
ก๊อบปี้ของเถื่อนก็ทำกันมาแล้วลองฯ
ก๊อบปี้ของเถื่อนก็ทำกันมาแล้ว ลองก๊อบปี้การเมืองเขาดูบ้างจะเป็นไร : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
ได้มีโอกาสชมการตอบโต้กันทางสถานีโทรทัศน์ของประธานาธิบดีโอบามา กับผู้ท้าชิง “มิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney)” ทำให้เห็นพัฒนาการบางอย่างในส่วนดี ซึ่งน่าจะเอาเยี่ยงอย่างมาทำให้การเมืองไทยใสสะอาดขึ้นได้หลายประการ ความสามารถของพวกเราคนเอเชีย เคยเขียนให้ได้อ่านกันว่า ฝรั่งถึงจะรู้ตัวว่าเขาชนะเอเชียได้ด้วยเหตุผลใดบ้าง แต่เขาก็ยังกลัวพวกเราตามเขาทัน เพราะถ้าเราตามเขาทันและแซงหน้าเขาไป เขาบอกว่า พวกเราอาจทิ้งเขาได้หลายช่วงตัว
วันนี้ในเว็บไซต์ กระทั่งเดินไปตามถนนสายสำคัญในกรุงเทพฯ เราเห็นของเถื่อนของผิดกฎหมายลิขสิทธิ์วางขายเกลื่อนกลาด ปั๊มได้เหมือนทำงานได้เหมือนของจริงแทบไม่มีที่ติ ทั้งนาฬิกา เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ไปกระทั่งไอโฟน, ไอแพด จึงมีคนมักตั้งคำถามขึ้นมาเสมอๆ ว่า ในเมื่อก๊อบปี้เขาได้เหมือนขนาดนี้ ทำไมต้องรอแต่ก๊อบปี้ ไม่คิดทำอะไรให้เป็นของเราเองแท้ๆ กันบ้าง
แต่ส่วนตัวผมเห็นว่า จะไปเริ่มอะไรใหม่อาจใช้เวลา ในเมื่อถ้าของเขาดีจริง อย่างกลไกในการได้มาซึ่งผู้นำคณะผู้บริหารประเทศของเขาดีจริง และโปร่งใสได้ คนดี คนเก่ง ตรวจสอบได้ ถอดถอนได้ เราก็น่าจะเอาวิธีการในส่วนดีของเขามาปรับใช้กับของของเราได้บ้าง เพราะทุกวันนี้เรามีองค์กร คณะบุคคล และผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญมากมาย แต่ทำอะไรก็ดูเหมือนว่า ถ้าไม่ขาด ก็เกินเลยไปอย่างไม่มีสมดุล ยิ่งนักกฎหมายเรื่องเดียวกัน ตีความกันไปตีความกันมา กระทั่งทำให้เกิดการล่วงล้ำก้ำเกินในทางอำนาจหน้าที่ก็มีให้เห็น
การบริหารจัดการประเทศของผู้บริหารหน่วยงานของรัฐตั้งแต่รัฐมนตรี ข้าราชการประจำ ซึ่งรับผิดชอบกับปากท้องของประชาชนหลายๆ แห่ง ดูเหมือนต้องขวนขวายทำงานให้หนักและมีวิสัยทัศน์กันให้ยาวๆ อย่ามองเพียงเรื่องประชานิยมแบบไม่ลืมหูลืมตา ไม่ใช่พอใครทักท้วงติติงจะไปมองเขาในทางร้ายทั้งหมด สักวันถ้าบ้านเมืองถึงจุดไม่มีใครกล้าพูดกล้าเห็นต่าง วันนั้นท่านทั้งหลายก็คงจะรู้สึกได้ว่า การทำงานที่ไม่มีใครมาเถียงหรือคิดเห็นผิดแผกแตกต่างไปบ้าง มันช่างเป็นโลกแห่งความน่าเบื่ออย่างที่สุด
ปัญหาที่เห็นชัดๆ ในฐานะมีโอกาสได้ทำการสำรวจผู้อุปโภคบริโภค “แก๊สแอลพีจี” เมื่อไม่นานมานี้ มีข้อมูลพบว่า การลอยตัวแก๊สหุงต้ม ถือเป็นประชานิยมอีกรูปแบบที่นำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ ต้องเข้าใจว่า แต่เดิมมาการพยุงราคาเพราะเห็นว่าประชาชนนำแก๊สไปใช้ในการหุงต้ม จะดีกว่าการใช้ฟืนถ่านไม้ จะได้ลดการตัดไม้ทำลายป่า จึงมีการสนับสนุนแอลพีจี แต่พอเอามาติดรถยนต์ บางคนนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมแทนน้ำมัน (จากเดิมเพื่อช่วยเหลือประชาชน วันนี้กลายเป็นเอามาใช้เพื่อการพาณิชย์) พูดง่ายๆ จาก “อุ้มคนหาเช้ากินค่ำ มาอุ้มเศรษฐีคนมีอันจะกินแทน” เรื่องที่คาดไม่ถึงคือ เป็นไปได้อย่างไรในการต้องนำเข้าแก๊สจากต่างประเทศ ต่อกิโลกรัมราคาหลายสิบ แล้วขายจริงแค่ครึ่งราคา ที่เหลือรัฐจ่าย ซึ่งเป็นการเอาเงินในกระเป๋าพวกเรา ซึ่งเป็น “ผู้ชำระภาษีถูกต้องตามกฎหมาย” มาช่วยชดเชย คนไม่เติมเอ็นจีวี เพราะปั๊มน้อย และหมดไว เข้าคิวนาน ถ้าจะบังคับคือ ขึ้นราคาแก๊ส
ประเทศไทยต้องพัฒนาทรัพยากร สร้างกิจการสาธารณูปโภค แต่เงินภาษีรัฐบาลเอาไปใช้เพื่อประชานิยมอย่างมากเกินขอบเขต เป็นการสร้างอุปนิสัยในทางเสื่อม ทำให้คนไทยไม่คุ้นกับการปรับตัวเข้ากับสภาพความเป็นจริง ทุกวันนี้ไม่ว่าหอม กระเทียม ยาง ข้าวโพด ทุกคนโวยวายเรียกร้องให้รัฐเข้ามาอุ้ม น้ำมันขึ้นราคาคนใช้รถ กระทั่งคนขับรถเมล์ก็ออกมาประท้วง ล่าสุดไข่ไก่ไม่ได้ราคาอย่างที่ตกลงกันก็เอามาเททิ้งประชดรัฐบาล เพราะคนไทยจำนวนหนึ่งคุ้นชินกับการถูกอุ้มแบบนี้อย่างน่าสังเวช
การทำประชานิยมด้วยวัตถุประสงค์ในทางดี ควรฝึกหัดให้ประชาชนเมื่อได้รับการช่วยเหลือ ต้องทำให้เขาเรียนรู้ปรับตัว จะยกเลิกปุ๊บปั๊บเหมือนคนหักดิบ ติดยา คงไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ที่สำคัญคนโลภยังแปรสภาพเป็นเหลือบเกาะกินประชานิยมของรัฐสร้างกำรี้กำไรความมั่งคั่งให้ตนเองอย่างที่น่าสงสัยยิ่งนักว่า ทำไมรู้ทั้งรู้ก็ยังปล่อยให้โกงให้ฉ้อฉลกันได้เรื่อยมา ทั้งกรณีของแก๊ส น้ำมันดีเซล นอกจากผลิตได้เอง ยังต้องซื้อมาจากต่างประเทศ พอขายในราคาถูก พวกเหลือบเร้นทางธุรกิจก็ฉลาดแกมโกงขนถ่ายไปขายต่างประเทศ เพื่อหวังส่วนต่าง เหมือนพวกเอาข้าวนอกมาสวมตอ เพื่อเอาไปจำนำกับรัฐบาล ทำกำไรมหาศาล วันนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยมองว่า “ประชานิยม” เป็นเรื่องเดียวกับ “โครงการเอื้ออาทร” คือ รัฐบาลไหนเข้ามามีอำนาจ ไม่ให้ ไม่มีของแจก ก็จะกลายเป็นรัฐบาลไร้ค่าไปในทันตาเห็น จึงอยากให้ลองเอาตัวอย่างของคนอื่นมาทบทวนดูบ้างว่า เขาอยู่กันมาได้เจริญมาไกลขนาดที่เห็นเขาทำกันอย่างไร เรื่องก๊อบปี้เขาเราทำได้ไม่อายใคร



