
'ยงยุทธ' สะดุดอัลไพน์
'ยงยุทธ' สะดุดอัลไพน์ 'ล้างมลทิน' ได้หรือไม่ คำตอบอยู่ที่ศาล รธน.
ในที่สุด ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ก็ต้องมอบหมาย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ไปยื่นเรื่องต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้พิจารณาคุณสมบัติการเป็น ส.ส.และรัฐมนตรีของตนเอง ว่า ขาดคุณสมบัติหรือไม่
หลังจากมีกระแสทักท้วงอย่างสูงตามมา กรณีมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (สมัยเป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อปี 2545 สั่งเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ให้ยกเลิกโฉนดที่ดินอัลไพน์ อันถือเป็นที่ดินธรณีสงฆ์)
และที่สำคัญ 'อ.ก.พ.' หรือ อนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงมหาดไทย ก็ได้มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2555 ให้ 'ไล่ออก' จากตำแหน่ง
รวมทั้ง ชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย ในฐานะรักษาการ รมว.มหาดไทย ลงนามในคำสั่ง 'ไล่ออก' เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2555
แม้ว่าก่อนหน้านี้ จะมั่นใจอย่างสูงว่า สามารถนำ พ.ร.บ.ล้างมลทิน 5 ธันวาคม 2550 มาล้างความผิดได้แล้ว ก็ตาม
โดยเฉพาะจากการที่ พระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ทำหนังสือด่วนมาก ที่ มท 02022.2/11531 ลงวันที่ 6 กันยายน 2555 ไปหารือ 'ก.พ.' (สำนักงานข้าราชการพลเรือน) เรื่องแนวทางการลงโทษข้าราชการ และ นนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการ ก.พ. ได้ทำหนังสือตอบกลับมาในวันรุ่งขึ้น (7 ก.ย.55)
ซึ่งหนังสือหารือยกตัวอย่างเป็น นาย ก แต่รายละเอียดเหมือนกับกรณีของ 'ยงยุทธ' โดยถามเรื่องวันลงโทษกรณีข้าราชการนั้นพ้นจากราชการมาแล้ว และถามว่า กรณีนี้อยู่ในหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน เมื่อ 5 ธันวาคม 2550 หรือไม่ ซึ่ง ก.พ.ตอบกลับ โดยอ้างความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามเรื่องเสร็จที่ 440/2526 สรุปว่า กรณีดังกล่าวอยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับการล้างมลทิน
ทั้งนี้ ในรายละเอียดความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามเรื่องเสร็จที่ 440/2526 มีความแตกต่างกับกรณีของ 'ยงยุทธ' คือกรณีปี 2526 กระทรวงมหาดไทย ได้หารือเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ล้างมลทิน 2526 ไปยัง ก.พ. และ ก.พ.ได้สอบถามไปยังกฤษฎีกา มีข้อเท็จจริงว่า
"กรณีที่ข้าราชการกระทำผิดก่อน หรือในวันที่ 6 เมษายน 2526 และ อ.ก.พ.กระทรวงมีมติก่อนวันที่ พ.ร.บ.ล้างมลทินปี 2526 ใช้บังคับ ให้ลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ แต่ผู้บังคับบัญชาได้มีคำสั่งลงโทษในภายหลังจากวันที่ พ.ร.บ.ล้างมลทินฯ ใช้บังคับ...เช่นนี้ ผู้ถูกสั่งลงโทษจะได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวหรือไม่"
ซึ่งแตกต่างกับกรณีของ 'ยงยุทธ' ที่ อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มีมติก่อน พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปี 2550 มีผลใช้บังคับ แต่เพิ่งมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2555
รวมถึง อัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ทำความเห็นไปยังนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 22 กันยายน 2555 โดยอ้างถึงการที่นายกฯ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาให้ความเห็น เรื่องที่ อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย มีมติให้ 'ไล่ออก'
ขณะที่ นนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการ ก.พ. ก็ทำหนังสือถึงนายกฯ โดยอ้างถึงการที่เลขาธิการนายกฯ ได้หารือกรณีการล้างมลทินให้ 'ยงยุทธ' และให้เทียบเคียงกับกรณีของ ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ที่เคยได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปี 2550
(สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งปลด 'ปลอดประสพ' ออกจากราชการ ในวันที่ 15 ธันวาคม 2550 และให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2548 ความผิดกรณีลงนามอนุมัติคำขอส่งออกเสือโคร่ง 100 ตัว ในภายหลัง 'ปลอดประสพ' ได้นำ พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปี 2550 มาเป็นข้ออ้าง 'ล้างมลทิน' เพื่อขอใช้สิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.พรรคพลังประชาชน และดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้จนทุกวันนี้)
นี่เอง ทำให้ก่อนหน้านี้ 'ยงยุทธ' ยังถูกมอบหมายให้นั่งหัวโต๊ะประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 กันยายน รวมทั้งเตรียมรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด เข้า ครม. ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ทำหน้าที่แทน และรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าฯ ก็ต้องพับเอาไว้ก่อน
สำหรับคำทักท้วงที่น่าสนใจ ก็นับแต่ วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า กรณีปลอดประสพ เป็นกระบวนการที่กฎหมายล้างมลทิน เกิดภายหลังที่ 'ปลอดประสพ' ได้รับโทษแล้ว กล่าวคือ ได้รับผลจากการลงโทษแล้ว ทั้งนี้ จะเอากรณีของ 'ปลอดประสพ' มาเทียบเคียงคงไม่ได้
(มาตรา 5 พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปี 2550 บัญญัติว่า "ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ถูกลงโทษทางวินัยในกรณีซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2550 และได้รับโทษหรือรับทัณฑ์ทั้งหมดหรือบางส่วนไปก่อน หรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัยในกรณีนั้นๆ)
ขณะที่ คมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อธิบายถึง พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปี 2550 ว่า ผู้ที่เข้าข่ายได้รับประโยชน์ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับโทษก่อนการบังคับใช้ ซึ่งกรณีของ 'ยงยุทธ' นั้น แม้จะมีการกระทำในปี 2545 จริง
แต่เมื่อการพิจารณายังไม่สิ้นสุดก็ยังถือว่าในช่วงเวลาดังกล่าว 'ยงยุทธ' ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น จึงยังไม่เข้าเกณฑ์ผู้ที่ได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ความผิดของ 'ยงยุทธ' ต้องนับตั้งแต่วันที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2555 ไม่ใช่ 2545
ดังนั้น เมื่อสังคมเกิดความแคลงใจ โดยเฉพาะกับ 'ยงยุทธ' ที่ดำรงตำแหน่งเป็นทั้ง ส.ส.และรัฐมนตรี สามารถดำเนินการได้ 2 ช่องทาง คือ



