ข่าว

ควันหลงสงครามสี

ควันหลงสงครามสี

01 ต.ค. 2555

ควันหลงสงครามสี : ว่ายทวนอารมณ์ โดย ใบตองแห้ง

              ภาพการปะทะกันระหว่างม็อบเหลือง-แดง กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา บางคนกังวลว่าจะเกิดเรื่องลุกลาม แต่อันที่จริง มันน่าจะเป็นแค่ควันหลง อาจไม่มีให้เห็นอีก หรือมีบ้างประปราย ก่อนสูญสลายกลับบ้านใครบ้านมัน
   
              เพราะในกระแสที่สังคมต้องการกลับสู่ความสงบ เดินทางสายกลาง ชั่วๆ ดีๆ ก็ยอมให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบริหารประเทศไปก่อน การเคลื่อนไหวมวลชนฮาร์ดคอร์ทั้งสองสีเกิดได้ยาก ไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่สามารถรวบรวมมวลชนเป็นพันเป็นหมื่น มีแค่กลุ่มก้อนหยิบมือ ที่อารมณ์ลุกฮือชั่วขณะ
   
              กล่าวสำหรับม็อบเสื้อแดง จริงๆ ก็ไม่มีชนวนให้ต้องออกมา ในเมื่อเป็นฝ่าย “ชนะ” เพื่อไทยเป็นรัฐบาล การออกมายั่วยุ เยาะเย้ยฝ่ายตรงข้าม หรือฮือไล่พรรคประชาธิปัตย์ตามที่ต่างๆ เป็นผลเสียต่อรัฐบาลเอง
   
              ตรงข้ามกับม็อบเสื้อเหลือง เสื้อหลากสี หรือผู้นิยมประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายอัดอั้น “อกหัก” แต่ไม่มีที่ระบาย คนส่วนใหญ่ไม่เล่นด้วย จึงได้แต่งุ่นง่าน อารมณ์ค้าง กระทั่งต้องไประเบิดอารมณ์ใส่ตัวบุคคล
   
              จริงๆ แล้วมวลชนทั้งสองฝ่ายต่างก็มีด้านที่น่าสงสาร แต่สื่อกระแสหลักมุ่งค่อนแคะมวลชนเสื้อแดงว่าตกเป็นเครื่องมือแกนนำและนักการเมือง พามาถูกเข่นฆ่า ติดคุก แล้วถูกลืม ขณะที่นักการเมืองและแกนนำกลายเป็นอำมาตย์ใหม่ เสวยอำนาจและผลประโยชน์
   
              แต่มวลชนเสื้อแดงอย่างน้อยก็บรรลุอุดมการณ์ขั้นต่ำ คือได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง แม้ยังขาดอำนาจควบคุมต่อรองกับนักการเมือง อย่างน้อยก็เสียงดังกว่าเดิม
   
              ขณะที่มวลชนเสื้อเหลือง กล่าวสำหรับผู้ที่มีอุดมการณ์จริง นับว่าน่าสงสารกว่า ย้อนอดีตไป 6 ปี หรือ 4 ปีที่แล้ว ตอนยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน แกนนำปลุกให้เชื่อว่า โค่น “ระบอบทักษิณ” แล้วบ้านเมืองจะใสสะอาดปราศจากคอร์รัปชั่น ขณะเดียวกันก็เสนอ “การเมืองใหม่” ปฏิเสธหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง
   
              ซึ่งไม่มีวันเป็นจริงได้เลย ต่อให้ชาติหน้ามีจริง มวลชนเสื้อเหลืองจึงเคว้งคว้าง หวังเหวิด เปิดเปิง โดยเฉพาะผู้ที่เชื่อศีลธรรมจรรยา แบบจารีตสุดขั้ว จะมองโลกเลวร้ายเสื่อมทรามลงไปทุกวัน ทำใจไม่ได้ ตายตาไม่หลับ
   
              และอย่าบอกว่ามวลชนเสื้อเหลืองไม่ตกเป็นเครื่องมือใคร เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ขยายอำนาจ “อำมาตย์” ที่อ้างความเป็นคนดี เข้ามายึดครององค์กรอิสระ องค์กรมหาชน สถาบันทางวิชาการต่างๆ ที่มีค่าตอบแทนสูงลิ่ว มีกำลังคน มีงบประมาณเหลือเฟือ บริหารเป็นเอกเทศ มิพักต้องพูดถึงกองทัพ ที่ คมช.ตั้งงบผูกพันพุ่งพรวดจากยุคทักษิณเกือบ 2 เท่า ซื้อเรือเหาะ ซื้อจีที 200 โดยไม่มีใครกล้าเอาผิด
   
              ซึ่งรัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาก็ไม่สามารถแตะต้องเครือข่ายเหล่านี้ ที่มีตัวบทกฎหมายคุ้มครอง อย่างเก่งก็ไปไล่รื้อบอร์ดรัฐวิสาหกิจเปลี่ยนคนของ ปชป.
   
              อำนาจที่แบ่งเป็น 2 ขั้วอยู่เหนือประชาชนนี้ ถ้าจะบอกว่านักการเมืองเสวยสุขจากการต่อสู้ของเสื้อแดง อำมาตย์ก็เสวยสุขจากการต่อสู้ของเสื้อเหลืองเช่นกัน
   
              ในสถานการณ์ที่ “ตรึง” กันอยู่ เพราะกระแสสังคมไม่ต้องการเห็นความปั่นป่วนวุ่นวาย เอื้อให้รัฐบาลอยู่ยาว แต่อยู่แบบแย่ๆ ไม่กล้าแตะ ไม่กล้ารื้อโครงสร้างอำนาจอีกขั้ว ที่จริงก็มีทั้ง 2 ด้าน ด้านดีคือ สังคมเริ่มมีสติ ปฏิเสธความสุดขั้วสุดโต่ง ยอมรับหลักประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานที่ใช้การเลือกตั้งตัดสินความขัดแย้ง แก้ไขปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไป
   
              แต่ด้านแย่คือ ถ้าสังคมไทยยังใช้วิธีซุกขยะใต้พรม พอใจกับการแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก ไม่ไปให้ถึงรากเหง้า วิกฤติ 6 ปีที่มีชาวบ้านตายทั้งสองฝ่ายก็จะไม่ให้อะไรเลย 2 ขั้วอำนาจอาจค่อยๆ ประนีประนอมกัน พลังมวลชนทั้งสองขั้วอาจอกหัก ผิดหวัง กลับบ้านใครบ้านมัน ถ้าลงเอยแบบนั้นก็น่าเศร้า
   
              ในด้านของมวลชนเสื้อแดง ต้องเริ่มคิดถึงการผลักดันทั้ง 2 ด้านคือ โครงสร้างประชาธิปไตยที่อำนาจมาจากการเลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ต้องตรวจสอบควบคุมได้ ซึ่งเป็นด้านที่เสื้อแดงยังไม่ค่อยพูดถึง เพราะยังรู้สึกว่ารัฐบาลเป็นของตัว เป็นพวกตัว ยังยึดการปกป้องรัฐบาลเป็นภารกิจหลัก
   
              ขณะที่เสื้อเหลืองต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ ที่จุดเริ่มต้นของพันธมิตร ซึ่งต่อต้านอำนาจนิยมและการทุจริต แต่ต้องอยู่ในกรอบของประชาธิปไตย ต้องกำหนดอุดมการณ์ใหม่ที่เป็นจริง ไม่ใช่เอาแต่ความเกลียดชัง คลั่ง จนไร้สติ อยากเห็นรัฐบาลถูกโค่นล้ม ด้วยวิธีไหนก็ได้
   
              ซึ่งทุกวันนี้แกนนำและสื่อ ตลอดจนฝ่ายค้าน ก็ยังปลุกกันอย่างนั้นอยู่ โดยไม่รับผิดชอบต่อมวลชนของตนเสียบ้างเลย ถ้าเขาต้องเข้าบำบัดจิตหรือตายตาไม่หลับจะว่าอย่างไร