ข่าว

'ปชป.'แขวะ'แม้ว'ปรับครม.คำนึงถึงปชช.

'ปชป.'แขวะ'แม้ว'ปรับครม.คำนึงถึงปชช.

05 ต.ค. 2555

ปชป.แขวะ'ทักษิณ'ปรับ ครม.คำนึงถึงประโยชน์ปชช. ชี้ สส.เพื่อไทย ตบเท้าถึงฮ่องกง ทำสภาล่ม ซัด 'เฉลิม'เสี้ยม ตร.เลือกข้าง พร้อมโวประกันรายได้ เจ๋งกว่าจำนำข้าว

                  5 ต.ค.55 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการที่รัฐมนตรี และ สส.ในพรรคเพื่อไทยเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ฮ่องกง เพื่อของตำแหน่งรัฐมนตรี ว่า การเดินทางดังกล่าวรมต.และ สส.เป็นการลาราชการและทิ้งงาน โดย สส.ที่ลาประชุมสภา ทำให้การประชุมสภาต้องปิดประชุมก่อนเวลา เพราะไม่ครบองค์ประชุม ซึ่งขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่าการปรับ ครม.ขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยุ่บำรุง รองนายกฯ ก็เดินทางไปฮ่องกงเพื่อไปขอตำแหน่งรองนายกฯและรมว.มหาดไทย หรือแม้แต่รัฐมนตรีที่มีข่าวว่าจะปรับออกก็เดินทางไปฮ่องกง ขอฝากว่าการปรับ ครม.ขอให้เห็นประโยชน์ประเทศมากกว่า คนที่ไปเอาอกเอาใจเรียกร้องตำแหน่ง และคนที่ละทิ้งภารกิจในการดูแลประชาชนเพียงเพื่อไปกราบขอตำแหน่ง

 

ซัด “เฉลิม”เสี้ยมตร.เลือกข้าง

                  นายชวนนท์ แถลงว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ให้ตำรวจเป็นกลางแต่เลือกข้าง ซึ่งคำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลชุดนี้มีแนวคิดอุดมการณ์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่แปลกใจในพฤติกรรมของผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลใช้พฤติกรรมข่มขู่คุกคามคนเห็นต่าง ให้ประชาชนตัดสินใจจะอยู่ข้างใคร เชื่อว่า ตำรวจส่วนใหญ่ไม่มีพฤติกรรมเลือกข้าง เพราะหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจคือ เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฏร์และดูแลประชาชน แต่หากตำรวจคนใดคิดว่า การสวามิภักดิ์นักการเมืองเพื่อขอให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานก็เท่ากับว่า เป็นการทำลายศักดิ์ศรีของผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ และจะทำให้ประชาชนที่ไม่เลือกพรรคเพื่อไทย จะได้ไม่ขอให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นมาดูแล ส่วน ร.ต.อ.เฉลิมนั้นหากมีความคิดดังกล่าวจริงก็ถือว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ใช่รองนายกฯของประเทศไทย ไม่รองนายกฯของคนที่ไม่เลือกพรรคเพื่อไทย 

โวประกันรายได้ เจ๋งกว่าจำนำข้าว

                   นายชวนนท์ แถลงเปรียบเทียบถึงประโยชน์ของโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กับโครงการรับจำนำของพรรคเพื่อไทย ว่า โครงการรับจำนำของรัฐบาลใน ปี 2555-2556 ใช้งบประมาณกว่า 450,000 ล้านบาท ครอบคลุมเกษตรกร 24 ล้านครอบครัว โดยขณะนี้รัฐบาลมีข้าวสารอยู่ในสต๊อก 14 ล้านตัน ซึ่งถ้าคิดราคาตามท้องตลาด รัฐบาลจะขายข้าวได้ในราคาตันละ 16,300 บาทต่อตัน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลได้เงินจากการขายข้าว 2 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลขาดทุนกว่า 176,800 ล้านบาท ส่วนการประกันรายได้ ใช้งบประมาณปีละ 50,000 ล้านบาท แต่โครงการสามารถครอบคลุม ช่วยเหลือครอบครัวชาวนาได้ถึง 3.7 ล้านครอบครัว และมีผลผลิตได้กว่า 37 ล้านตันทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็น 3.5 เท่าของประโยชน์ที่ได้รับมากกว่า และหากนำมาเปรียบเทียบโครงการรับจำนำกับโครงการประกันรายได้ โครงการรับจำนำขนาดนี้สามารถให้ราคาจำนำอยู่ที่ราคา 9,000 บาทต่อตัน แต่ถ้าเป็นราคาประกันก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 15,250 บาทต่อตัน และเงินจำนวนดังกล่าวก็ถึงมือชาวนาโดยตรง โดยไม่ต้องถูกหักค่าหัวคิว เพราะไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอีกทั้งโครงการประกันรายได้ ยังไม่เป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรมค้าข้าว เพราะไม่มีการบิดเบือนกลไกการตลาด

                   "อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ คือ เรื่องของการขายข้าวแบบจีทูจี ที่วันนี้ยังไม่มีความชัดเจน โดยในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา กรมการการค้าต่างประเทศยังได้ทำหนังสือถึงองค์การคลังสินค้า เพื่อขอเบิกข้าวจากสต๊อกของรัฐบาล เพื่อนำไปขายข้าวแบบจีทูจี แต่ปรากฏกว่าผ่านมา 4 เดือนยังไม่มีการส่งออกนอกประเทศแม้แต่เม็ดเดียว ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าข้าวที่เบิกไปนั้นจะมีการนำมาเวียนเทียนในโครงการรับจำนำของรัฐบาล ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวก็จะทำให้เกิดผลกระทบทำให้ประเทศต้องเสียงบประมาณไปอย่างมหาศาลจากการทุจริตของนักการเมือง" นายชวนนท์ กล่าว