ่ายนั้นเคยถูกฟ้องใน 2 คดีด้วยกันคือเสนอข่าวไม่เป็นกลาง เพราะเนื้อที่ข่าวที่ตีพิมพ์นั้นยาวไม่เท่ากัน อีกฝ่ายหนึ่งไม่พอใจจึงฟ้องศาล ส่วนอีกคดีหนึ่งเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ภาพข่าวหนังสือพิมพ์
����������������� บ่ายวันนั้น พวกเราก็ไปเยี่ยมสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น ส่วนใหญ่ไปขลุกอยู่ในห้องผู้ประกาศข่าวซึ่งจัดได้น่ารักมาก ค่ำนั้น คณะนักข่าวอาวุโสไทยก็เดินทางไปยังสนามบินเมืองฉางชุนเตรียมเดินทางต่อไปยังเมืองฉางไป๋ซาน แล้วคำปรามาสของคุณผุสดี คีตวรนาฎ อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยที่ว่าไปไหนมาไหนกับดิฉันทีไรเป็นมีเรื่องทุกที ก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริงอีกครั้ง เมื่อเครื่องบินเกิดดีเลย์อีกหลายชั่วโมง ชาวคณะหลายคนที่ระโหยโรยแรงจากที่ต้องตื่นนอนตั้งแต่ก่อนไก่โห่ก็ค่อยๆ เหยียดกายนอนตรงเก้าอี้เคลิ้มหลับเอาแรง เกือบเที่ยงคืนเครื่องบินจึงทะยานขึ้นจากสนามบินมุ่งหน้าไปยังฉางไป๋ซาน กว่าจะเช็กอินก็ตีหนึ่งเกือบตีสอง
������������������ ความทรหดของคณะสื่อมวลชนจากดินแดนถิ่นลุ่มเจ้าพระยาทั้ง 8 คนซึ่งมีอายุรวมกันหลายร้อยปีได้รับการพิสูจน์อีกครั้งว่าอึดเพียงใด เพราะเมื่อถึงเวลา 08.00 น. พวกเราก็เช็กเอาท์พร้อมเดินทางไปชมภูเขาฉางไป๋ซาน ภูเขาที่ได้ชื่อว่างามที่สุดของแดนมังกรและเป็นจุดที่ดิฉันหมายมั่นปั้นมืออยากไปชมมากที่สุด เนื่องจากคราวที่รวบรวมประวัติของอดีตประธานาธิบดีคิม อิล ซุง แห่งแดนโสมแดง ผู้ล่วงลับจัดพิมพ์เป็นพ็อกเกตบุ๊กเรื่อง "ผ่าบัลลังก์จักรพรรดิโสมแดง" ดิฉันจึงเพิ่งทราบว่าคนเกาหลีเรียกภูเขาลูกนี้ว่าภูเขาแบ็กดู ถือเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์และเป็นถิ่นเกิดของนายคิม จอง อิล� คนธรรมดาสามัญยากจะมีโอกาสเหยียบแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
������������������� �แต่สวรรค์ก็ช่างไม่ปรานีกับคนแดนไกลเสียเลย จึงเกิดพายุฝนตลอดเส้นทางแม้จะเป็นฤดูร้อนหรือแม้ว่าจะปีนขึ้นไปยอดเขาแล้วก็ตาม ได้เห็นแค่เงาฝนและสายหมอกเท่านั้น สุดท้ายพวกเราก็นั่งรถต่อไปยังเมืองเหยียนจี๋ ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่อยู่ติดกับแดนโสมแดงเกาหลีเหนือ
������������������� �ที่เมืองนี้พวกเราได้ไปเยี่ยมชมสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเหยียนเปียนโจวซึ่งอาคารสูงตระหง่านใหญ่โตเหมือนอาคารของคอมมิวนิสต์ในยุคแรกๆ คุณจิน หนานหลง ชาวจีนเชื้อสายเกาหลีรูปร่างสูงใหญ่ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์แห่งนี้คุยให้ฟังว่าสถานีโทรทัศน์แห่งนี้เป็นสื่อโทรทัศน์แห่งเดียวที่ทำให้ชาวเกาหลีในจีนได้รับชมข่าวต่างๆ สถานีโทรทัศน์แห่งนี้พัฒนามาจากสถานีวิทยุที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2489 ตามด้วยการตั้งสถานีโทรทัศน์ในปี 2520 ปีแรกได้รับงบประมาณแค่ 8 ล้านหยวน แต่ปีที่แล้วได้งบเพิ่มเป็น 13.8 ล้านหยวน ซึ่งถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับภารกิจและความรับผิดชอบที่ต้องสื่อสารกับประชาชนในท้องถิ่น�
������������������� อาทิ สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ได้ทุ่มเงินลงทุนกว่า 100 ล้านหยวนเพื่อสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์และศูนย์กลางโทรทัศน์ แล้วพัฒนาเป็นการถ่ายทอดผ่านดาวเทียมตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่ ปี 2549 เป็นต้นมา พื้นที่การออกอากาศครอบคลุม 25 พื้นที่ในประเทศ หรือกว่า 100 ตำบล รวมยอดผู้ชมประมาณ 100 ล้านคน โดยสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมแห่งนี้เป็นทั้งผู้ผลิตและถ่ายทอดรายการข่าว ละคร สารคดี สังคม การศึกษา รายการทั่วไป รายการสำหรับเด็ก ฯลฯ เผยแพร่ทั้งสองภาษาคือ ภาษาจีนกลาง และภาษาเกาหลี อย่างละครึ่ง ในรูปแบบของการพากย์เสียงทับและใส่บทบรรยาย ซึ่งไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใดเนื่องจากเจ้าหน้าที่ของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ส่วนใหญ่มีเชื้อสายเกาหลี และพูดภาษาเกาหลีได้
������������������� ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่สื่อที่ดี โทรทัศน์แห่งนี้จึงได้รับรางวัลหลายครั้งโดยเฉพาะรายการวัยรุ่น ในส่วนของรายการข่าวภาคค่ำในช่วงเวลา 19.30 น. ซึ่งเป็นช่วงข่าวสำคัญที่สุดในแต่ละวัน คุณจินหรือคุณคิมในภาษาเกาหลีเล่าว่า โทรทัศน์เหยียนเปียนจะใช้วิธีดึงสัญญาณถ่ายทอดมาจากสถานีโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (ซีซีทีวี) ก่อนที่จะนำมาออกอากาศซ้ำโดยแปลเป็นภาษาเกาหลีอีกครั้งในช่วงเวลา 22.00 น. เพื่อสนองกลุ่มผู้ชมซึ่งมีทั้งลูกหลานมังกรแท้ๆ และชาวจีนเชื้อสายเกาหลี ทั้งที่อาศัยอยู่ในแดนมังกร ในเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
�������������������� นอกเหนือจากสนับสนุนสื่อวิทยุ-โทรทัศน์แล้ว รัฐบาลกลางและผู้บริหารของเขตปกครองตนเองชนชาติเกาหลีเหยียนเปียนยังให้ความสำคัญกับสื่อสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือพิมพ์อีกด้วยในการเผยแพร่ข่าวสาร เพื่อสานสัมพันธ์กับมวลชนในพื้นที่ ประชาสัมพันธ์ข่าวสารจากภาครัฐ และเชื่อมสัมพันธ์กับประชาชนของประเทศเพื่อนบ้าน
������������������� �จากนั้นพวกเราก็เดินทางต่อไปยังเมืองถูเหมิน เมืองชายแดนที่อยู่ติดกับเกาหลีเหนือและรัสเซีย กลายเป็นเมืองสามเหลี่ยมทองคำที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว พวกเราได้ไปเยี่ยมชมหนังสือพิมพ์ถูเหมินเจียง ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ตัวอาคารแม้จะไม่ตระหง่านเท่ากับอาคารของสื่ออื่นที่เราได้ไปเยี่ยมชมมาก่อนหน้า แต่ก็มีพื้นที่ให้เช่าทำเป็นภัตตาคารเพื่อเสริมรายได้พิเศษ พวกเราต้องค่อยๆ ถ่อสังขารเดินขึ้นบันได 7 ชั้นเนื่องจากไม่มีลิฟต์ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่าจะมีลิฟต์ได้ก็ต่อเมื่อเป็นอาคารสูง 7 ชั้นขึ้นไป
�������������������� คุณอิ่น เซิงซาน บรรณาธิการบริหารของหนังสือพิมพ์ถูเหมินเจียง ออกตัวว่าหนังสือพิมพ์ถูเหมินเจียงเป็นหนังสือพิมพ์ระดับท้องถิ่นเล็กๆ มียอดจำหน่ายเพียงวันละกว่าหมื่นฉบับ และมีพนักงานทั้งหมดเพียงกว่า 50 คน อย่างไรก็ตาม ภารกิจสำคัญของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ก็คือการเผยแพร่ข่าวสารออกเป็น 3 ภาษาคือ จีน-เกาหลี-รัสเซีย เน้นข้อมูลนโยบายของรัฐ พรรค เศรษฐกิจ การค้า การแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ความร่วมมือและการอำนวยความสะดวกกับการพัฒนา
������������������� คุณอิ่นเล่าว่า หนังสือพิมพ์ถูเหมินเจียงมีทั้งรายวันและรายสัปดาห์ รายวันจะพิมพ์เป็นภาษาจีนวางจำหน่ายใน 30 มณฑลทั่วประเทศตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ มี 4 หน้าแต่เตรียมเพิ่มเป็น 8 หน้า เนื้อหาจะเน้นข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ วางจำหน่ายฉบับละ 1 หยวน ส่วนรายสัปดาห์จะเน้นข่าวบันเทิงและข่าวสังคม นอกจากนี้ยังเป็นหุ้นส่วนกับสื่อรัสเซียและสื่อเกาหลีทำหนังสือแจกฟรีชื่อ "ถูเหมินเจียงเป้า" ซึ่งเป็นรายสัปดาห์พิมพ์เป็นภาษาเกาหลีกับภาษารัสเซีย แจกฟรีในประเทศจีน ประเทศเกาหลีใต้ และบริเวณเมืองวลาดิวอสต็อก ในแดนหมีขาวรัสเซีย อีกทั้งยังร่วมมือกับหนังสือพิมพ์ต่างประเทศอีก 10 ฉบับ ทั้งรัสเซีย เกาหลีและฮ่องกง
���������������������"แม้หนังสือพิมพ์ถูเหมินเจียงจะเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 แต่ก็เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวในประเทศนี้ที่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่หนังสือพิมพ์ออกเป็นภาษาต่างๆ ถึง 3 ภาษา" คุณอิ่นบรรยายด้วยความภูมิใจก่อนจะเสริมว่าการทำหนังสือพิมพ์ 3 ภาษานี้มีปัญหาไม่ใช่น้อยในการเฟ้นหาคนที่สามารถตอบสนองภารกิจของมณฑลในการเผยแพร่หนังสือพิมพ์ออกเป็นภาษาต่างประเทศ แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อมุ่งมั่นจะต้องขยายงานต่อไป ในช่วงปลายปี 2555 ก็จะเปิดเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ถูเหมินเจียงอย่างเป็นทางการ โดยเว็บไซต์นี้จะเป็นหุ้นส่วนกับเว็บไซต์ของเกาหลี แลกเปลี่ยนข้อมูลไปแปลและเผยแพร่บนเว็บไซต์
���������������������� สำหรับรายได้หลัก ยังต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐ แต่รายสัปดาห์นั้นมีโฆษณาเข้ามาช่วยเสริมรายได้บ้างแล้ว
......................................
(สื่อจีนกับนิวมีเดียและหนังสือกำแพงยุคใหม่� (2) : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...บุญรัตน์� อภิชาติไตรสรณ์)
�



