
จับจังหวะ"ขั้วอำนาจสามเส้า"
แม้ยังไม่เห็นมติอันเป็น เสียงสวรรค์ จากมวลชนเสื้อเหลือง ว่าจะให้ตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ แต่จับอาการเหล่า แกนนำ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แล้วแทบจะฟันธงล่วงหน้าไปได้เลยว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้เห็นพรรคสีเหลือง ลงแข่งขันด้วยอีกพรรคหนึ่ง
โดยเฉพาะ 2 แม่ทัพใหญ่ อย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” และ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าทั้งคู่คือผู้กำหนดจังหวะการเดินของพันธมิตร ว่าจะให้หันซ้ายหรือหันขวา
“พล.ต.จำลอง” บอกว่า หากเสียงของมวลชนสนับสนุนให้ตั้งพรรคการเมือง หลังจากนั้นอีกไม่เกิน 10 วัน แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรเกิน 7 วันต้องหาหัวหน้าพรรคให้ได้
เหตุที่ต้องรีบดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพราะสภาพการเมืองขณะนี้ไม่แน่นอน ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะยุบสภาเมื่อไหร่ และขณะนี้มีชื่อพรรคเตรียมไว้แล้ว 3 พรรค หนึ่งในนั้นคือ “พรรคเทียนแห่งธรรม”
ขณะที่ “สนธิ” นั้นไม่ต้องพูดถึง “พรรคการเมือง” อยู่ในลมหายใจของเขาเนิ่นนานมาแล้ว ย้ำหลายต่อหลายหนว่าการตั้งพรรคการเมืองเข้าไปต่อสู้เป็นประตูเดียวที่จะพาพันธมิตรทะลุเข้าไปเปลี่ยนแปลงสังคมได้ตามอุดมการณ์ที่วางไว้
ที่สำคัญมันเป็นการลงทุนทางปัญญาในระยะยาว !!!
กระแสข่าวที่ถูกลำเลียงออกมาจากบ้านท่าพระอาทิตย์ ระบุว่าเหตุผลสำคัญที่งานนี้ “มังกรท่าพระอาทิตย์” ต้อง "แตกหัก" กับประชาธิปัตย์ แล้วลงมือเดินเครื่องเอง
ก็เพราะ "ประชาธิปัตย์" เล่นบท "ตีสองหน้า" ไม่เลิก !!!
วันที่ยังไม่มีอำนาจก็เฝ้าพะเน้าพะนอ อุ้มชูพันธมิตร แต่พอขึ้นสู่อำนาจ กลับเมินเฉยต่อ "สัญญาใจ" ที่เคยมีให้กัน
โดยเฉพาะ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ที่สลัดตัวเองจาก "บ่วง" พันธมิตรแล้วหันไปเทใจให้ก๊วนเนวิน ศัตรูอันดับต้นๆ ของชาวเสื้อเหลือง
ขณะที่อีกด้านก็กางแขนไปแตะมือกับ "กองทัพ" พยายามจัดสมการอำนาจใหม่ ซึ่งเป็นสมการใหม่ที่ต้องการเขี่ย "พันธมิตร" ออกจากกระดาน
เข้าทำนองเสร็จหน้านา ก็ฆ่าโคถึก ไม่ปล่อยไว้ให้เป็น “เสี้ยนหนาม”
การออกแบบอำนาจแบบนี้ จงใจทอดทิ้ง “พันธมิตร” ให้ต้องโดดเดี่ยว เผชิญชะตากรรมที่ยากลำบากเพียงลำพัง
“สนธิ” เชื่ออย่างสนิทใจว่าสมการอำนาจแบบนี้ เป็นที่มาของอาวุธสงครามนานาชนิดที่กระหน่ำตัวเขาที่แยกบางขุนพรหม
ขณะที่รัฐบาลก็ดูจะ “ลอยตัว” ไม่ได้จริงจังในการเอาตัวคนร้ายมารับโทษ ทำเหมือนไม่เห็นพันธมิตรอยู่ในสายตา
เป็นเพียง “นั่งร้าน” เก่าๆ ที่เมื่อสร้างตึกเสร็จแล้วจะถีบทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้
สุดท้ายก็กลายเป็นคดีที่ไม่มีใครอยากจะพูดถึง
ส่วนแกนนำทั้งรุ่น 1 และรุ่น 2 หลายคนต่างก็ตกอยู่ในอาการ “หวาดกลัว” ไม่รู้ภัยจะมาถึงตัวเมื่อไหร่ ไม่กล้า "ขยับ" อะไรมากนัก
ดังนั้น ถ้าปล่อยให้เดินต่อไปบนเกมอย่างนี้ พันธมิตรก็มีแต่ “นับถอยหลัง” รอวันตาย ! รอวันเจ๊ง ! มวลชนต้องสลายตัวเข้าสักวัน
เมื่อสถานการณ์บีบคั้นให้ “ประมุขเสื้อเหลือง” ไม่มีทางเลือกอื่น จึงได้ระดมแกนนำมา “ทุบโต๊ะ” อีกรอบ
พร้อมกับประกาศรวบรวมไพร่พล เข้าสู้ในศึกสงครามการเมืองเพื่อแย่งยึดพื้นที่อำนาจกลับมาอีกครั้ง ก่อนที่กระแสพันธมิตรจะสร่างซาลงไปกว่านี้
ทุกองคาพยพของพันธมิตร จึงเดินเครื่องเต็มสูบ เริ่มต้นด้วยการโหวตมวลชน เพื่อประทับ "ความชอบธรรม" ในการออกสตาร์ท
ขณะที่ “พรรคประชาธิปัตย์” เอง ก็เงี่ยหูฟังจังหวะการก้าวเดินของพันธมิตรอย่างใจจดใจจ่อ โดยเจาะข่าวผ่าน “คนของพรรค” ที่เข้าออกบ้านพระอาทิตย์เป็นระยะ
เพราะรู้ดีว่าถ้าพันธมิตรส่งคนเลือกตั้งจริง ฝ่ายที่ปวดหัวที่สุดก็คือประชาธิปัตย์ เพราะฐานมวลชนของพันธมิตรใกล้เคียง หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นเนื้อเดียวกับประชาธิปัตย์เลยก็ว่าได้
ถ้าถึงเวลาที่ต้องเลือกตั้งจะเกิดพื้นที่ทับซ้อนมากมายมหาศาลโดยเฉพาะภาคใต้
พันธมิตรอาจจะอาศัยความร้อนแรง ความใหม่ ความสด เข้าไปบดความเก๋า ความเก่า กระชากเสียงจากคนใต้ออกมาได้หลายเก้าอี้
แต่ข่าวจาก “วงใน” แจ้งว่าสิ่งที่ทำให้ “สนธิ“ มั่นใจในปฏิบัติการ “หักดิบ” ประชาธิปัตย์ เที่ยวนี้ ก็เพราะได้ข่าวน่าเชื่อถือว่าภายในพรรคประชาธิปัตย์เองก็เกิดอาการ “ระส่ำ” ขนาดหนัก จากการจัดสรรอำนาจที่ไม่ลงตัว
และมีแนวโน้มว่าจะ “แตก” สูง โดยจะมีพลพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม หนีตายมาซบพันธมิตรจำนวนหนึ่ง รวมทั้งยังเชื่อว่า “ทุนก้อนใหญ่” ก็จะไหลตามมาด้วย
ไม่น่าเชื่อว่าการได้ขึ้นมาครองอำนาจรัฐของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องแลกกับความแตกแยก ยับเยินภายในพรรคอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
แถมยังต้องทะเลาะกับแนวร่วมที่แข็งขัน เป็นฐานกำลังสำคัญอย่าง “พันธมิตร”
ยิ่งอ่อนแอ ยิ่งไปสร้าง “พลัง” ให้ศัตรูมากขึ้นเท่านั้น
คนที่จะได้ประโยชน์จากความร้าวลึกระหว่าง “พันธมิตร” กับ “ประชาธิปัตย์” ก็คือ ทักษิณ ชินวัตร ที่ยังเตรียมพร้อมรอถล่มอยู่ตลอดเวลา
จังหวะก้าวของ พันธมิตร-ประชาธิปัตย์ และ ทักษิณ จากนี้ไป จึงน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง
เสถียร วิริยะพรรณพงศา



