
พัฒนาการของสื่อในสังคมอังกฤษ
พัฒนาการของสื่อในสังคมอังกฤษ : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
ชิ้นที่แล้วว่าด้วยเรื่องสถานการณ์ของสื่ออังกฤษที่โทรทัศน์มีอิทธิพลสูงมากในวันนี้ เอาเป็นว่าชิ้นนี้มาว่าด้วยเรื่องของวิวัฒนาการของสื่อในอังกฤษก็แล้วกันครับ
กล่าวคือ หากมองย้อนไปในอดีตในศตวรรษที่ 17 และ ต้น 18 การสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับการเมืองนั้นมักจะเป็นแบบที่สื่อสารด้วยวาจา ในวงแคบๆ ระหว่างบรรดาชนชั้นนำ หรือระหว่างประชาชนในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้ง
ทั้งนี้รวมไปถึงกลุ่มที่ชื่อว่า Leveller และ พวก Digger ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง-สังคม-เศรษฐกิจ ในสมัยสงครามกลางเมืองในศตวรรษที่ 17 (หมายถึงสงครามระหว่างรัฐสภา กับ สถาบันกษัตริย์) ที่เสนอให้มีสิทธิเลือกตั้งที่กว้างขวางขึ้น มีความอดทนต่อความแตกต่างในเรื่องศาสนา และ การยกระดับความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ (กลุ่มหลังคือพวก ดิกเกอร์ นี้จะก้าวหน้ากว่า) รวมทั้งพวกที่ประกาศศาสนา โดยพวกนี้จะพิมพ์ หนังสือ และใบปลิวแจก แต่อย่างไรก็ดีสิ่งพิมพ์ต่างๆนั้นก็ยังอยู่ในวงแคบและมีบทบาทอยู่น้อย ในช่วงแรก
ต่อเมื่อเข้าสู่ปลายศตวรรษที่ 18 แล้ว บทบาทของใบปลิวหรือเอกสารสิ่งพิมพ์สั้นๆที่เรียกว่า pamphlet นั้นจึงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอแนวคิดที่ก้าวหน้าและมุ่งเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน (นึกถึงสมัยนี้ก็คงจะไม่พ้น พวกเฟซบุค เว็บ ทวิตเตอร์นั่นแหละครับ ดังในกรณี ยึดวอลสตรีท หรืออาหรับสปริง)
จุดพลิกผันที่สำคัญอีกจุดหนึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงในตัวประชากรของประเทศอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในสังคมอังกฤษที่ก้าวสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 19ซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของผู้คนจากชนบทเข้าสู่เมือง และการเปลี่ยนแปลงนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่คือเกิดชนชั้นใหม่ที่เรียกว่ากรรมาชีพ ที่มีจำนวนมาก มาขายแรงงาน และคนเหล่านี้เริ่มผลิตและเสพสื่อของตัวเอง รวมทั้งเริ่มชุมนุมเคลื่อนไหว และรับฟังสุนทรพจน์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของคนยากจนที่เป็นกรรมกรในเมืองใหญ่มากขึ้น (รวมทั้งถูกปราบปรามด้วย) อาทิ ในกรณีเมืองแมนเชสเตอร์
รวมทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มกรรมกรกลุ่มแรกที่เรียกร้องสิทธิความเสมอภาคทางการเมืองให้คนจนมีที่นั่งในสภามากขึ้นอย่างพวก Chartist และพวกที่ต่อต้านกฏหมายปกป้องผลผลิตทางการเกษตรอาทิ Corn Law ซึ่งทำให้สินค้าเกษตรที่ผลิตโดยเจ้าที่ดินมีราคาแพง (นัยว่าเพื่อปกป้องการแทรกแซงจากต่างชาติ) และคนจนซื้อหาไม่ได้ กล่าวโดยสรุป การแจกใบปลิวเช่นนี้ทำกันทั้งในเมือง ในที่ชุมนุม และรวมไปถึงส่งตามบ้านด้วยระบบไปรษณีย์
ที่เล่ามานี้ชี้ให้เห็นว่าในอังกฤษนั้นเขามีการเคลื่อนไหวเรื่องสื่อมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนจะมีหนังสือพิมพ์ และเอาเข้าจริงผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าทำไมเราชอบคิดว่าสื่อนั้นจะต้องเป็นกลางเสมอไป เพราะในอังกฤษเองนั้นผมคิดว่ามีความชัดเจนมากขึ้นว่าคนกลุ่มไหนชอบอ่านหนังสือพิมพ์ยี่ห้อไหนเสียมากกว่า และบางครั้งแต่ละเล่มก็ประกาศสนับสนุนรัฐบาล หรือผู้สมัครแต่ละครั้งเช่นกัน และขณะเดียวกันนับตั้งแต่อดีต นักข่าว/คอลัมนิสต์สำคัญๆก็เป็นที่ต้องตาต้องใจของนักการเมืองที่อยากจะพบปะสังสรรด้วย เพราะเชื่อว่ามีอิทธิพลต่อประชาชน (สมัยก่อนเขาเรียกว่า Press Barons แต่สมัยนี้อาจจะเรียกว่า Media Barons เพราะว่าสมัยนี้มีสื่อมากกว่าสิ่งพิมพ์ ดังนั้น เมอร์ดอก เจ้าของสื่อใหญ่ในอังกฤานั้นก็ไม่ใช่จอมราชันย์สื่อคนแรกหรอกครับ)
หากจะดูเรื่องสื่อสิ่งพิมพ์ในอังกฤษแล้ว เขาว่ากันว่าสื่อในอังกฤษนั้นเป็นพวกอนุรักษ์นิยม อาทิ ตัวเลขในปี 1945 นั้นมีคนที่เป้นอนุรักษ์นิยมอ่านหนังสือพิมพ์ถึง 6.7 ล้าน ขณะที่ 4.4 ล้านเป็นพวกแรงงาน (ประเด็นจริงๆคือ สิบล้านคนตั้งแต่ยุคนั้นอ่านหนังสือพิมพ์โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์และประกาสตนในเรื่อจุดยืนทางการเมืองต่างหาก)
และที่มันกว่านั้น หนังสือพิมพ์ "หัวสี" (Tabloid - ความหมายสั้นๆคือหนังสือพิมพ์ขนาดกระดาษไม่ใหญ่มาก เน้นข่าวสีสันและปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกของสังคมผ่านพาดหัวและการเขียนเนื้อข่าวเพื่อดึงดูดและชักนำความรู้สึกของผู้อ่าน) อย่าง The Sun นั้นเข้ามามีบทบาทสำคัญตั้งแต่ยุค 1970 ซึ่งทำให้เกิดลักษณะโน้มเอียงไปในทางอนุรักษ์นิยมมากขึ้น เพราะไปเสริมกับพวกที่เป็นอนุรักษ์นิยมอยู่แล้ว (ไทม์กับเดอะซันนั้นมีเจ้าของเดียวกันคือ Murdoch เป็นต้น)
แต่ในอีกด้านหนึ่งถ้าพวกอนุรักษ์นิยมนั้นเย่อหยิ่งและไม่เห็นหัวผู้อ่านมากไป หรือแก้ปัญหาไม่ได้จริงๆ พวกหัวสีนั้นก็อาจจะประกาศหนุนพรรคแรงงานได้ อาทิ กรณีของการสนับสนุนโทนี่ แบลร์ในปี 1997 เพราะรับ เมเจอร์ ซึ่งเป็นทายาทของป้าแทชเชอร์ไม่ได้เป็นต้น
(ส่วนหนึ่งของการศึกษาดูงานและการค้นคว้าเรื่องสื่อกับสังคมการเมืองอังกฤษ สนับสนุนโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร)



