ข่าว

'36 ปี 6 ตุลา'

'36 ปี 6 ตุลา'

04 ต.ค. 2555

'36 ปี 6 ตุลา' : กระจกเงา โดยอัศศิริ ธรรมโชติ

             ผมเป็นคนชอบรื้อของเก่า เจอหนังสือเก่าเล่มหนึ่งบอกว่าภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มีผู้คะเนว่า นิสิตนักศึกษาและปัญญาชนประมาณ 3,000 คนได้เข้าป่าไปร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
 
              และว่า บุคคลเหล่านี้เกือบทั้งหมดได้ผละออกจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาด้วยความผิดหวัง ตอนท้ายในบทสรุปของหนังสือเล่มนี้ กล่าวว่า กลุ่มนิสิตนักศึกษาในขณะนั้นตกอยู่ในท่ามกลางกระแสการกล่อมเกลาทางการเมืองหลายกระแส สังคมไทยช่วงที่ทำการศึกษาคือระหว่างพ.ศ. 2510-2520 นี้สภาพการเรียนรู้การกล่อมเกลาทางการเมืองและประสบการณ์ทางการเมืองมีอัตราเร่งสูง
 
              นิสิตนักศึกษาที่เราสัมภาษณ์ได้มีวิถีชีวิตและพฤติกรรมทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “เปรียบประดุจการแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกา ที่แกว่งอย่างรุนแรงจากขั้วหนึ่งไปสู่อีกขั้วหนึ่งและกลับมาหยุดนิ่งอยู่ที่ ณ จุดกึ่งกลาง” หนังสือเล่มนี้ว่า
 
              ว่าคนวัยหนุ่มสาวเต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน จินตนาการ ศรัทธา และความมุ่งมั่นที่จะทำให้จินตนาการนั้นกลายเป็นจริง พลังศรัทธาที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในจิตใจของคนเหล่านี้ได้นำไปสู่ความหวังในการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างทั่วด้าน
 
              โดยทั่วไปแล้วนิสิตนักศึกษาได้ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดและการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์จากการอ่านหนังสือหรือจากการเสวนาในหมู่เพื่อนที่ร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน การเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรงมาเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้เข้าไปร่วมการต่อสู้ในชนบท
 
              พวกเขาจึงได้พบว่า มีความแตกต่างไปจากการเรียนรู้จากหนังสือและการเสวนาอย่างสิ้นเชิง
 
              ก่อนเข้าป่าการปฏิวัติเป็นเสมือนมนต์ขลังสำหรับคนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้า ผู้ผิดหวังจากระบอบการเมืองและสังคมไทย พวกเขาสิ้นศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยม และให้ศรัทธาและความหวังใหม่กับพรรคปฏิวัติซึ่งในจินตนาการของเขาเป็นองค์กรที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับองค์กรของรัฐที่เสื่อมโทรมเน่าเฟะ
 
              ทั้งพวกเขามีภาพของผู้นำการปฏิวัติที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ และมีการดำเนินชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม บุคคลแบบอย่างของเขาก็ได้แก่ ปัญญาชนอย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น
 
              พวกเขาคาดคิดว่า ในพรรคปฏิวัติคงได้พบกับประชาธิปไตยในความหมายที่แท้จริง โดยมิได้ตระหนักว่าพรรคปฏิวัติเป็นพรรคที่มีลำดับชั้นการบังคับบัญชาที่เคร่งครัด และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายก็ถูกจำกัดอยู่ในวงแคบเช่นกันด้วย
 
              การเสื่อมศรัทธาต่อพรรคคอมมิวนิสต์ของนิสิตนักศึกษานั้น ก็เกิดจากปัญหาประชาธิปไตยเช่นเดียวกับที่เขาได้เคยมีปัญหาก่อนเข้าป่า ในสังคมเก่า พวกเขาต่อต้านประชาธิปไตยแบบทุนนิยม ในสังคมใหม่ เขาก็ไม่อาจยอมรับประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ได้
 
              หนังสือกล่าวว่า ขณะที่เขาอยู่ในเมือง เขาเห็นว่าชนชั้นผู้ปกครองกีดกันกลุ่มชนผู้เสียเปรียบมิให้เข้ามามีส่วนในการแข่งขันทางการเมือง และการเมืองเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีด้วยวิธีการอันสกปรก
 
              ในขณะที่อยู่ในป่า เขาก็ได้เห็นการแก่งแย่งชิงอำนาจกันเองของฝ่ายนำ และการเล่นพรรคเล่นพวกเป็นสำคัญ จนกระทั่งมาถึงจุดแตกหักก็คือ “ในขณะที่เขาอยู่ในเมือง เขาเคยประณามว่า รัฐบาลเป็นสมุนรับใช้สหรัฐอเมริกา เมื่อเขาเข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งได้วิจารณ์ลัทธิจักรวรรดินิยมตลอดมา พวกเขาเห็นว่านโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็เป็นนโยบายที่จีนกำหนดมานั่นเอง” หนังสือเล่มนี้ว่า
 
              หนังสือเก่าเล่มนี้มีชื่อว่า “จากป่าสู่เมือง การศึกษาการเปลี่ยนแปลงในอุดมการณ์ของนักศึกษาไทย จากปี 2519” ที่จัดทำโดยคณาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ในขณะนั้น และแต่ละท่านล้วนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีอยู่ในขณะนี้ คงไม่ต้องเอ่ยชื่อละครับ
 
              ที่สำคัญคือตรงบทสรุปสุดท้ายที่มีความว่า เราคงจะกล่าวได้ว่า หลังจากพายุของการเปลี่ยนแปลงสงบลง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด เพราะความถูกความผิดเป็นสิ่งสัมพัทธ์ที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ที่สำคัญก็คือ ทุกๆ ฝ่ายได้มีบทเรียน ได้อาศัยความขัดแย้งเป็นบทเรียนในการคิดหาทางป้องกันสิ่งที่เคยเกิดขึ้น มิให้ต้องย้อนรอยเดิมอีก
 
              วันเสาร์ที่จะถึงนี้ครบ “36 ปี 6 ตุลา” พอดีครับ