ข่าว

'คอมมาน คอนโทรล'แก้ปัญหา'รถติด'

'คอมมาน คอนโทรล'แก้ปัญหา'รถติด'

07 ต.ค. 2555

'คอมมาน คอนโทรล' ยุทธการ..แก้ปัญหา'รถติด' : สัมภาษณ์พิเศษโดยไชยฤทธิ์ เสนาะวาที

              หลังจากเว็บไซต์บีบีซีรายงาน 10 อันดับเมืองที่รถติดที่สุดในโลก ด้วยการโหวตจากผู้อ่านทั่วโลก ปรากฏว่ามีผู้โหวตให้ "กรุงเทพฯ" เป็นเมืองที่รถติดที่สุดในโลก โดยตอกย้ำว่าเป็นผลพวงมาจากคืนภาษีรถคันแรกของรัฐบาล ส่งผลให้มีรถยนต์แล่นบนท้องถนนกว่า 5 ล้านคัน ทั้งที่พื้นที่ของถนนรองรับรถยนต์ได้เพียง 2 ล้านคันเท่านั้น!!
 
              ผู้การป้ายแดง พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบก.จราจร จะเปิดแนวรบกับ "รถป้ายแดง" เหล่านั้นอย่างไร? และจะมีแนวทางบริหารจัดการปัญหา "รถติด" เพื่อลบล้างผลโหวตจากทั่วโลกนี้อย่างไร?

 -ปัญหาจราจร ในอดีตจนถึงปัจจุบันมีความแตกต่างกันอย่างไร?
 
              ปัญหาการจราจรในอดีตและปัจจุบัน ดูแล้วก็ไม่น่าแตกต่างกัน เพราะปัญหาหลักเกิดขึ้นจาก 4 ปัจจัยด้วยกัน ปัจจัยแรก คือ "คน" คนก็จะประกอบด้วยผู้ขับขี่ คนเดินเท้าและคนอื่นๆ ปัจจัยที่สอง คือ "รถ" รถต่างๆ ที่อยู่ในทาง ปัจจัยที่สาม คือ "ทาง" หมายถึงทางพร้อมไหม หรือผิวการจราจรเอื้ออำนวยต่อการสัญจรไปมาหรือไม่ หรือเส้นทางการจราจรมีการบำรุงรักษาหรือไม่ รักษาดีเพียงใด และปัจจัยที่สี่ คือ "สภาพแวดล้อม" เริ่มตั้งแต่ต้นไม้ ใบหญ้า ฝนตก ฟ้าร้อง หมอกลงหนักทุกอย่าง ทั้งสี่อย่างมีผลต่อการจราจรทั้งหมด
 
              ดังนั้นปัญหาการจราจรในความเห็นของผมนั้น จึงไม่แตกต่างกัน เพราะปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวแปรที่มีผล แต่ขึ้นอยู่กับจังหวะไหนเท่านั้นว่าตัวแปรไหนเป็นตัวแปรสำคัญ อย่างเช่นเมื่อเดือนที่ผ่านมามีตัวแปรเรื่องสภาพสิ่งแวดล้อมกับเรื่องทาง พอฝนตกหนักน้ำก็ท่วมทาง การจราจรก็มีปัญหา จำเป็นต้องแก้ไขที่สาเหตุตรงนี้ จึงนำเรียนท่านผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ถึงสาเหตุที่ทำให้น้ำท่วมขังว่าทำไมน้ำไม่ลงท่อ ท่อน้ำตันเราก็วางแผน ศึกษา วิเคราะห์และแก้ไขปัญหาด้วยการประสานไปที่ราชทัณฑ์ทำการลอกท่อ ซึ่งเราเน้นย้ำเรื่องแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดและเป็นที่พึงพอใจของประชาชนเป็นลำดับแรก ทุกข์ร้อนของประชาชนคือทุกข์ร้อนของเรา

 - รถมากขึ้น ถนนเท่าเดิม เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรพอเพียงไหม?
 
              ตอนนี้รถในกรุงเทพฯ มีประมาณ 7 ล้านคัน เป็นตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้น แต่ตัวเลขตรงนี้ก็เป็นเพียงแค่ตัวแปรตัวหนึ่งเท่านั้น ผมเชื่อเลยว่า แม้ตัวเลขมากขึ้น หากมีการบริหารจัดการที่ดีมันก็จะไม่ทำให้ปัญหาเกิด ตอนนี้เราต้องพิสูจน์แล้วว่า จำนวนรถที่มากขึ้นจะมีการบริหารจัดการที่ดีไหม จึงมีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมการทำงานของตำรวจจราจร ตอนนี้เรามีโครงการพัฒนา บก.02 เพื่อที่จะเป็นศูนย์กลางการคอมมาน คอนโทรล คอมมูนิเคชั่น คือเราจะรับฟังสภาพปัญหาทั้งหมดโดยรวม ทั้งทางวิทยุ ทางกล้องวงจรปิด ซีซีทีวี 2 เฟสหลายร้อยตัว เอาปัญหาตรงนั้นมาจัดการในห้องบริหารจัดการ โดยมีผู้มีประสบการณ์นั่งวิเคราะห์และสั่งการลงไปยังตำรวจจราจรในพื้นที่ กับตำรวจจราจรกลาง เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปทั้งระบบ ซึ่ง บก.02 จะเป็นตัวกลางในการประสานงานกับทุกท้องที่ในกรุงเทพมหานคร

 -โครงการพัฒนา บก.02 หรือ "คอมมาน คอนโทรล" สามารถใช้ได้เต็มระบบได้เมื่อไหร่?
 
              ตอนนี้เราติดขัดเรื่องงบประมาณพอสมควร พยายามที่จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้เราวางแผนงานไว้ 4 เฟส การคอมมาน คอนโทรล คิดว่าไม่น่าเกิน 3 เดือนนี้ จะเห็นรูปร่างที่เป็นระบบขึ้นมา การคอมมูนิเคชั่นไปยังตำรวจในพื้นที่ก็คงจะเสร็จภายใน 3 เดือน แต่การคอมมูนิเคชั่นไปยังพี่น้องประชาชนคงจะต้องใช้เวลาสักหน่อย การคอมมูนิเคชั่นไปถึงพี่น้องประชาชน อย่างเช่นเกิดฝนตก น้ำท่วม จะประชาสัมพันธ์ทางเสียงไปยังพี่น้องว่าควรหลีกเลี่ยงถนนเส้นไหน ไปทางไหน ผ่านเครื่องขยายเสียงที่เราจะติดตั้งอยู่ที่ตู้ยามและชุดเคลื่อนที่เพื่อสื่อสารข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจราจรให้ประชาชนรับทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในละแวกนั้น อย่างเช่น น้ำท่วมแยกลำสาลี เราก็จะไปบอกที่รามคำแหง แยกคลองตัน ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง รถผ่านไม่ได้ควรจะหลีกเลี่ยงไปทางไหน เราจะทำให้ประชาชนมีทางเลือก ตรงนี้จะรวมถึงป้ายไฟที่หายเงียบไปนาน จะปรับปรุงใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ตรงนี้มีการเดินทางไปดูงานและศึกษาเรื่องการบริหารจัดการเรื่องการจราจรที่อังกฤษ สกอตแลนด์ จีน ญี่ปุ่น เรามีแบบหลายๆ อย่าง ว่าแบบไหนที่สามารถมาประยุกต์ใช้ที่บ้านเราได้บ้าง ที่ผ่านมาเราไม่ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาสังเคราะห์ให้เกิดประโยชน์มากที่ควร เราทำไม่ครบวงจร ศูนย์สั่งการจำเป็นต้องบอกไปยังพื้นที่ที่จะระบายรถไปทางไหน ซึ่งทั้งคนและเทคโนโลยีจะต้องมาทำงานผสมผสานกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 -ประเทศไทยเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอีก 2 ปี มีโครงการอะไรดีๆ บ้าง?
 
              เรามีโครงการดีๆ หลายโครงการที่คิดอยากจะทำและกำลังอยู่ในขั้นการวิเคราะห์และวางแผน แต่ที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือเรื่องการฝึกอบรมผู้ขับขี่รถสาธารณะอย่างแท็กซี่ ล่าสุดผมได้คุยหารือกับชมรมแท็กซี่บางส่วนแล้ว ว่าเราต้องการยกระดับแท็กซี่สาธารณะของเราให้สูงขึ้น ต่อไปแท็กซี่คงจะต้องมีเครื่องแบบ มีเครื่องหมาย มีธงชาติ มีรหัส มีชื่อ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจ ที่สำคัญจะต้องพูดสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ซึ่งเราจะเป็นตัวกลางในการประสานงานตรงนี้ โดยร่วมกับวิทยุเพื่อสังคม ตอนนี้ทางชมรมแท็กซี่ที่เราได้ไปพูดคุยเขาเริ่มมีการประเมินความรู้แท็กซี่แล้ว มีการจัดลำดับแท็กซี่เป็นสามลำดับ ลำดับแรกคือ มีความรู้ที่พอจะสามารถสื่อสารได้ พวกนี้จะพามาอบรม 2 วัน เรื่องเทคนิคการสื่อสารกับนักท่องเที่ยว ระดับรองลงมาอาจเป็นกลุ่มที่ยังสื่อสารไม่รู้เรื่องเราก็จะจัดทำคู่มือเป็นชาร์ตง่ายๆ เพื่อเป็นการสื่อสารระหว่างนักท่องเที่ยวกับคนขับรถแท็กซี่ ส่วนลำดับสุดท้ายคนที่พูดไม่ได้เลยก็น่าจะเป็นสถาบันการศึกษาที่จะต้องรับช่วงต่อจากเราไปดำเนินการ โครงการตรงนี้จะได้เห็นในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน
 
              "นอกจากนนี้เราจะเพิ่มศักยภาพโครงการจราจรตามพระราชดำริ ที่เงียบหายไปนาน จะให้เพิ่มศักยภาพมากขึ้นอีก ต่อไปนี้ฝนตกรถติดชุดเคลื่อนที่เร็วของโครงการพระราชดำริจะออกไปช่วยเหลือประชาชน ใครมีปัญหายามค่ำคืนชุดตำรวจโครงการพระราชดำริจะออกไปช่วยเหลือประชาชน ประชาชนเจ็บท้องจะคลอดไปโรงพยาบาลไม่ทัน ตำรวจชุดนี้จะออกไปช่วยเหลือในทันที ทั้งนี้ตำรวจชุดนี้จะออกไปบรรยายเรื่องพระราชกรณียกิจ การปลูกฝังวินัยจราจรให้เด็กและเยาวชนตามโรงเรียนต่างๆ"

 - การบังคับใช้กฎหมายจราจรในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง หย่อนยานไปหรือไม่?
 
              การกวดขันวินัยจราจรทำได้ 2 อย่าง คือ สร้างจิตสำนึก สร้างความรู้ อบรมตั้งแต่เด็ก เยาวชน ประชาชน ผู้ประกอบวิชาชีพขับรถยนต์สาธารณะต่างๆ แท็กซี่ ขสมก. ส่วนอีกข้อหนึ่งคือ การบังคับใช้กฎหมาย เรื่องเรดไลน์คาเมร่า กล้องจับความเร็ว เราทิ้งห่างไปนานมาก เทคโนโลยีนี้จะถูกนำกลับมาใช้เพื่อกวดขันวินัยจราจรให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ล่าสุดได้คุยกับกรมการขนส่งเรียบร้อยแล้ว ต่อไปใครไม่มาเสียค่าปรับจะถูกอายัดทะเบียนทุกราย บอกได้เลยว่า เราไม่ได้ทำงานตามลำพังเพียงคนเดียว เรามีเครือข่ายต่างๆ แต่สำหรับผมเองแล้ว ผมมองว่าวินัยจราจรน่าจะมาจากตัวเองก่อน ถ้าทุกคนเคารพสิทธิ เอื้ออาทร เห็นใจซึ่งกันและกัน ตรงนี้ปัญหาก็จะลดน้อยลงไป ทั้งตัวผู้ขับขี่เอง หรือแม้แต่บุคคลอื่นที่ได้รับผลกระทบ
 
              "ตอนนี้ท่านผู้บัญชาการตำรวจนครบาลท่านเน้นเรื่องการไม่ให้ตั้งด่านในเวลากลางวัน ก็เปลี่ยนรูปแบบการทำงานจุดตรวจ ว.43 มาตั้งในเวลากลางคืน เน้นความผิดที่มีผลกระทบต่อความรู้สึกและความเป็นอยู่ของประชาชน อย่างเช่น รถซิ่ง เมาแล้วขับ ขับรถเร็วในเวลากลางคืน โดยจะเพิ่มด่านตรวจให้มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ด่านในเวลากลางคืนไม่ใช่แค่ทำหน้าที่ตรวจใบขับขี่ ตรวจเมาอย่างเดียว เราต้องดูเรื่องอื่นๆ ด้วย ทั้งยาเสพติด อาวุธปืน ทั้งนี้เพื่อช่วยงานสายตรวจในด้านอาชญากรรม หากสิ่งเหล่านนี้ลดลง อาชญากรรมก็จะลดลงตามลงไปด้วย สำหรับกลุ่มแจ้งข่าวสารในโซเชียลมีเดียอย่างมีด่านบอกด้วย เรารักด่านตำรวจหรืออะไรนั้น เพื่อแจ้งข่าวสารกันในกลุ่มตรงนี้เราแก้ไม่ยาก แค่เราขยันมากขึ้น คือทุกๆ บริเวณเครือข่ายถนนที่มีอยู่ เราจะตั้งด่านให้ครอบคลุม ไม่ซ้ำซ้อน ผมว่าเขาจะหลบอย่างไรก็คงไม่พ้น"

 -จะเสริมศักยภาพและพัฒนาตำรวจจราจรอย่างไรบ้าง?
 
              เราเดินไปทั้ง 3 อย่างพร้อมๆ กัน อย่างแรกคือ "ฮาร์ดแวร์"  ระบบเครื่องมือเครื่องใช้ของเรา กล้องวงจรปิดทั้งหมด สองซอฟต์แวร์ต่อไปเราจะเห็นการพัฒนากล้องเรดไลน์ พัฒนาโครงการตรวจจับความเร็วในเวลากลางคืน การพัฒนาโครงการจับรถที่มาแซงตามทางร่วมทางแยก ส่วนสุดท้ายคือ "พีเพิลแวร์" ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากในการขับเคลื่อนระบบต่างๆ ตรงนี้เราจะสร้างให้ตำรวจมีอุดมการณ์ในการเป็นตำรวจอย่างมีศักดิ์ศรี ตำรวจยุคใหม่จะต้องใส่ใจประชาชน ยึดประชาชนเป็นหลัก ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ทำทุกอย่างให้สะดวก รวดเร็ว นอกจากนี้เราจะฝึกยุทธวิธีในการตรวจค้นตามด่านให้ตำรวจจราจรของเราด้วย

.......

(หมายเหตุ : 'คอมมาน คอนโทรล' ยุทธการ..แก้ปัญหา'รถติด'  : สัมภาษณ์พิเศษโดยไชยฤทธิ์ เสนาะวาที)