ข่าว

'โกร่ง'หนี!หลังเตือนจำนำข้าวทำพัง

'โกร่ง'หนี!หลังเตือนจำนำข้าวทำพัง

03 ต.ค. 2555

"ดร.โกร่ง" ชิงหนีนักข่าว หลังเปิดปากโจมตีนโยบายจำนำข้าว ด้าน"ยิ่งลักษณ์" ควง รมว.พาณิชย์ ป้องนโยบายจำนำข้าว

             เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 3 ต.ค.  นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ปฏิเสธที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวหลังจากได้แสดงความคิดเห็นคัดค้านโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยผู้สื่อข่าวได้ไปรอสัมภาษณ์หลังจากการประชุมกยอ.ที่สำนักนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) หรือตึกแดง ทำเนียบรัฐบาล โดยเมื่อเสร็จสิ้นการประชุมนายวีรพงษ์ ได้เดินฝ่าผู้สื่อข่าว และขึ้นรถยนต์ส่วนตัวออกจากทำเนียบรัฐบาลที

              ขณะเดียวกันในวันนี้ (3 ต.ค.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยยืนยันว่าโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลนั้นเป็นผลกับเกษตรโดยตรง และพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะข้อห่วงใยเกี่ยวกับนโยบายจำนำข้าว พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นการทำลายโครงสร้างข้าวในประเทศแต่อย่างใด

              ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าได้ทำความเข้าใจกับนายวีรพงศ์ แล้วหรือยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ พยักหน้าและไม่ได้กล่าวเพิ่มเติมแต่อย่างใด


"บุญทรง"ยังโว"จำนำข้าว"ทำราคาขึ้นจริง

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ของ ทำเนียบรัฐบาล www.thaigov.go.th  ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของนาย นายบุญทรงถึงกรณีปัญหาการจำนำข้าว โดยระบุว่านำมาจากการสัมภาษณ์พิเศษของเว็บไซต์  www.insidethaigov.com   โดยระบุว่า นโยบายรับจำนำสินค้าการเกษตร เป็นโครงการในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ของพรรคเพื่อไทย เพื่อหวังยกระดับราคาสินค้าการเกษตรโดยมีข้อดีคือ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรนั้นสูงขึ้นเพราะเม็ดเงินถึงมือ แม้จะไม่เอาข้าวมาจำนำในโครงการของรัฐบาล แต่ราคาข้าวในตลาดในประเทศนั้นข้าวเปลือกก็มีราคาขยับสูงขึ้นกว่าเดิมที่มีอยู่ในอดีต  ซึ่งเมื่อรัฐบาลเริ่มรับจำนำข้าวในฤดูกาลเพาะปลูก 54/55  ตัวเลขราคาข้าวเปลือกในตลาด แม้กระทั่งโรงสีหรือผู้ส่งออก ที่ไปรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ก็จะวางราคาไว้สูงเกินกว่าหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งก็เป็นเครื่องพิสูจน์ที่จับต้องได้แล้วในขณะนี้ว่าโครงการรับจำนำของรัฐบาล สามารถดันให้ราคาข้าวเปลือก ที่ชาวนาเอาไปขายได้ในประเทศสูงขึ้น

              นายบุญทรง กล่าวว่า ข้อดีข้อต่อมาก็คือ รัฐบาลยังมีข้าวอยู่ในสต็อก ที่สามารถเอาไปบริหารได้ รวมถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหาร  อีกทั้งนโยบายเกษตรของรัฐบาลที่ผ่านมาก็ใช้เงินถึง 7-8 หมื่นล้านบาท แต่กลับไม่มีข้าวอยู่ในมือ   แต่โครงการรับจำนำนั้นแม้เราจะใช้งบประมาณ 3 แสนกว่าล้านบาท แต่เงินที่เหลืออยู่ในมือเกษตรกรคิดเป็นกำไรแล้วเกือบ 2 แสนล้านบาท

              ส่วนที่มีนักวิชการเป็นห่วงว่า โครงการรับจำนำ สิ้นเปลืองงบประมาณนั้นนายบุญทรงระบุว่า โครงการรับจำนำนั้นรัฐบาลใช้เม็ดเงินงบประมาณแต่ละปี ไม่สูงไปกว่าโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลก่อนหน้านี้ โดยโครงการจำนำข้าว ที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2555 นั้นใช้เม็ดเงินไปทั้งสิ้นประมาณ 3 แสนล้านบาท ทั้งนาปีและนาปรัง แต่ได้ข้าวเปลือกมาอยู่ในมือรัฐบาลประมาณ 21 ล้านตัน แปรสภาพมาเป็นข้าวสารได้ประมาณ 11 ล้านตัน เม็ดเงินที่ใช้ออกไปก็ไม่ได้สูญไปทั้งหมด 3 แสนกว่าล้านบาท เพราะเมื่อระบายข้าวได้ ก็จะสามารถส่งเงินคืนให้กระทรวงการคลัง 8.5 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2555 และในปี 2556 จะสามารถคืนเงินให้กระทรวงการคลังอีกประมาณ 1 แสนกว่าล้านบาท  มั่นใจว่าไม่เกินปลายปี 2556 น่าจะสามารถคืนเงินให้กับกระทรวงการคลังได้มากถึง 2.4-2.5 แสนล้านบาท ตรงนี้ชัดเจนว่าเงินงบประมาณที่เราเอามาใช้ในโครงการนี้นั้นไม่ได้หายไปไหน แม้จะมีภาระที่เราอาจจะต้องรับบ้าง คือ ค่าใช้จ่ายและผลที่อาจจะขาดทุนได้ แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้วถึงอย่างไรก็คงจะไม่เกินกว่าเม็ดเงินที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ใช้ไปในแต่ละปี


              นายบุญทรง กล่าวว่า สำหรับกรณีที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรจะเปิดช่องให้เกิดการทุจริตในระดับต่าง ๆ ก็ได้สั่งการให้ทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องว่าต้องป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต โดยแต่ละจุดที่รับจำนำ จะต้องมีเจ้าหน้าที่จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เจ้าหน้าที่จากองค์การคลังสินค้า (อคส.) หรือเจ้าหน้าที่จากองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) ที่ดูแลโครงการนี้มาประจำเป็นหลักในการดูแล แล้วในฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ก็ได้ให้เพิ่มสัดส่วนกรรมการจากเกษตรกร จาก 1 คนเป็น 2 คน และเพิ่มในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปประจำแต่ละจุด อีกจุดละ 1 คนเพื่อป้องกันไม่ให้โรงสีทุจริต และหากเกิดกรณีไม่เป็นธรรม หรือเกิดการทุจริตก็จะต้องมีเจ้าหน้าที่เป็นม้าเร็ว ก็ต้องไปถึงจุดรับจำนำที่มีปัญหาในระยะเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ยังสั่งการให้มีการใช้ระบบไอที เข้ามาใช้ในการตรวจสอบการดำเนินโครงการด้วย โดยจะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด ทุกจุดที่มารับจำนำ ซึ่งศูนย์กลางจะอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ที่สามารถเปิดภาพดูในแต่ละจุดว่าที่รับจำนำมีการดำเนินการอย่างไร และหากมีการร้องเรียนเข้ามาก็จะสามารถจับภาพไปตรงนั้นได้เลย รวมทั้งใช้ระบบดาวเทียมมาตรวจสอบพื้นที่การเพาะปลูกทั้งหมด เพื่อคำนวณปริมาณการผลิต และจะดูว่าสอดคล้องกับตัวเลขที่มีการขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลแบบบูรณาการทั้งหมด ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลัง เข้าด้วยกัน ดังนั้นการทำงานก็จะมีความละเอียดมากขึ้น รวมทั้งจะมีการปรับรูปแบบของเอกสารในการทำงาน อาทิ ใบประทวน ที่มีรูปแบบที่มีความละเอียดมากขึ้น เพื่อป้องกันการทุจริต

              นายบุญทรง กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแนวทางในการช่วยเหลือชาวนาเพิ่มเติมอีก โดยล่าสุด รัฐบาลได้เริ่มปรึกษาหารือกับ เวียดนาม กัมพูชา ลาวและพม่า เพื่อร่วมกันตั้งสมาพันธ์ประเทศผู้ผลิตข้าว โดยในเบื้องต้นทุกประเทศเห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ว่าจะตั้งองค์กรร่วมกัน ภายใต้การร่วมมือของกลุ่มประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพราะทั้ง 5 ประเทศนี้ถือว่าเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก คือประมาณปีละ 16-17 ล้านตัน ในขณะที่มูลค่าการซื้อขายทั้งโลกมีประมาณ 32 ล้านตันต่อปี เพื่อให้ทั้ง 5 ประเทศสามารถบริหาร เรื่องปริมาณ คุณภาพ ราคา และบริหารตลาดการค้าข้าวได้ โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการเร่งดำเนินการ เพื่อให้ผู้นำทั้ง 5 ประเทศจับมือเรื่องความตกลงกันให้ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน ในการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่ประเทศกัมพูชา

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทั้งนี้เว็บไซต์ www.insidethaigov.com นั้นไม่ใช่เว็บไซต์ของทำเนียบรัฐบาลแต่อย่างใด แต่ภายในเป็นการเผยแพร่ผลงานของรัฐบาล รวมถึงชี้แจงกรณีต่างๆที่รัฐบาลถูกโจมอาทิ  "รัฐบาลยิ่งลักษณ์แก้ปัญหาไฟใต้ล้มเหลวจริงหรือ"  "ผลงานหนึ่งปีรัฐบาลยิ่งลักษณ์สอบตกจริงหรือไม่" "กรณี “ยงยุทธ” ลาออก กรณีมาตรฐานทางการเมือง กรณีความรับผิดชอบของนักการเมือง”  นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่ภาพกิจกรรมการปฏิบัติหน้าที่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์

              นอกจากนี้การอ้างอิงเว็บไซต์ดังกล่าวในทำเนียบรัฐบาลสร้างความประหลาดใจให้กับผู้พบเห็นเพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยพบว่าเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลอ้างอิงข้อมูลมาจากเว็บอื่นๆ โดยแหล่งข่าวจากตึกไทยคู่ฟ้าเปิดเผยว่า ที่เว็บไซต์ทำเนียบฯนำบทสัมภาษณ์พิเศษมาเผยแพร่นั้นเพราะว่ามีบุคคลบนตึกไทยคู่ฟ้าที่อยู่เบื้องหลังของเว็บไซต์อินไซด์ไทยกอฟซึ่งไม่ได้เป็นเว็บทางการของรัฐบาล เพราะไม่ได้ใช้นามสกุล  “.go.th” โดยบุคคลดังกล่าว ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลก็อปปี้บทสัมภาษณ์แล้วนำมารีไรท์มาเผยแพร่ต่อเพราะเห็นว่านายบุญทรงพูดได้ดี มีเนื้อหาละเอียดและตรงกับสถานการณ์ข่าวในช่วงนี้