ข่าว

'มาร์ค'ชี้'ปู'ยังไม่อยากปรับครม.

'มาร์ค'ชี้'ปู'ยังไม่อยากปรับครม.

02 ต.ค. 2555

'มาร์ค' ชี้ นายกฯ ไม่อยากปรับครม. หวั่นถูกอ้างคำว่า 'มีวันนี้ เพราะพี่ให้ ไม่ใช่น้องให้' เตรียมยื่นซักฟอกปลายเดือนนี้ จี้รัฐจัดการเอาผิด 'ยงยุทธ' ปมที่ดิน 'อัลไพน์'

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 55  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel กล่าวถึงการปรับครม.ว่า ตนคิดว่านายกฯ เองขณะนี้ก็คงยังไม่ค่อยอยากจะปรับ ครม. ส่วนคนอยากปรับนั้นมันธรรมดาอยู่แล้วเพราะมีคนอยากเป็นเยอะ แล้วก็พอมีช่องในการที่จะต้องปรับครม. ซึ่งแน่นอนว่ามีการก็วิ่งกันอุตลุต อย่างไรก็ตามขณะนี้นายกฯต้องการคนที่ไว้วางใจ แล้วก็ทำงาน เพราะต้องยอมรับว่า นายกฯ เข้ามาสู่การเมืองเต็มตัวระยะสั้นมาก เพราะฉะนั้นตนคิดว่าเมื่อทำงานมา 1 ปี หลายคนที่ทำงานอยู่กับนายกฯ ท่านก็เริ่มไว้วางใจ เชื่อมั่น หรือพูดง่ายๆ คือทำงานเข้ากันได้ดี จึงไม่อยากเปลี่ยน เพราะถ้าเปลี่ยนก็เหมือนกับต้องมาเริ่มต้นใหม่ แถมถ้าเกิดเปลี่ยนแล้ว กลายเป็นว่าคนนี้ได้มาเพราะพี่คนนั้น คนนี้ได้มาเพราะพี่คนนี้ สุดท้ายก็จะกลายเป็นว่า คนเหล่านั้นที่เข้ามาเป็น ก็จะไม่ค่อยรู้สึกว่า นายกฯ จะเป็นผู้บังคับบัญชาเสียเท่าไหร่ เนื่องจากมีวันนี้เพราะพี่ให้ ไม่ใช่น้องให้ มันก็เป็นปัญหา ส่วนในมุมของประชาชนมีอย่างเดียวคือปรับแล้วการทำงานมันดีขึ้นหรือไม่ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาภัยพิบัติ เรื่องการทุจริต หากเปลี่ยนแล้วทุกอย่างดีขึ้นทุกคนก็อยากให้เปลี่ยน แต่ถ้าแย่ลงก็อย่าเปลี่ยนดีกว่า 

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ทางพรรคก็คิดว่าน่าจะยื่นญัตติในเร็วๆ นี้ รวมถึงการเตรียมข้อมูลการอภิปรายการแถลงผลงานของรัฐบาลครบ 1 ปี แต่คงตอบไม่ได้ว่า จะยื่นก่อนหรือยื่นหลังปรับครม. แต่คาดว่าการยื่นนั้นน่าจะยื่นประมาณปลายเดือนนี้ แล้วก็จะได้ไปอภิปรายกันในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน

 

จี้รัฐจัดการเอาผิดปมที่ดินอัลไพน์

 

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกฯและรมว.มหาดไทยได้ลาออกจากตำแหน่งเพราะปัญหาสนามกอล์ฟอัลไพน์ ว่า ขณะนี้มีปัญหาว่าเมื่อลาออกแล้วจะต้องเกี่ยวพันไปถึงตำแหน่ง ส.ส.หรือไม่ ซึ่งพรรคก็จะดำเนินการตรวจสอบตามระบบ โดยการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการวินิจฉัยให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป ในส่วนของที่ดินนั้นทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องเป็นผู้ชี้หนทางเอาที่ดินกลับคืนมาเป็นที่ธรณีสงฆ์ โดยเฉพาะการให้ผู้มีอำนาจทางกฎหมายคือ อธิบดี หรือปลัดกระทรวง ซึ่งตรงนี้ต้องหาข้อยุติ อย่างไรก็ตามต้องแยกคนที่ซื้อบ้านจัดสรร จากโครงการที่ได้ซื้อที่ดินวัดไป เพราะคนที่เข้าครอบครองอย่างสุจริตต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย จะใช้วิธีการชดเชยเยียวยา ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการ ส่วนคนไม่สุจริตก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย

          "ชาวบ้านที่ไปซื้อบ้านจัดสรรจำนวน 294 หลัง จะต้องได้รับการคุ้มครอง โดยรัฐต้องดูแลไปก่อน แล้วก็มาไล่เบี้ยเอาจากคนที่ทำผิด และผมก็เชื่อว่าจะมีการเริ่มอ้างชาวบ้าน แล้วก็อ้างว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้นกับทางราชการนะ ต้องพยายามทำสิ่งที่ผิดให้กลับมาเป็นถูก ผมก็เชื่อว่าจะมีกระบวนการนี้อยู่"