
'วงจรปิด'เวอร์ชั่นเมืองผู้ดี
เวิลด์วาไรตี้ : 'วงจรปิด' เวอร์ชั่นเมืองผู้ดี สะเทือนสิทธิเสรีภาพประชาชน
ถ้าถามว่า ประเทศใด มีความหวั่นไหวและเป็นเป้าหมายการก่อการร้ายมากที่สุด แน่นอนว่าแทบทุกคนที่ติดตามข่าวสาร ต้องนึกถึงสหรัฐอเมริกาเป็นชื่อแรกๆ แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า ปัจจุบันประเทศที่มีการลงทุนสูงสุด ทั้งด้านอุปกรณ์และเทคโนโลยี เพื่อใช้ในการสอดส่อง แทบทุกตารางนิ้วของประเทศ จนสร้างความหงุดหงิดให้แก่ประชาชน ในเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเป็นส่วนตัว ก็คือ "อังกฤษ" ที่หลายคนยกย่องให้เป็น เมืองผู้ดี นั่นเอง
ทุกวันนี้ อังกฤษ เป็นที่รู้จักในฐานะประเทศที่มีการติดตั้ง "กล้องวงจรปิด" หรือซีซีทีวี จำนวนมากที่สุดในโลก และแม้รัฐบาลจะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัด แต่ก็เป็นที่เชื่อกันว่าน่าจะเฉียด 2 ล้านตัว หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของจำนวนกล้องวงจรปิดที่มีการติดตั้งใช้งานทั่วโลก ทำให้แต่ละวันชาวลอนดอนทุกคนจะถูกจับภาพโดยเฉลี่ยมากกว่า 300 ครั้ง
ขณะเดียวกัน ก็มีข้อมูลแยกย่อยลงไปอีกว่า ในจำนวนซีซีทีวีทั่วประเทศนั้น กว่า 5 แสนตัว อยู่ภายใต้การควบคุมโดยส่วนงานการปกครองระดับท้องถิ่น ซึ่งใช้จ่ายงบประมาณด้านนี้ไปแล้วกว่า 500 ล้านปอนด์ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และอีกราว 1 ล้านตัวอยู่ในที่ดินส่วนตัวของเอกชน นอกจากนี้ ตามโรงเรียนมัธยม และสถาบันการศึกษาในอังกฤษ, แคว้นเวลส์ และสกอตแลนด์ ก็ยังมีกล้องซีซีทีวีติดตั้งไว้มากกว่า 1 แสนตัว ส่วนที่แย่ยิ่งกว่านั้น ก็คือ มีโรงเรียนเกิน 2,000 แห่ง ที่ติดตั้งซีซีทีวีไว้ในห้องน้ำโรงเรียน และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
ถ้าพิจารณาจากข้อมูลข้างต้นแล้ว ยังรู้สึกว่า "น่าตกใจ" ไม่พอ ลองตามไปดู "การเอาจริงเอาจัง" ระลอกใหม่ ของนโยบายการสอดส่องประชาชนของรัฐบาลเมืองผู้ดีกันต่อ เพราะล่าสุด ได้เริ่มติดตั้งกล้องวงจรปิดสุดไฮเทค ระดับที่สามารถ "จับภาพใบหน้า" ของคนที่อยู่ห่างไกลออกไปเป็นระยะทางถึงครึ่งไมล์ (หรือประมาณ 800 เมตร) โดยมีผลการวิจัยจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของอังกฤษ ออกมายืนยันประสิทธิภาพข้อนี้ว่าประสบความสำเร็จถึง 90% จากความสามารถของเทคโนโลยีจดจำใบหน้าอัตโนมัติ และกล้องความละเอียดสูง 16 ล้านพิกเซล
และเทคโนโลยีล่าสุดนี้เอง ได้ก่อแรงสั่นสะเทือน(ทางอารมณ์)ให้แก่ชาวเมืองผู้ดีรุนแรงขึ้นไปอีก โดยนายแอนดรูว์ เรนนิสัน คณะกรรมการเฝ้าระวังคนที่ 1 ของอังกฤษ ได้ออกมาแสดงความวิตกว่า อาจกลายเป็น "จุดเปลี่ยน" ให้ประเทศอังกฤษกลายเป็น "สังคมที่ถูกสอดส่องโดยพี่เบิ้ม หรือบิ๊กบราเธอร์ โซไซตี้" พร้อมทั้งเตือนให้ระวัง "ปฏิกิริยาโต้กลับจากสาธารณะ" หากไม่มีขั้นตอนการกำกับดูแลที่เหมาะสม เนื่องจากการติดตั้งซีซีทีวีครั้งนี้ ไม่ได้เปิดโอกาสให้ภาคสาธารณะร่วมเสนอความเห็น



