ข่าว

ลองดูกันสักตั้งไหมครับ?

ลองดูกันสักตั้งไหมครับ?

03 ต.ค. 2555

ลองดูกันสักตั้งไหมครับ? : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล

             หลังจากที่ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ เสด็จกลับจากการดูงานการปกครองในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ใน พ.ศ.2430 ก็ทรงทำบันทึกเรื่องการปฏิรูปการปกครองเสนอต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงจัดตั้งกรมขึ้นใหม่อีก 6 กรม รวมกับกรมเดิมซึ่งมีอยู่ 6 กรม เป็น 12 กรม ประกอบด้วย กรมมหาดไทย กรมพระกลาโหม กรมท่า กรมวัง กรมเมือง กรมนา กรมพระคลัง กรมยุทธนาธิการ กรมธรรมการ กรมโยธาธิการ และกรมมุรธาธิการ ต่อมาใน พ.ศ.2435 โปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะกรมเหล่านี้เป็นกระทรวง และยกเลิกระบบจตุสดมภ์ที่เป็นแบบของการปกครองเมืองไทยมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยา
 
             การปฏิรูปการปกครองที่เริ่มในสมัยรัชกาลที่ 5 และใช้กันมาเป็นเวลา 120 ปีนั้น เป็นหลักสำคัญในการปกครองเมืองไทย มีผู้วิเคราะห์ว่า การที่ประเทศไทยสามารถผ่านวิกฤติการณ์ต่างๆ มาได้ด้วยดี เป็นเพราะเรามีระบบการปกครองส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง แต่การปกครองดังกล่าวเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปหลังเหตุการณ์ในเดือนตุลาคม 2516 ตามสภาพของสังคมและภาวการณ์ของโลก ทำให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีอำนาจเหนือข้าราชการประจำ ขณะที่ภาคธุรกิจเริ่มมีบทบาทสูงขึ้น จนนำหน้าภาครัฐในหลายๆ เรื่อง
 
             หากพิจารณาถึงปัจจัยในความเจริญก้าวหน้าของประเทศใดประเทศหนึ่ง จะเห็นว่าภาคราชการ ภาคเอกชน และภาคการเมือง ต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ และเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน ภาคเอกชนอาจจะนำเสนอลู่ทางการค้า ภาคการเมืองอาจเป็นผู้กำหนดนโยบาย และภาคราชการร่วมกับภาคเอกชนนำนโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติ ให้ปรากฏผลเป็นรูปธรรม เมื่อฟันเฟืองแต่ละตัวหมุนตามกันไป ก็ย่อมจะเกิดพลวัตในการขับเคลื่อนประเทศชาติ
 
             แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า ในบางประเทศ ภาคราชการ ภาคเอกชน และภาคการเมือง ขาดความเข้มแข็ง หรือไม่สามารถก้าวไปด้วยกันได้ ไม่ว่าจะด้วยความด้อยคุณภาพ การขาดวิสัยทัศน์ หรือการทุจริตคอร์รัปชั่น ผลที่ตามมาก็คือ ความขัดแย้ง การทำงานที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และการสูญเปล่าของงบประมาณ ทรัพยากร และเวลา รวมทั้งโอกาสในการแข่งขันกับประเทศอื่น
 
             ความขัดแย้งในบ้านเรานั้น มีกันทุกระดับ ตั้งแต่ประชาชนกับประชาชน ข้าราชการกับข้าราชการ พ่อค้ากับพ่อค้า และนักการเมืองกับนักการเมือง จนดูราวกับว่าไม่มีที่ใดจะไม่มีความขัดแย้ง ทั้งที่การขัดแย้งนั้น บางครั้งก็เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บางครั้งก็เป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง และบางครั้งก็เป็นเรื่องนมนานกาเลประเภทขี้หมูราขี้หมาแห้ง แต่ก็ยังไม่ยอมจบเรื่องและขุดคุ้ยมาสร้างความขัดแย้งได้เสมอ จนเหมือนการพายเรือในอ่างที่ไม่ยอมไปไหนไกล และไม่มองดูเพื่อนบ้านว่าเขาไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว
 
             ประเทศที่เคยมีความขัดแย้งมากที่สุดและรุนแรงที่สุดประเทศหนึ่งคือพม่า แต่ ณ วันนี้ พม่าสามารถละลายความขัดแย้งได้อย่างไม่น่าเชื่อ นางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน ที่เคยถูกรัฐบาลทหารพม่าคุกคามเสรีภาพอย่างหนักเป็นเวลานานก็เดินหน้าสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ และสานความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ในขณะที่ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ก็ให้เกียรติและยอมรับความสามารถของคู่แข่งทางการเมือง
 
             พูดก็พูดเถอะครับ ปัญหาของเมืองไทยเวลานี้อยู่ที่นักการเมืองนั่นแหละครับ ลองคิดกันเล่นๆ ว่า ถ้าเอานักการเมืองออกไปให้หมด แล้วปล่อยให้ภาคเอกชนกับภาคราชการบริหารประเทศ เมืองไทยอาจจะไปโลดก็ได้
 
             ลองดูกันสักตั้งไหมล่ะครับ?