
อุตุฯเตือน2-3ต.ค.มีฝนตกหนักบางพื้นที่
อุตุฯเตือนภัย ฉบับที่ 5 ระบุภาคกลางตอนล่าง-ใต้ตอนบน-ตะวันออกปริมาณฝนลดลง กทม.-ปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองกระจายร้อยละ 60 ขณะที่หลายจังหวัดน้ำยังท่วม ด้านตาก-เชียงใหม่ เริ่มหนาวแล้ว
2 ต.ค.55 เมื่อเวลา 10.00 น. ประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยา พายุ "เกมี" (GAEMI) ฉบับที่ 5 บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 700 กิโลเมตร ทางตะวันออกของเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 16.3 องศาเหนือ และ ลองจิจูด 115.3 องศาตะวันออก มีความเร็วสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กม./ชม. พายุนี้เกือบจะไม่เคลื่อนที่ และในช่วงวันที่ 2-3 ต.ค. 55 ยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย
คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนขึ้นฝั่งตอนกลางของประเทศเวียดนามในช่วงวันที่ 5-6 ต.ค.55 และจะเริ่มมีผลกระทบกับลักษณะอากาศของประเทศไทยในช่วงวันที่ 4-8 ต.ค.55 ประกอบมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยจะมีฝนตกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ขอให้ประชาชนระมัดระวังอันตรายจากสภาวะอากาศดังกล่าว สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบน และทะเลอันดามันจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง
ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
อ่างห้วยหลวงฯ อุดรธานี พร้อมรับน้ำพายุ 'เกมี'
จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “เกมี” ที่อ่างเก็บน้ำห้วยหลวง ในวันนี้มีปริมาณน้ำเพียง 52 ล้าน ลบ.ม. หรือ 38 เปอร์เซ็นต์ จากปริมาณความจุของอ่าง 135 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งยังคงต่ำกว่าเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ จ.อุดรธานี ตั้งเกณฑ์ไว้ที่ 100 ล้าน ลบ.ม. โดยที่ผ่านมาโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง ได้เสนอขอให้มีการทำฝนหลวงในพื้นที่ เนื่องจากปริมาณน้ำกักเก็บยังน้อยมาก อาจส่งผลให้เกิดภาวะภัยแล้งในพื้นที่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า
นายบุญยลักษณ์ ฉลองสัพพัญญู ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง กล่าวว่า ถึงแม้ จ.อุดรธานี มีฝนตกลงมาในช่วงเดือนที่ผ่านมา แต่ไม่มากนัก น้ำไหลเข้าอ่างน้อยมาก โดยทางโครงการฯ ยังคงงดส่งน้ำให้เกษตรกรในช่วงนี้ไปก่อน เพื่อให้เหลือน้ำไว้ทำน้ำประปา วันละ 0.05 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ทางโครงการฯ ได้เสนอให้ทำฝนหลวงในพื้นที่ เนื่องจากเกรงว่าปริมาณน้ำกักเก็บจะไม่พอใช้ในช่วงหน้าแล้ง
"หาก จ.อุดรธานี ได้รับอิทธิพลจากพายุเกมี ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ อ่างเก็บน้ำห้วยหลวง สามารถรองรับน้ำได้อีกว่า 80 ล้าน ลบ.ม. เพราะเกณฑ์เฉลี่ยของการกักเก็บของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ในเดือนตุลาคม น้ำจะต้องมีกักเก็บมากกว่า 100 ล้าน ลบ.ม.หรือเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ของความจุอ่าง คาดว่าพายุโซนร้อนเกมี ไม่น่าจะส่งผลให้เกิดภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ เพราะช่วงนี้ จ.อุดรธานี ยังคงแล้ง และต้องการน้ำอีกจำนวนมาก"
น้ำยมล้นตลิ่งท่วม อ.โพธิ์ประทับช้าง
นายกฤชเพชร เพชระบูรณิน หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพิจิตร เปิดเผยว่า จังหวัดพิจิตรประกาศพื้นที่อำเภอบางมูลนาก เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เนื่องจากน้ำในแม่น้ำน่านมีระดับสูง สาเหตุเกิดจากฝนที่ตกติดต่อกันหลายวัน และจากการผันน้ำในแม่น้ำยมจากอำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ผ่านคลองผันน้ำ (DR 2.8) ลงแม่น้ำน่านที่อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ทำให้น้ำแม่น้ำน่านเอ่อท่วมพื้นที่ลุ่มริมสองฝั่งในพื้นที่ 4 หมู่บ้านของตำบลบางไผ่ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตรจึงประกาศพื้นที่ 1 ตำบล 4 หมู่บ้านของอำเภอบางมูลนากเป็นพื้นที่ภัยพิบัติจากอุทกภัย นับเป็นอำเภอที่ 8 ของจังหวัดพิจิตรที่มีทั้งหมด 12 อำเภอ
ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร แม่น้ำยมที่ไหลมาจากจังหวัดพิษณุโลก ได้เพิ่มระดับการท่วมสูงขึ้น และได้ล้นตลิ่งไหลเข้าท่วม พื้นที่หมู่ที่ 9 ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดจิตร ซึ่งเป็นชุมชน เก่าแก่ อายุ มากว่า 100 ปี ติดกับแม่น้ำยม จำนวน 30 หลังคาเรือนระดับน้ำท่วมสูง 50-80 เซนติเมตร ซึ่งประชาชนต่างเร่งเก็บของและสัตว์เลี้ยงไว้ในที่สูง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ ยังเป็นห่วงระดับน้ำท่วม ที่จะเกิดจากพายุ ที่กำลังก่อตัว และจะเข้าปกคลุมประเทศไทย และจะทำให้มีฝนตก ทำให้ระดับที่ท่วมสูงกว่าเดิม
ในส่วนแม่น้ำยมที่ท่วมขังนานกว่าสองสัปดาห์ และยังคงเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบกับชาวบ้าน โดยที่บ้านจระเข้ผอม ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม ชาวบ้านซื้ออาหารสดทั้งเนื้อสัตว์ ผัก และเครื่องครัวที่จำเป็น เพื่อเตรียมไว้เป็นวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากชาวบ้านต้องใช้เรือ เข้า- ออก ยากขึ้นกว่าเดิมจากน้ำที่ท่วมขังสูง และพืชผักสวนครัวเริ่มตายจากน้ำที่ท่วมนาน
สำหรับข้อมูลล่าสุดจากศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม จังหวัดพิจิตรในเบื้องต้น มีพื้นที่ประสบอุทกภัยใน 8 อำเภอ 19 ตำบล 116 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 2,925 ครัวเรือน พื้นที่ทางการเกษตร นาข้าวได้รับผลกระทบคาดว่า จะได้รับความเสียหาย จำนวน 4,870 ไร่ ( ข้อมูล กษ.จ. พิจิตร) ถนนลูกรังถูกน้ำท่วมเป็นบางช่วง จำนวน 22 สาย คอสะพาน ชำรุด 1 แห่ง ท่อ คสล. ช่ำรุด 2 แห่ง ความเสียหายด้านต่าง ๆ อยู่ระหว่างการสำรวจ
เขื่อนลำปาวน้ำน้อย เตือนเกษตรกรร่วมมือกันใช้น้ำอย่างประหยัด
ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ในเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ยังมีแนวโน้มวิกฤต เสี่ยงปัญหาขาดแคลนน้ำ กรมชลประทาน ต้องประกาศเตือนงดเลี้ยงกุ้ง และทำนาปรังในเขตพื้นที่ท้ายเขื่อนไปก่อนหน้านี้แล้ว พร้อมวอนประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด
ภายหลังจากที่กรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ได้ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน ให้ชะลอเลี้ยงกุ้ง-ปลูกพืชฤดูแล้งไปแล้วในช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังพบว่าเขื่อนลำปาวมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ในเกณฑ์น้อยมาก นั้น ปัจจุบัน (1 ต.ค.) เขื่อนลำปาว ยังคงมีปริมาณน้ำลดลงเหลือเพียง 488 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 25 ของความจุอ่างฯเท่านั้น ถือว่าประสบภัยแล้งมากที่สุดในรอบ 20 ปี เนื่องจากในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีปริมาณฝนตกน้อยมาก ส่งผลให้แหล่งน้ำตามธรรมชาติแห้งขอด ในขณะที่เขื่อนลำปาว ยังคงระบายน้ำลงสู่คลองชลประทานเพื่อหล่อเลี้ยงนาข้าวใน 5 อำเภอ วันละประมาณ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทั้งนี้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ได้คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาวว่า ในช่วงปลายฤดูฝนหรือเดือนตุลาคมนี้ จะมีปริมาณไหลเข้าอ่างฯเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร เพียงเท่านั้น ซึ่งช่วงปลายฤดูนาปี 2555 และช่วงฤดูแล้งปี 2555/2556 ที่จะถึงนี้ ทางโครงการฯลำปาว คาดการณ์ว่าจะมีการใช้น้ำจากเขื่อนลำปาว รวมกันทุกกิจกรรม ประมาณ 453 ล้านลูกบาศก์เมตร หากไม่มีพายุจรพัดผ่านเข้ามาในช่วงเดือนตุลาคมนี้ คาดว่าเขื่อนลำปาว จะมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอใช้อย่างแน่นอน ส่งผลให้มีแนวโน้มว่า จะไม่สามารถส่งน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรและการประมงในช่วงฤดูแล้งปี 2555/2556 ได้
ดังนั้นขอเตือนเกษตรกรชะลอหรืองดเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง และชะลอการสั่งลูกกุ้ง ลูกปลามาเพาะเลี้ยงไว้ก่อน เพื่อป้องกันผลผลิตเสียหายเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนน้ำ รวมทั้ง ขอให้เกษตรกรและประชาชน ร่วมมือกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด เพื่อลดความรุนแรงจากปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ปภ.เชียงใหม่ ปรับภารกิจ 243 สถานีเตือนภัยติดตามอากาศหนาว
สภาพอากาศในจังหวัดเชียงใหม่เริ่มหนาวเย็นลงเป็นสัญญาณเข้าสู่ฤดูหนาวเต็มตัว โดยเช้าวันที่ 2 ต.ค. หมอกหนาได้ปกคลุมหลายอำเภอรวมทั้งอำเภอเมืองเชียงใหม่ ขณะที่ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือรายงานอุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ 9.9 องศาเซลเซียส ที่ยอดดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ , สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ วัดได้ 8.4 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิต่ำสุดพื้นราบเฉลี่ยลดลงอยู่ที่ 23-24 องศาเซลเซียส ส่วนหมอกที่เริ่มปรากฏให้เห็นเป็นบางพื้นที่ อย่างไรก็ตามในกลางเดือน ต.ค. เป็นต้นไปอุณหภูมิจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายคมสัน สุวรรณอำพา ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า หลังมีรายงานว่าหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่อากาศเริ่มหนาวเย็นลง สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ผ่านสถานีเตือนภัยน้ำป่าดินถล่มที่กระจายใน 25 อำเภอ จำนวน 243 สถานี โดยแต่ละสถานีมีเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ขณะเดียวกันได้แจ้งไปยังท้องถิ่นในพื้นที่ที่เคยประสบภัยหนาวให้เตรียมสำรวจความต้องการเครื่องนุ่งห่มกันหนาว หากพื้นที่ใดมีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียสติดต่อกันเกิน 3 วัน ทางจังหวัดจะประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติภัยหนาวเพื่อให้การช่วยเหลือทันที
ขณะที่นายเกรียงศักดิ์ ถนอมพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เปิดเผยว่า อุณหภูมิบนยอดดอยอินทนนท์เริ่มลดลงเฉลี่ยที่ 10-12 องศาเซลเซียส ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยเดินทางเข้ามาสัมผัสอากาศหนาวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สำหรับการเตรียมรับนักท่องเที่ยวในปีนี้ทางอุทยานได้ประสานกับหมวกการทางจอมทอง แขวงการทางเชียงใหม่ 1 เร่งซ่อมแซมถนนบริเวณกิโลเมตรที่ 47 ที่เสียหายจากดินเคลื่อนตัวเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางของนักท่องเที่ยวก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวเต็มตัว ขณะเดียวกันได้จัดทำป้ายเตือนและป้ายแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและจัดเตรียมความพร้อมของที่พักและลานกางเต้นท์
5 อำเภอชายแดน จ.ตาก เริ่มหนาวแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานจากอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ว่า ขณะนี้สภาพอากาศเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวในพื้นที่ 5 อำเภอชายแดนคือ อำเภอแม่สอด อำเภอพบพระ อำเภออุ้มผาง อำเภอแม่ระมาด และอำเภอท่าสองยาง โดยเฉพาะอำเภออุ้มผาง และท่าสองยาง สภาพอากาศเริ่มเย็นโดยเฉพาะช่วงเช้า เริ่มมีน้ำค้าง หรือ น้ำเหมยเริ่มลงแล้ว และสภาพอากาศเริ่มเย็นลง ขณะที่เส้นทางสายอำเภอแม่สอด - อำเภออุ้มผาง ในช่วงเช้า ซึ่งจากแม่สอด ผ่านอำเภอพบพระ ไปยังอำเภออุ้มผาง เริ่มมีหมอกหนาในบางช่วง
ด้านนายสุชาติ ทีคะสุข นายอำเภออุ้มผาง กล่าวว่า อากาศเริ่มเย็นลงบ้าง แต่ยังไม่มาก เพียงแต่เริ่มเข้าสู่อากาศเย็นลงบ้าง ส่วนการท่องเที่ยวในขณะนี้ นั้น ขณะนี้ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ได้มีหนังสือมายังที่ว่าการอำเภออุ้มผาง เพื่อแจ้งว่า ขณะนี้ได้มีการขยายเวลาปิดเส้นทางเข้าน้ำตกทีลอซูออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากเส้นทางการคมนาคมยังน้ำตกทีลอซูยังไม่ดีเป็นบางช่วง จึงขอเวลาซ่อมแซม เพราะเกิดจากความเสียหายในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา จากเดิมทางเจ้าหน้าที่ต้องเปิดเส้นทางการคมนาคมไปยังน้ำตกทีลอซูในวันที่ 1 ตุลาคม 55 อย่างไรก็ดีทางฝ่ายอำเภออุ้มผาง มีความพร้อมในการเตรียมรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว ที่จะมาถึงนี้ เพราะในช่วงฤดูหนาว อำเภออุ้มผางมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่ต้องการไปท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และชอบสภาพอากาศที่หนาวเย็น



