ข่าว

คุณภาพและสันดานของหนังสือพิมพ์ในอังกฤษ

คุณภาพและสันดานของหนังสือพิมพ์ในอังกฤษ

04 ต.ค. 2555

คุณภาพและสันดานของหนังสือพิมพ์ในอังกฤษ : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

              เรามักจะชอบคิดกันว่า หนังสือพิมพ์นั้นบ่งบอกระดับของอุดมการณ์ ความเชื่อ ชีวิต และรสนิยมของผู้อ่าน สิ่งที่น่าสนใจในอังกฤษก็คือ ตกลงหนังสือพิมพ์หัวสี หรือหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ หรือหนังสือพิมพ์บ้านๆ นั้นเข้ามามีบทบาทที่ยิ่งทำให้เพิ่มจำนวนของคนที่เป็นอนุรักษนิยมมากเข้าไปจากเดิมที่มีอยู่แล้ว (เว้นแต่ในบางช่วงเวลาที่รับพวกอนุรักษนิยมไม่ได้จริงๆ)
 
              แต่ถ้าพิจารณาในรายละเอียดแล้ว หนังสือพิมพ์ในอังกฤษก็มีระดับของตัวเองอยู่ หมายถึงมีการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน นั่นคือแบบที่เรียกว่า "หนังสือพิมพ์คุณภาพ" อาทิ The Times, Telegraph, Guardian, Financial Times, และ Independent รวมทั้งหนังสือพิมพ์ฉบับพิเศษในวันอาทิตย์ของหัวเหล่านี้
 
              หนังสือพิมพ์กึ่งแท็บลอยด์ อาทิ Mail และ Express และหนังสือพิมพ์หัวสี หรือแท็บลอยด์ อาทิ Sun, Mirror และ Star ซึ่งต่างคนเจาะตลาดต่างกัน ไล่เรียงมาจาก ชนชั้นกลางที่มีการศึกษา ชนชั้นกลางระดับล่าง และชนชั้นแรงงาน
 
              อย่างไรก็ดีโดยภาพรวมของสิ่งพิมพ์นั้นมีจำนวนที่ลดลง ทั้งฉบับวันอาทิตย์ และฉบับวันธรรมดา (บางเล่มสมัยนี้เคยขายก็แจกฟรีเข้าให้แล้ว แล้วกลับพบว่ามียอดการแจกมากกว่าเดิม ซึ่งหมายถึงยอดโฆษณามีมากขึ้น)
 
              ในเมื่อสมรภูมิด้านสื่อนั้นมียอดขายไม่ใช่น้อย คือภาพรวมเมื่อทศวรรษที่แล้ว อยู่ที่ประมาณ 15 ล้านเล่ม แต่ละเล่มก็จะมีกลยุทธ์การตลาดมากมาย อาทิ ขาย "นม" บ้าง ขายเกมบ้าง (from bimbos to bingo) หรือสูตรสำเร็จก็คือ "เรื่องอื้อฉาว ความโชคร้าย และภัยพิบัติ" หรือจะเรียกว่าเป็นการขายเรื่องราวต่ำๆ ที่ขัดต่อศีลธรรม (sleaze sells) ซึ่งเรื่องเหล่านี้ถ้ายิ่งเชื่อมโยงเข้ากับนักการเมืองได้ก็จะยิ่งขายดีเข้าไปใหญ่ราวกับหมางับกระดูก อย่างที่โดนกันทั่วหน้า
 
              ทั้งกรณี นายกฯ เมเจอร์ ที่ทำให้การครองอำนาจ 18 ปีของพรรคอนุรักษนิยม สิ้นสุดลง หรือกรณีเรื่องรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของพรรคแรงงานที่เจอเรื่องอื้อฉาวหลายเรื่องเข้าไปก็หมดอนาคตกันทีเดียว และจะว่าไปแล้วหนังสือพิมพ์หัวสีเหล่านี้ก็ทำหน้าที่เปรียบเสมือนแนวหน้าของการเล่าเรื่อง/เปิดโปง และบางทีบรรดาหนังสือพิมพ์คุณภาพก็ลงมาเล่นด้วย ซึ่งอาจไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นเรื่องจริง แต่อาจหมายถึงเป็นเรื่องที่ "ขายได้" และในขณะเดียวกันนักการเมืองและทีมหาเสียงก็จะต้องรีบตอบโต้ หากโดนเล่นงาน ซึ่งการตอบโต้อาจกระทำในระดับของการเขียนตอบด้วย อาทิ นายกฯ แบลร์เคยทำ
 
              หรือการตอบโต้อาจจะลึกซึ้งในระดับของการต่อต้านหนังสือพิมพ์บางฉบับทั้งเมือง เช่นกรณีชาวเมืองลิเวอร์พูลที่แบนหนังสือพิมพ์เดอะซันทั้งเมืองมาเป็นทศวรรษ (รวมทั้งเขียนด่าบนเสื้อยืดแดงด้วย) เพราะหนังสือพิมพ์ดังกล่าวลงข่าวที่บิดเบือนไปจากความจริงและสร้างความเสียหายให้แก่แฟนบอลและครอบครัวแฟนบอลลิเวอร์พูลจากกรณีอัฒจันทร์ถล่มที่สนามฮิลโบโร่ ที่แฟนบอล(เสื้อแดงแน่นอน)ของลิเวอร์พูลเสียชีวิตเก้าสิบกว่าศพจากความแออัดของการเข้าชม ซึ่งเดอะซันตีพิมพ์ไปในลักษณะว่าพวกแฟนลิเวอร์พูลนั้นเป็นเหมือนพวกไพร่ไร้การศึกษาไม่เชื่อฟังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการแออัดยัดเข้ามาชม ขณะที่จากการพิสูจน์มานานนับทศวรรษในที่สุดพบว่าสาเหตุการตายของพวกเขาเกิดจากความเลินเล่อ ละเลยต่อระบบรักษาความปลอดภัยของตำรวจ ไม่ใช่ของผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมต่างๆ เป็นต้น
 
              สุดท้ายสิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ นอกจากการแบ่งสื่อออกเป็นชนิดแล้ว ในวันนี้เราอาจจะต้องพิจารณาเรื่องของการจัดกลุ่มและความหนักเบาของงานผ่านสื่อชื่อเดียวกัน แต่คนละวิธีการนำเสนอ อาทิ แบบตีพิมพ์บนกระดาษ และแบบที่ตีพิมพ์ในเว็บ ที่อาจไม่ใช่แค่เร็วกว่า แต่อาจหมายถึงความตื้นลึกของการนำเสนอข่าวที่แตกต่างกัน ทั้งสีสันและภาษา (บ้างก็พาดหัวต่างกันไปเลยก็มี)
 
              (ส่วนหนึ่งของการศึกษาดูงานและการค้นคว้าเรื่องสื่อกับสังคมการเมืองอังกฤษ สนับสนุนโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร)