
การเปลี่ยนผ่านที่ต้องรอคอย...
การเปลี่ยนผ่านที่ต้องรอคอย...แค่นั้นยังไม่เพียงพอ: แลกคนละหมัดโดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]
หลายๆ คนคงเริ่มหมดหวังกับการเมืองระดับชาติ แม้แต่ "นายบัญญัติ บรรทัดฐาน" อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเป็นอีกคนหนึ่งที่บอกว่า ในตอนนี้การเมืองระดับชาติกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร? และยังมีผู้เล่นอีกมากที่ต่างก็ยอมรับว่า ในขณะนี้สถานการณ์ของการเมืองระดับชาติไม่ได้เป็นการเมืองที่จะสามารถแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ปัจจุบันได้ และหากการคาดหวังในการเมืองระดับชาติจะทำให้ไม่มีทางออก เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นความขัดแย้งของ 2 สิ่ง ซึ่งได้ดำเนินมากว่า 6 ปีแล้ว และในปัจจุบันนักการเมืองก็มีบทบาทและความสามารถที่จะเล่นกับสื่อมวลชนมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นการเมืองในยุคของการเปลี่ยนผ่านนี้ จึงต้องมุ่งเป้าไปที่การเมืองท้องถิ่น ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์และคำถามได้ดีกว่า และที่สำคัญคือ ยังมีต้นทุนธุรกรรมที่ต่ำกว่าในการริเริ่มและการจัดการปัญหาของตนเอง หลายๆ คนเริ่มมองเห็นถึงอนาคตของตนเองที่จะเป็นเจ้าภาพอย่างอิสระและมีอำนาจในการปกครองตนเองเป็นสำคัญอย่างน้อยที่สุด และภายหลังจากการเลือกตั้งก็ไม่ต้องวิ่งเต้นเก้าอี้รัฐมนตรี ซึ่งบางครั้งหลายคนก็เริ่มที่จะท้อแท้ราวกับว่าตนเองนั้นยังทำบุญน้อยอยู่ เลยไม่สามารถที่จะก้าวไปสู่การคาดหวังได้ และอาจจะต้องทำบุญมากกว่านี้ เพื่อที่จะให้ผลบุญนั้นนำไปสู่ความคาดหวังอีกครั้งหนึ่ง แต่หากมุ่งเป้ามาที่การเมืองท้องถิ่นและได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี หรืออบจ.นั้น หมายถึงการมีอำนาจที่เบ็ดเสร็จ ซึ่งนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เห็นว่า การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะได้รับสิทธิทางการคลังในการจัดสรรปันส่วนในระดับท้องถิ่นและหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินใต้โต๊ะเจ้าหน้าที่รัฐและนักล็อบบี้ในรูปแบบต่างๆ เงินจึงจะมาถึงประชาชนได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ยังไม่มีหลักประกันที่แน่ชัดว่า หากเกิดช่องทางใหม่ขึ้นมาจะไม่หวนกลับไปสู่การจ่ายเงินใต้โต๊ะเจ้าหน้าที่รัฐและนักล็อบบี้ ตรงนี้ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยเห็นว่า โครงการต่างๆ ที่ใช้จ่ายงบประมาณจากภาษี แม้ว่าจะติดประกาศถึงงบประมาณและขนาดของโครงการ แต่ก็ไม่มีการตรวจสอบได้ เนื่องจากมันเป็นระบบเครือข่ายและใช้อิทธิพล ซึ่งประชาชนหรือชาวบ้านทั่วไปก็ไม่อยากที่จะไปยื่นคำร้องและให้การตรวจสอบ เพราะรู้ว่าสู้อย่างไรก็แพ้ อีกอย่างยังเป็นพวกเดียวกันอีกด้วย ฉะนั้นช่วงของการเปลี่ยนผ่านจึงต้องใช้เวลาเพื่อให้การเรียนรู้แก่ประชาชน ไม่ใช่รอให้ความอดทนของประชาชนสิ้นสุดลงแล้วจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังในสังคมระดับล่าง ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะนี่คือ ความคิดและการแก้ไขปัญหาของบุคคลที่ผ่านการเมืองมาอย่างยาวนาน ซึ่งหลายๆ ส่วนสามารถที่จะรับฟังได้ แต่หลายๆ เหตุผลนั้นดูเหมือนว่า การเมืองในท้องถิ่นจะติดกับดักในวิธีคิดของนักการเมืองแบบเดิมๆ อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บค่าส่วย ค่าเช่า ธุรกิจการเมืองของตนเอง และที่สำคัญประชาชนทั่วไปก็มีความเชื่อมั่นต่อนักการเมืองและสถาบันการเมืองที่ต่ำ
การรอคอยที่จะยกระดับจิตสำนึกของประชาชนนั้นอาจไม่ใช่การเมืองใหม่ในวันนี้ แต่กลายเป็นคำสารภาพความพ่ายแพ้ทางการเมืองในสนามการเมืองท้องถิ่นอีกครั้ง เนื่องจากการเมืองในท้องถิ่นเป็นแบบประชานิยม อีกทั้งยังมีการลงทุนที่หนักๆ เพราะแม้แต่ตัวเลขการเมืองของ อบต.ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านและตำบลยังต้องใช้เงินถึง 12 ล้านแล้ว ฉะนั้นการเมืองที่ยกระดับจิตสำนึกก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่การคิดค้นและการสร้างให้เกิดความน่าเชื่อถือในตัวบุคคลที่แสดงบทบาทในฐานะนักการเมืองน่าจะทำได้ง่ายกว่า เพราะหากมีความพร้อมทางด้านชื่อเสียง เครดิต และการเงินในสังคมก็จะสามารถเข้าสู่การแข่งขันได้ เพราะความน่าเชื่อถือที่เป็นทุนรอนบวกกับวิสัยทัศน์ของตนเองก็น่าจะเปลี่ยนแปลงการเมืองใหม่ของตนเองได้ และแน่นอนว่า การเมืองใหม่แบบนั้นจะมีความแตกต่างจากการเมืองที่เป็นอยู่ เพราะต้องทำการบ้านมากและอาจต้องค่อยๆ ปรับวิธีการทำงานแบบเดิมที่เป็นเพียงการมุ่งหาหัวคะแนนมาเป็นการหาทรัพยากรสำรองของพื้นที่ด้านต่างๆ เพื่อทำให้จังหวัดเอามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโจทย์การเมืองเก่า ซึ่งไม่สามารถตอบได้มาก่อน ตรงนี้แหละที่คิดว่า ในวันนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องรอ แต่จะต้องเปลี่ยนแปลงทันที นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงภายในของนักการเมืองเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยาก ส่วนการกระจายอำนาจการเมืองสู่ท้องถิ่นแค่เป็นส่วนของพื้นที่การเมืองแบบเก่า และเป็นแค่การใช้แอสไพรินในการแก้ไขเท่านั้น ซึ่งคุณหมอและนักวิชาการท่านต่างๆ ควรที่จะท่องจำเอาไว้ 5555



