ข่าว

ภาษาและความหมาย

ภาษาและความหมาย

04 ต.ค. 2555

ภาษาและความหมาย : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดยนายประชา ช้ำชอก [email protected]

              นานทีปีหนกับข้อถกเถียง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นอันเกี่ยวด้วยภาษาไทย โดยคราวนี้ เป็นเรื่องเป็นราว เป็นข่าวอื้อฉาวใหญ่โตขึ้นมา เมื่อ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิตสาขาวิชาภาษาไทย เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเขียนคำยืมจากภาษาอังกฤษ ราว 176 คำให้ถูกต้องตามอักขรวิธีไทย ด้วยการใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์ ใช้อักษรสูง หรือ ห นำหน้าในคำที่ไม่สามารถผันวรรณยุกต์ได้
 
              เพราะเป็นข้อเสนอที่กระทบกับความเคยชิน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลยที่จะมีข้อโต้แย้งจากหลายฝ่ายซึ่งคัดค้านทัดทานไม่เห็นด้วย ถึงแม้ว่าข้อเสนอดังกล่าวจะออกมาจากราชบัณฑิตก็ตามที
 
              การถกเถียงด้วยเหตุด้วยผล บนหลักของภาษาศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าสนใจรับฟัง
 
              แต่ที่น่าตระหนกเห็นจะเป็นประเด็นซึ่งควรเป็นปัญหาโต้แย้งทางปัญญา กลับมีเสียงก่นด่า บริภาษโดยปราศจากเหตุผล มุ่งโจมตีในทำนองว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นเรื่องของนักวิชาการไม่มีงานทำ ไร้สาระ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ ฯลฯ ทั้งๆ ที่ประทานโทษเถอะ สิ่งที่นางกาญจนา นาคสกุล กำลังนำเสนอ ไม่ใช่งานของนักภาษาศาสตร์หรอกหรือ แล้วจะให้ราชบัณฑิตสาขาวิชาภาษาไทยไปทำอะไรจึงจะถูกใจกัน ?
 
              พฤติกรรมการสื่อสาร แสดงความคิดเห็นในลักษณะดังกล่าวข้างต้นดูจะเป็นกระแส หรือวัฒนธรรมใหม่ซึ่งแพร่ระบาดในสังคมไทยขณะนี้ ที่เอะอะอะไรก็ขอให้ได้คัดค้าน แสดงความไม่เห็นด้วยเอาไว้ก่อน
 
              โก้เก๋ เท่เหลือเกินกับการได้ด่าทอ บริภาษนักวิชาการ อำมาตย์ ศาล สื่อมวลชน หรือใครก็ตามที่มีสถานะทางสังคม ยิ่งถ้าเป็นเจ้าเป็นนายด้วยแล้วเหมือนกับสำเร็จโสดาบัน
 
              บรรลุอรหันต์ เป็นที่เลื่อมใส สาวกเต็มบ้านเต็มเมืองเลยทีเดียว
 
              หากเป็นการต่อสู้ทางความคิด ต่อต้านในเชิงอุดมการณ์แล้ว ไม่แปลกอะไรเลยที่ใครก็ตามจะต่อต้านอำนาจรัฐ คัดค้านไม่เห็นด้วยกับระบอบ-โครงสร้างทางการเมืองการปกครอง ถือเป็นเรื่องชอบเสียด้วยซ้ำที่ใครจะวิพากษ์เจ้า วิจารณ์อำมาตย์ บริภาษกระบวนการยุติธรรม ด่าทอนักวิชาการ สื่อมวลชน ฯลฯ บนพื้นฐานอุดมการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่ตัวเองยึดถือ
 
              แต่ต้องไม่ใช่เป็นการด่าทอโดยปราศจากเหตุผล เอาความสะใจเพียงเพราะเห็นว่าไม่ใช่พวก เป็นฝ่ายตรงข้าม
 
              ที่ประหลาดในขณะนี้ก็คือ ด่าเจ้ากันเป็นไฟแต่ขณะเดียวกันกลับยกย่องเทิดทูนใครบางคนเป็นเสมือนพระเจ้าองค์ใหม่ก็ไม่ปาน ต่างฝ่ายต่างเลือกที่จะบริภาษนักการเมือง อำมาตย์ นักวิชาการ สื่อมวลชนหรือใครก็ตามจำเพาะซึ่งสวมสีเสื้อต่างไปจากตน หรือมีผลประโยชน์ขัดกับตัวเอง
 
              คนอื่นไปทัวร์ต่างประเทศกับคณะกรรมาธิการของรัฐสภา ก็กล่าวหาว่าเป็นการไปผลาญงบประมาณแผ่นดิน แต่ตัวเองสวมเสื้อแดงไปกับประธานรัฐสภา ใต้เท้าขอรับกลับต่อปากต่อคำ เรียกว่าเป็นการไปดูงานได้หน้าตาเฉย
 
              คนอื่นถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิดขึ้นมาพยายามเรียกร้องถามหามาตรฐานทางจริยธรรมกัน แต่ตัวเองถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิดบ้างกลับลอยหน้าลอยตาอ้างว่าขอพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาล
 
              สังคมไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องตัวอักษร พยัญชนะ สระ หรือการันต์ แต่ที่เป็นประเด็นก่อให้เกิดการเผชิญหน้า จะฆ่าฟันกันตายทุกวันนี้เห็นจะเป็นเรื่องของนิยามความหมายเสียมากกว่า
 
              คำเดียวกันแท้ๆ ใช้กับตัวเองและพรรคพวกด้วยความหมายหนึ่ง แต่กลับใช้กับคนอื่นด้วยอีกนิยามความหมายที่แตกต่างกันออกไป เช่น คำว่าอำมาตย์ ถ้าเป็นพวกตัวเองก็เห็นเป็นรัฐมนตรีผู้รับใช้ประชาชน หรือกรณีของความตาย ที่ 98 ศพผิดมหันต์ แต่ 2,500 ศพฆ่าตัดตอนได้ไม่เป็นไร
 
              วิปริตผิดเพี้ยนถึงขนาดไม่ยอมรับรู้นิยามความหมายของคำว่า "จำนำ" แล้วจะพูดจาสื่อสารกันรู้เรื่องได้อย่างไร