ข่าว

'ปู'สั่งผวจ.เปิดมือถือ24ชม.รับพายุ'เกมี'

'ปู'สั่งผวจ.เปิดมือถือ24ชม.รับพายุ'เกมี'

05 ต.ค. 2555

'ปู' ประชุมกตช.สั่ง 11 นโยบายกำชับปราบปรามค้ามนุษย์ สั่งรับมือพายุ 'เกมี' ห้ามผวจ.ปิดมือถือ ชี้ 'เมียนมาร์' เปิดปท.ช่วยส่งเสริมโอกาสการค้าและการลงทุน ต้อนรับ 'ซีอีโอ' เกาหลี เล็งลงทุนเพิ่มในไทย 300 ล้านดอลลาร์

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 55  พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แถลงภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานในการประชุม ว่า นายกรัฐมนตรี ได้เสนอแนะนโยบายเพิ่มเติม 11 ข้อ ภายหลังจากที่ สตช.ได้มีการแถลงไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ได้แก่ 1. ให้ปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องสำคัญโดยแยกให้ชัดเจน แบ่งผู้เสพเป็นผู้ป่วยนำไปบำบัดส่วนการปราบปรามให้เน้นหนักอย่างจริงจังโดยเฉพาะผู้จำหน่าย 2. เรื่องการค้ามนุษย์เนื่องจากนานาชาติจับตามองประเทศไทยในเรื่องนี้อยู่ โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้มีการปราบปรามอย่างจริงจังและให้ผบ.ตร.นั่งหัวโต๊ะในการประชุมทุกครั้ง 3. ต้องไม่ให้มีการซื้อขายตำแหน่งเด็ดขาดโดยยึดหลักคนดีต้องตอบแทนคนหย่อนยานต้องโทษ

          4. มุ่งเน้นให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม 5. เนื่องจากในอีก 2 ปี ข้างหน้าตำรวจจะมีความสำคัญในการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนซึ่งนอกจากมาตรการต่างๆ แล้ว ตำรวจจะต้องมีการปรับทัศนคติและการบริการต่างๆ ต้องเป็นสากลเพื่อสอดรับกับมาตรฐานอาเซียน 6. ต้องมีการเตรียมพัฒนาบุคลากรทุกรูปแบบในแต่ละสถานีตำรวจนครบาล (สน.) เน้นการปราบปรามส่วนตำรวจภูธรเน้นการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 7. เน้นย้ำให้ผบ.ตร.สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเฉพาะบ้านพักตำรวจ ซึ่งนายกรัฐมนตรีแจ้งว่า เรื่องบ้านพักตำรวจ รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง 8. การแก้ปัญหาจราจรให้เน้นระบบซิงเกิ้ล คอมมานด์ ทำงานร่วมกับทั้งตำรวจ คมนาคม และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในช่วงบ่ายวันนี้ (5 ต.ค.) ผบ.ตร. จะมีการประชุมเรื่องแก้ปัญหาน้ำจราจรและน้ำท่วม และในเวลา 16.30 น. วันเดียวกันนี้ (5 ต.ค.) จะลงพื้นที่เตรียมการป้องกันน้ำท่วมและจราจรในพื้นที่ทันที

          9. นายกรัฐมนตรีห่วงเรื่องข่าวกรองด้านความมั่นคง โดยเน้นให้ตำรวจเอาข้อมูลจริงในพื้นที่เป็นหลัก โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอยากให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรและผู้ว่าราชการจังหวัดทำงานร่วมกัน โดนเน้นย้ำให้ร่วมกันรับผิดชอบแก้ปัญหาการปิดถนน ในพื้นที่ต่างๆ ทุกจังหวัด 10. ให้ตำรวจเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ ในการทำงานของตำรวจ โดยเฉพาะเรื่องซอฟต์แวร์ เช่น กล้องโทรทัศน์วงจรปิด หรือ กล้องซีซีทีวี จากที่เคยตรวจจับคนได้เพียงอย่างเดียว ให้พัฒนาสามารถที่จะตรวจสอบทะบียนประวัติของรถยนต์ได้ด้วย และ11. เน้นย้ำให้ตำรวจให้ความสำคัญกับการดูแลนักท่องเที่ยว โดยให้ความสำคัญต่อเรื่องของการปราบปราบ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

          พล.ต.ต.ปิยะ แถลงต่อว่า ทั้งนี้มีเรื่องอนุมัติในที่ประชุม 1 เรื่องคือการแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย ก.ต.ช.ได้อนุมัติ ให้ยกเว้นมติการดำเนินการของ ก.ต.ช. ครั้งที่ 1/2551 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 ซึ่งมติเดิมบอกว่าการรับบุคคลภายนอกให้รับวุฒิปริญญาตรีเข้าเป็นตำรวจก่อน แต่มติครั้งนี้ให้ยกเว้นเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยให้รับบุคคลภายนอกวุฒิการศึกษามัธยมปลายหรือปวช.ซึ่งเป็นทหารกองหนุน และเคยรับราชการในกองประจำการหรือเคยเป็นอาสาสมัครทหารพรานรับราชการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อน เป็นชั้นประทวนบรรจุในศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นกรณีพิเศษโดยอนุมัติในครั้งนี้ทั้งสิ้นจำนวน 1,700 อัตรา และกำหนดว่าเดือนเมษายน 2556 ต้องสามารถปฏิบัติงานได้ทันที โดยกลุ่มนี้จะอนุมัติเป็นกรณีพิเศษให้ถือว่าผ่านการฝึกทหารการใช้อาวุธ ยุทธวิธีตามแบบธรรมเนียมต่างๆ มาแล้วดังนั้นจะมีการฝึกยุทธวิธีตำรวจกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เพิ่มเติมอีก 4 เดือน ซึ่งจะสามารถปฏิบัติการในพื้นที่ได้ในเดือนเม.ย.2556

          โฆษกตำรวจแถลงด้วยว่านายกรัฐมนตรีแจ้งว่ามติครม.เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ที่ผ่านมาได้มีการอนุมัติให้เพิ่มอัตราอาสารักษาดินแดนของกระทรวงมหาดไทยอีก 2,500 คนไปทำงานในพื้นที่ภาคใต้เช่นเดียวกัน โดยจะร่วมทำงานกับทั้ง 1,700 อัตรา ที่อนุมัติในวันนี้ด้วย นอกจากนั้นแล้วหลักสูตรนายสิบตำรวจเฉพาะที่ต้องไปทำงานในพื้นที่ภาคใต้ที่ประกาศไปเมื่อไม่กี่วันนี้ต้องไปอยู่ในพื้นที่ 2,125 คนนั้น เฉพาะกลุ่มนี้ให้ฝึกอบรม 6 เดือนและปฏิบัติงานได้ในทันทีโดยทำงานเสริมกลุ่มข้าราชการทหารดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

          ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณี 1,700 อัตรา ที่ประชุมมีข้อกังวลในเรื่องของการคัดกรองหรือไม่พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญในที่ประชุมซึ่งส.ต.ช.ได้ให้คณะอนุกรรมการก.ตร.ได้พิจารณามาก่อนแล้วถึงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งที่ประชุมได้พูดถึงการคัดตัวบุคคลและการสอบคัดเลือกด้วย ดังนั้นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกมีหลายหมื่นคนแต่เรารับแค่ 1,700 อัตราก่อน ที่ต้องมีการสอบคัดเลือกเข้ามา นอกจากนี้ยังมีการรับรองคุณสมบัติ ซึ่งอย่างน้อยต้องเป็นผู้บังคับบัญชาระดับผู้บังคับกองพันของทหารเกณฑ์เหล่านั้น อีกทั้งมีการตรวจสอบประวัติเชิงลึกทั้งตัวบุคคลและครอบครัว และย้อนหลังไปถึงส่วนอื่นที่เคยทำประโยชน์กับพื้นที่ ทั้งนี้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกมีเงื่อนไขสำคัญว่าจะต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างน้อย 6 ปีโดยจะต้องมีการทดลองานก่อน 6 เดือน หากไม่ดีก็จะต้องมีการปลดออก

          ผู้สื่อข่าวถามว่านอกจากการมอบนโยบายพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอการสนับสนุนอะไรเป็นพิเศษจากนายกรัฐมนตรีหรือไม่ โฆษกส.ต.ช.กล่าวว่า ผบ.ตร.ได้บอกกับนายกรัฐมนตรีว่า ท่านจะทำงานเน้นภาวะผู้นำได้ภายใต้ทรัพยากรและความขาดแคลน ณ ตรงนี้โดยมุ่งเน้นใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ผบ.ตร.ได้ให้คำมั่นสัญญากับนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ผู้นำตำรวจทั้ง 4 ระดับได้แก่ ผบ.ตร.รับผิดชอบตำรวจทั้งประเทศ ผู้บัญชาการต้องรับผิดชอบในภาคของตนเอง ผู้การจังหวัดรับผิดชอบในจังหวัดของตนเอง และหัวหน้าสายหมวดรับผิดชอบในสายงานของตนเอง ซึ่งใน 4 ระดับนี้พร้อมรับผิดและรับชอบในงานต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ด้วย

          นอกจากนี้เรื่องปัญหาชายแดนภาคใต้และปัญหายาเสพติดผบ.ตร.จะนั่งหัวโต๊ะในทุกการประชุม และจะเน้นศูนย์ปฏิบัติการในทุกระดับซึ่งในอนาคตนายกรัฐมนตรี รับปากว่าจะหาเวลาไปตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการของส.ต.ช.โดยจะดูการเชื่อมโยงถึงสน.ต่างๆ อย่างไรก็ตามผบ.ตร.ได้ย้ำกับนายกรัฐมนตรีด้วยว่าจะทำงานโดยยึดหลัก "คนดีต้องได้รับการตอบแทน คนหย่อนยานจะต้องหิ้ว" กล่าวคือ ต้องดำเนินการพิจารณาข้อบกพร่องซึ่งเมื่อผบ.ตร.ขับเคลื่อนแล้วตำวจทั้ง 2 แสนนายต้องขับเคลื่อนตามไปด้วย

 

สั่งตั้งศูนย์รับมือพายุ 'เกมี' ห้ามผวจ.ปิดมือถือ

 

          นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประชุมทางไกลกับผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 30 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากพายุเกมี เพื่อเตรียมรับมือกับการเคลื่อนตัวของพายุที่จะพาดผ่านประเทศไทย

          โดยนายฉัตรชัย แจ้งว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยสถานการณ์จึงให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) โดยกบอ.มีมติทุกจังหวัดให้ความสำคัญกับการตั้งศูนย์ส่วนหน้าและให้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีให้ตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยนายกรัฐมนตรีจะมาบัญชาการสถานการณ์เอง และได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับผลกระทบให้รายงานสถานการณ์ตลอดเวลา และเปิดโทรศัพท์มือถือไว้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อการประสานงานติดตามสถานการณ์ 

          นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า ขอให้ทุกจังหวัดติดตั้งเครื่องมือสื่อสารทุกระบบที่มีความเสถียรใช้งานได้ตลอดเวลา โดยให้ประเมินสถานการณ์ทุก 3 ชั่วโมง และรายงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ในการปฏิบัติการเผชิญเหตุให้พร้อม จัดตั้งศูนย์และเตรียมสถานที่อพยพ ศูนย์พักพิงชั่วคราว เน้นการช่วยเหลือคนชรา ผู้พิการ และเด็ก 

          ขณะที่ นายสมชาย ใบม่วง รองอธิบดี รักษาการณ์อธิบดี กรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งสถานะของพายุเกมีว่า ขณะนี้พายุยังอยู่ในทะเลจีนใต้ คาดว่าภายในวันนี้ (5 ต.ค.) พายุจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งเวียดนามทางใต้ของเมืองดานัง โดยจะเริ่มมีผลกระทบกับจังหวัดในภาคตะวันออก ภาคเหนือตอนล่าง และภาคใต้ตอนบน คาดว่าพายุจะเข้าประเทศไทยในวันที่ 7ต.ค. โดยพายุน่าจะลดความรุนแรงจากพายุโซนร้อนเป็นพายุดีเปรสชั่น จากนั้นจะเคลื่อนเช้าสู่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยพายุจะมีอิทธิพลกับประเทศไทยประมาณ 1 วัน ก่อนจะเคลื่อนตัวออกไปยังประเทศเมียนมาร์ทางอ่าวเมาะตะมะ ในวันที่ 8 ต.ค. โดยจังหวัดที่ต้องระมัดระวังพิเศษคือ จ.อุบลราชธานี , จ.ศรีสะเกษ , จ.สุรินทร์ , จ.บุรีรัมย์ , จ.พระนครศรีอยุธยา , จ.สิงห์บุรี , จ.ชัยนาท , จ.นนทบุรี , จ.นครราชสีมา , จ.นครนายก , จ.ปทุมธานี , จ.กาญจนบุรี , จ.สุพรรณบุรี , จ.อ่างทอง และ จ.ลพบุรี ทั้งนี้เมื่อพายุเข้าสู่ประเทศไทยจะเกิดสภาวะฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่โดยกลุ่มฝนที่ตกจะตกบริเวณกว้าง บางพื้นที่ตกหนักบางพื้นที่ตกหนักมาก บางพื้นที่ฟ้าครึ้มตลอดทั้งวัน

 

ชี้พม่าเปิดปท.เพิ่มโอกาสการค้าไทย


           น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนา เรื่อง "โอกาสของประเทศไทยจากการพัฒนาของประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง" และ "ความท้าทายในการพัฒนาประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง" (Opportunities and Challenges of Thailand in the Evolution and Development of Greater Mekong Region)

           โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการสัมนาเป็นภาษาอังกฤษตอนหนึ่งว่า ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการเติบโตในอนาคตของไทย และเป็นกุญแจสำคัญต่อการเติบโตของประชาคมอาเซียน อีกทั้ง การเปิดประเทศของเมียนมาร์ จะส่งเสริมให้ภูมิภาคเป็นพื้นที่ของโอกาสการค้าและการลงทุน โดยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง มีพัฒนาการที่สำคัญด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญไม่แพ้กัน พื้นที่นี้ยังเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพและความมั่นคง ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จึงพัฒนาวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อความร่วมมือในอนาคตต่อการเติบโตและพัฒนา

           ทั้งนี้ในการประชุมสุดยอดผู้นำอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ( GMS ) ที่ผ่านมา ผู้นำต่างเห็นพ้องต่อกรอบยุทธศาสตร์ GMS ฉบับใหม่ สำหรับ 10 ปีข้างหน้า ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายคือ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจใหม่ ที่ให้ความสำคัญต่อการขยายและใช้เส้นทางขนส่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้การไหลเวียนของสินค้าและบริการให้กว้างขวางและรวดเร็วยิ่งขึ้น และเป็นพื้นฐานที่เข้มแข็งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค การเชื่อมโยง คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและการเติบโตอย่างยั่งยืน และขณะนี้การสร้างระเบียงเศรษฐกิจ เหนือ-ใต้ ตะวันออก-ตะวันตก และฝั่งใต้ มีความคืบหน้า โดยจะช่วยให้การเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

           น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเชื่อมโยงและเครือข่ายการคมนาคม ไทยจึงเร่งการลงทุนจำนวน 90,000 ล้านเหรียญสหรัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การลงทุนได้ครอบคลุมทั้งการลงทุนเพื่อป้องกันอุทกภัยระยะสั้น ซึ่งดำเนินการแล้วในฤดูฝนปีนี้ รวมทั้งแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระยะยาวด้วย ด้านโครงการด้านคมนาคม การลงทุนในรถรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมไทยไปสู่ลาว และจีนตอนใต้ จะช่วยการขนส่งผลิตภัณฑ์สดตลอดภูมิภาคมีความรวดเร็วขึ้น

 

'ซีอีโอ'บริษัทเหล็กอันดับ 6 ของโลก เล็งลงทุนในไทย 300 ล้านดอลลาร์

 

          นายซุน จูน-ยัง ประธานและหัวหน้าคณะผู้บริหาร POSCO บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจผลิตเหล็ก อันดับ 6 ของโลก จากสาธารณรัฐเกาหลี ได้เข้าเยี่ยมคารวะ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือการขยายการลงทุนในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจพลังงาน และธุรกิจการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งนายซุน จูน-ยัง ได้ขอให้นายกรัฐมนตรีสนับสนุนการขยายการลงทุนดังกล่าว ซึ่งจะมีมูลค่าสูงถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

          นายกรัฐมนตรี กล่าวยินดีที่ทางบริษัท POSCO ให้ความสนใจที่จะขยายการลงทุนในไทย และได้ยืนยันสนับสนุนการลงทุนของบริษัท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเพิ่มการลงทุนจากต่างประเทศ ที่มุ่งเน้นการลงทุนด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมหารือกับทางบริษัท POSCO เพื่อหาแนวทางเป็นไปได้ในการขยายการลงทุนที่เป็นรูปธรรมต่อไป