ข่าว

'สุขุมพันธุ์'ลุยตรวจคลองรับมือพายุ

'สุขุมพันธุ์'ลุยตรวจคลองรับมือพายุ

04 ต.ค. 2555

'สุขุมพันธุ์' ลงพื้นที่ตรวจการขุดลอกท่อรับมือน้ำฝน ขณะที่ ปชช.หวั่นระบายน้ำไม่ทัน ด้าน 'ประชา' เรียกถกด่วนซ้อมแผนรับมือพายุ 'เกมี' 5-8 ต.ค.

                            4 ต.ค.55 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เดินทางลงพื้นที่ตรวจโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำคลองศรีสำราญ บริเวณเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งเหนือ ถนนเพชรเกษม 81 เขตหนองแขม และตรวจการขุดลอกท่อระบายน้ำ บริเวณหมู่บ้านเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดฝนตกหนักฉุกเฉินตามการการณ์การของกรมอุตุนิยมวิทยาและนักวิชาการ

                            ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำ คลองศรีสำราญจากถนนพุทธสาครถึงบริเวณคลองภาษีเจริญ จะดำเนินการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมผนังกั้นน้ำความยาว 4,500 เมตร พร้อมก่อสร้างบ่อสูบน้ำช่วงคลองศรีสำราญ ประสิทธิภาพในการสูบน้ำ 21 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่คลองภาษีเจริญ ส่วนการขุดลอกท่อระบายน้ำในเขตพื้นที่หมู่บ้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังหากเกิดฝนตกหนัก ซึ่งขณะนี้กรุงเทพมหานครได้สั่งการไปยังสำนักการระบายน้ำ ให้นำเจ้าหน้าที่มาทำการขุดลอกท่อระบายน้ำเพื่อเตรียมพร้อมรับมือฝนตกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่าการระบายน้ำจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้ทำการตรวจดูในว่ามีการเตรียมเครื่องสูบน้ำไว้เพียงพอหรือไม่ เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินฝนตกหนักและน้ำไม่สามารถระบายลงท่อได้ทัน ก็จะนำเครื่องสูบน้ำไปช่วยสูบลงคลองทวีวัฒนา

                            ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า ส่วนปริมาณน้ำในคลองทวีวัฒนาที่ค่อนข้างมีปริมาณสูงนั้น ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักการระบายน้ำเปิดประตูระบายน้ำ ยกสูง 30 ซม. ส่วนในพื้นที่ฝั่งตะวันออกก็ให้เปิดประตูระบายน้ำทิ้งไว้เช่นกันตรงประตูระบายน้ำคลองสอง ยกสูง 40 ซม. คลองแสนแสบ ยกสูง 50 ซม. คลองลาดพร้าว ยกสูง 50 ซม. อย่างไรก็ตามหากน้ำท่วมไม่เกิน 30 ซม. คิดว่าระบบของกรุงเทพมหานครไม่น่าจะมีปัญหา แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการระบายน้ำในแต่ละพื้นที่ด้วย แต่หากเกิดฝนตกหนักมากกว่า 100 มิลลิเมตร ก็ต้องขอร้องประชาชนว่าต้องใช้ระยะเวลาในการระบายน้ำนานขึ้น ส่วนความแข็งแรงของผนังกั้นน้ำ หากสร้างในช่วง 10-20 ปี ก็ยังคงมีความมั่นคงแข็งแรง ซึ่งส่วนใหญ่ที่เป็นผนังเก่า โดยมากจะอยู่ในความรับผิดชอบของเอกชนซึ่งก็ต้องช่วยกันดูแล

                            ด้านนางทิพย์ภาวรรณ กาญจนเพชร ชาวบ้านหมูบ้านเศรษฐกิจ เขตบางแขเหนือ กล่าวว่า หากฝนตกหนักตามที่ได้มีการคาดการณ์ไว้ คิดว่าอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่หมูบ้านเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมาเวลาฝนตกหนักก็มักเกิดน้ำท่วมขังบริเวณถนน สูงประมาณ15 เชนติเมตร ซึ่งน่าจะเกิดจากท่อระบายน้ำระบายน้ำไม่ทัน ประกอบกับพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่ลุ่มต่ำ และอยู่ติดกับคลองทวีวัฒนา

                            "ตั้งแต่น้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา เห็นเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครมาขุดลอกท่อระบายน้ำแล้ว 2 ครั้ง ช่วยให้อุ่นใจได้ว่าท่อระบายน้ำในเขตพื้นที่หมู่บ้านเศรษฐกิจได้รับการขุดลอกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังไม่นิ่งนอนใจว่าหากฝนตกหนักจะสามารถระบายน้ำได้ทัน เพราะที่ผ่านมาหากฝนตกหนักแล้วเกิดน้ำท่วมขัง จะต้องใช้เวลาระบายน้ำประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งในบางจุดอาจต้องใช้เวลาถึง 1 คืน และตอนนี้ปริมาณน้ำในคลองทวีวัฒนาก็มีปริมาณค่อนข้างสูง อาจทำให้ระบายน้ำไม่ทัน" นาง ทิพย์ภาวรรณ กล่าว

                            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำในคลองทวีวัฒนามีปริมาณน้ำค่อนข้างสูง โดยเฉพาะช่วงปากขวดคลองทวีวัฒนา ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 0.25 คิว จำนวน 2 เครื่อง เพื่อเพิ่มอัตราการระบายน้ำ ที่สถานีสูบน้ำคลองมหาศร บริเวณเลียบคลองภาษีเจริญ ซ.5 โดยจะช่วยเร่งอัตราการระบายน้ำออกสู่คลองภาษีเจริญได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบน้ำท่วมขังในพื้นที่ปิดล้อมหนองแขม หากเกิดฝนตกหนักในช่วง วันที่ 7-8 ต.ค. ตามที่มีการคาดการณ์ไว้

 

'ประชา'เรียกถกด่วนซ้อมแผนรับมือพายุ 'เกมี'

                            พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมเป็นการเร่งด่วน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือพายุโซนร้อน “แกมี”(gaemi) ว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะเข้าถึงประเทศไทยในวันที่ 5-8 ต.ค. นี้ โดยจะส่งผลกระทบรุนแรงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคกลาง โดยเฉพาะ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ จึงมีความเป็นห่วงว่าการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อาจไม่พร้อมเท่าที่ควร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุมครองเด็กและเยาวชน กรมคุมประพฤติ กรมบังคับคดี ต้องมีแผนเผชิญเหตุเพื่อพร้อมปรับเข้าสู่แผนภัยพิบัติ การจัดหน้าที่เวรยามให้ชัดเจน โดยให้ถือว่าระหว่างวันที่ 5-8 ต.ค. นี้ เป็นช่วงเวลาสำคัญ หากเกิดเหตุภัยพิบัติให้ช่วยเหลือหน่วยงานของตนเองเป็นลำดับแรก และช่วยเหลือหน่วยงานอื่นตามที่ได้รับการร้องขอ

                            พล.ต.อ.ประชา กล่าวอีกว่า ในพื้นที่กทม.หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือเรื่องงานสาธารณประโยชน์ขอให้เตรียมแรงงานผู้ต้องขังให้พร้อมเพื่อรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งขณะนี้กรมราชทัณฑ์ได้สั่งการไปยังเรือนจำ 12 แห่ง เพื่อเตรียมนักโทษชั้นดีจำนวน 1,000 คน ออกลอกท่อ และเตรียมพร้อมทำงานบรรจุกระสอบทรายเพื่อวางแนวคันกั้นน้ำ ในกรณีเกิดเหตุน้ำล้นตลิ่งหรือน้ำท่วมฉับพลัน อย่างไรก็ตาม ขอฝากไปยังผบ.เรือนจำทุกแห่งให้สำรวจความพร้อมในการระบายน้ำภายใน สำรวจพื้นที่เสี่ยง หากต้องเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังต้องเตรียมยานพาหนะให้พร้อม ในส่วนของกรมอื่น ๆ ต้องเตรียมพร้อมในการเข้าช่วยเหลือหน่วยงานอื่นอย่างกะทันหัน

                            "ปีที่แล้วเราต้องเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังหลายพันคนอย่างฉุกละหุก ปีนี้ขอให้ทำงานเชิงรุก ไม่ใช่ปล่อยให้นักโทษเผชิญชะตากรรม เมื่อช่วยตัวเองแล้วต้องพร้อมช่วยเหลือสังคมด้วย สำหรับศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ซึ่งผมเป็นผู้อำนวยการนั้น ยังมีอยู่แต่ทำงานช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมปี 54 และต่อสู้คดีที่ศปภ.ถูกฟ้องร้อง ส่วนการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในปีนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)" รมว.ยุติธรรม กล่าว

 

สธ.เฝ้าระวัง 30 จังหวัด เสี่ยงรับพายุ 'เกมี'

                            นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไป 30 จังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากพายุแกมี่ (GAEMI)

                            นพ.ณรงค์ กล่าวว่า จากการายงานกรมอุตุนิยมวิทยาที่พบว่าจะมีพายุแกมีพัดเข้าประเทศไทยประมาณวันที่ 5-8 ตุลาคมนี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เตรียมความพร้อม โดยแบ่งจังหวัดที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากพายุลูกดังกล่าวออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเดิม 6 จังหวัดคือ สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา จันทบุรี และตราด โดยเฉพาะบริเวณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี  โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โรงพยาบาลปักธงชัย และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลาดยาว จังหวัดนครราชสีมา ที่อาจได้รับผลกระทบจากเขื่อนลำพระเพลิง 2.กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 24 จังหวัด  พร้อมเน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

                            ทั้งนี้ยังได้ออกมาตรการรับมือภัยพิบัติไว้ 6 ข้อ คือ 1.จัดตั้งวอร์รูมจังหวัดเป็นศูนย์สั่งการ ประสานงาน ติดตามกำกับการดำเนินงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย และแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ 2.ให้ติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพทั้งกายและจิต 3.เตรียมยา เวชภัณฑ์ พาหนะ และเครือข่ายสื่อสาร ทีมแพทย์กู้ชีพ ทีมสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว ชุดปฏิบัติการแพทย์สนามฉุกเฉินในภาวะภัยพิบัติที่พร้อมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง จัดบริการกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่นผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยจิตเวช หญิงตั้งครรภ์ 4.ให้ความรู้ประชาชนในการดูแลสุขภาพ และการควบคุมป้องกันโรค 5.ให้ป้องกันน้ำท่วมสถานบริการ สำรวจจุดเสี่ยงต่างๆ และสำรองยาเวชภัณฑ์ ให้มีใช้เพียงพอ ปรับแผนบริการประชาชนทุกรูปแบบและแผนการส่งต่อผู้ป่วย โดยให้เจ้าหน้าที่เตรียมป้องกันบ้านเรือนตนเอง อพยพครอบครัวไปอยู่ในที่ปลอดภัย เพื่อลดความห่วงพะวงในการทำงานช่วยเหลือประชาชน และ 6.เตรียมการฟื้นฟูหลังน้ำลด สร้างความปลอดภัย ความมั่นใจแก่ประชาชน

                            "นอกจากนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือปัญหาสุขภาพจิต เพราะว่ามีการวิจัยแล้วพบว่าประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมมักจะมีอาการหงุดหงิด อารมณ์เสีย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้ จึงขอให้สาธารณสุขจังหวัดเตรียมทีมแพทย์ให้คำปรึกษาทางด้านสุขภาพจิตให้กับประชาชนด้วย" นพ.ณรงค์ กล่าว

                            ด้าน นพ.ระวี สิริประเสริฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดปราจีนบุรียังน่าเป็นห่วงบริเวณบ้านสร้าง เพราะขณะนี้เริ่มมีน้ำล้นตลิ่งเล็กน้อย แต่เนื่องจากขณะนี้พายุเริ่มชะลอตัวอีกทั้งพายุลูกใหม่ยังไม่เข้าสถานการณ์จึงค่อนข้างทรงตัว นอกจากนี้บริเวณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศวร ที่ค่อนข้างน่าเป็นหวงแม้ว่าน้ำฝั่งตรงข้ามยังไม่ข้ามถนนเข้ามา ตอนนี้ยังรับมือได้

                            นพ.วิชัย ขัตติยวิทยากุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำเขื่อนลำพระเพลิงมีปริมาณน้ำ 90% ซึ่งคาดว่าอาจจจะล้นเข้ามา ซึ่งได้ประสานกับทางจังหวัดในการตั้งวอร์รูม พร้อมทั้งทำแนวป้องกันโรงพยาบาล และสถานบริการสาธารณสุขโดยรอบแล้ว ส่วนที่เขื่อนลำตะคองมีปริมาณน้ำอยู่ 46% ซึ่งเขื่อนนี้ยังสามารถรับปริมาณน้ำได้อีกประมาณ 150 ล้าน ลูกบาศก์เมตร คาดว่าพายุแกมีที่เข้ามาก็จะสามารถรองรับได้ อย่างไรก็ตามเบื้องต้นได้ประสานกับทางทหารและเตรียมอุปกรณ์ในการสร้างแนวป้องกันโรงพยาบาลเอาไว้แล้ว โดยใช้เวลาเพียง 24 ชั่วโมงก็แล้วเสร็จในขณะที่น้ำหากล้นปรินเวย์มาจะใช้เวลาอย่างน้อย 2 วันจึงจะถึงพื้นที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา