
สืบวิถี'กระสุน'มัดแก๊งฆ่า'ช้างป่า'
สืบวิถี "กระสุน" มัดแก๊งฆ่า "ช้างป่า" : คลี่ปมปริศนา CSI Thailand โดยทีมข่าวรายงานพิเศษ
เชื่อว่าหลายคนยังจดจำกันได้.. เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เกิดคดีสะเทือนใจคนรักสัตว์ "ช้างป่า" ที่แก่งกระจานถูกฆ่าตายในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 2 ตัว ด้วยน้ำมือของพรานป่าที่ล่าช้างตามใบสั่งนายทุน เพียงเพราะความเชื่องมงายที่อยากครอบครอง งวง งา หาง และอวัยวะเพศของช้าง ที่หลงเชื่อกันว่าใครได้กินหรือได้ไว้ในครอบครองจะสร้างพลังทางเพศ และส่งผลดีต่อลาภยศทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง?!!
ยิ่งสาวลึกในคดีนี้ ยิ่งเกิดความสะเทือนใจยิ่งกว่า เมื่อรู้ว่าเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเข้าไปมีส่วนพัวพันกับการเผาทำลายซากช้างทั้ง 2 เหตุการณ์ เพื่อจะปิดบังอำพรางบางสิ่งบางอย่าง แต่ไม่เกินความสามารถของกระบวนการตรวจพิสูจน์ตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งคลี่คลายคดีสะเทือนใจนี้ได้สำเร็จ
ซากช้างป่าตัวแรก อายุประมาณ 25-30 ปี ถูกทิ้งไว้กลางป่าในพื้นที่บ้านห้วยแห้ง หมู่ 6 ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ในสภาพ งวง งา หาง และอวัยวะเพศหายไป ขณะที่ตำรวจเชื่อว่า ตายมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 วัน เพราะซากช้างเน่าส่งกลิ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ห่างจากจุดพบซากช้างตัวแรกประมาณ 2 กิโลเมตร ริมอ่างเก็บน้ำกระหร่าง 3 พื้นที่บ้านป่าแดง ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ตำรวจตรวจพบซากลูกช้างอายุประมาณ 3-5 ปี ถูกเผานั่งยางเหลือเพียงเศษอวัยวะบางส่วน
การตายของช้างป่าทั้งสองตัวได้รับความสนใจไปทั่วโลก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. (ขณะนั้น) มอบหมายให้ พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รองผบ.ตร. (รับผิดชอบงานสอบสวน) และ พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วยผบ.ตร. (เชี่ยวชาญงานพิสูจน์หลักฐาน) เข้าไปควบคุมสั่งการการทำงานของพนักงานสอบสวน รวมถึงเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน กลางผืนป่าจุดที่พบซากช้างถูกเผานั่งยาง
เจ้าหน้าที่ตรวจพบเศษลวดยางรถยนต์จำนวนมาก ผู้ลงมือเผาต้องใช้ยางรถยนต์ไม่น้อยกว่า 20 เส้น ซึ่งกลางป่าลึกและอยู่ในความดูแลอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน บุคคลภายนอกคงไม่สามารถนำยางรถยนต์มากมายเช่นนั้นเข้าไปในป่าได้
พนักงานสอบสวนจึงเชิญเจ้าหน้าที่อุทยานฯ มาให้ข้อมูลและยอมรับว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติป่าแก่งกระจานกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ลงมือเผาซากช้างตัวนี้ โดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ให้เหตุผลต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเป็นต้องเผาซากช้าง เนื่องจากใกล้แหล่งน้ำ หากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลทำให้เกิดโรคระบาดขึ้นในป่าละแวกนั้น สัตว์ป่าที่อาศัยแหล่งน้ำยังชีพอาจเจ็บป่วยล้มตาย
พร้อมกันนั้นเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ชุดดังกล่าวยังนำเปล ซึ่งอ้างว่าเป็นอุปกรณ์ที่คนร้ายใช้ผูกติดกับต้นไม้ เพื่อทำเป็นนั่งร้านคอยส่องสัตว์และน่าจะเป็นจุดที่คนร้ายใช้ซุ่มยิงช้างในมุมสูง แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน รวมถึงพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าวกลับพบว่า เปลที่ได้รับมอบมาอยู่ในลักษณะเปื่อย มีราขึ้น ไม่น่ารับน้ำหนักได้ ขณะเดียวกันจุดที่พบซากช้างไม่พบต้นไม้ใหญ่ที่คนร้ายสามารถปีนขึ้นไปนั่งรอยิงช้างได้
เมื่อตรวจสอบวิถีกระสุนพบว่า ที่กะโหลกช้างมีรอยกระสุนเข้าที่ด้านหน้าทะลุกกหู หมายความว่า ช้างหน้าจะถูกยิงจากแนวระนาบด้านหน้ามากกว่าจะถูกยิงจากมุมสูง ไม่สอดคล้องกับคำให้การของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ชวนให้สงสัยว่า เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ชุดนี้พัวพันกับการตายของช้างหรือไม่?
ที่สำคัญคือ "งาช้าง" อวัยวะล้ำค่าของช้างตัวนี้ จากการสอบถาม นายสุริยนต์ โพธิบัณฑิต ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ยืนยันว่า ได้เผาไปพร้อมกับซากช้างทั้งตัว เจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐานได้นำเถ้าถ่านและเศษกระดูกในจุดที่ช้างถูกเผาไปตรวจพิสูจน์ โดยการสกัดดีเอ็นเอ ร่อนตะแกรงหาหลักฐาน กลับไม่พบว่างาถูกเผาในกองเพลิงแต่อย่างใด
ประกอบกับคำให้การของชาวบ้านในละแวกที่เกิดเหตุ ยืนยันว่า ก่อนพบซากช้างไม่นาน เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้เข้ามาขอความช่วยเหลือให้ชาวบ้านรายนี้เลาะงาช้างให้ แต่ชาวบ้านรายนั้นปฏิเสธที่จะทำให้ เพราะกลัวความผิด จากหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุประกอบกับคำให้การของพยานรายนี้ มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้พนักงานสอบสวนขออำนาจศาลออกหมายจับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติรวม 5 คน
เมื่อศาลเห็นชอบให้ออกหมายจับศาลจังหวัดเพชรบุรี ที่ 9-13/2555 กล่าวหา นายสุริยนต์ โพธิบัณฑิต ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน, นายผล ถมยา, นายจินดา พวงมาลัย, นายมานะ นกแก้ว และ นายสุรินทร์ ไม้แก้ว ทั้ง 4 เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าประจำอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ในข้อหาร่วมกันทำให้เสียหายหรือทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด เพื่อช่วยให้ผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง (งาช้าง) โดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งสัตว์ป่าหรือซากของสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทำผิด อีกทั้ง นายสุริยนต์ ยังถูกแจ้งข้อหาเพิ่มตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
สำหรับช้างตัวแรกที่พบ พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมทีมสัตวแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันขุดซากช้างมาตรวจสอบอีกครั้ง โดยนำเครื่องตรวจสแกนหาหัวกระสุนปืนมาร่วมตรวจสอบด้วย จากการตรวจสอบครั้งนี้พบว่า รอยกระสุนที่พบบนกะโหลกช้างน่าจะเป็นรอยกระสุนปืนไรเฟิลชนิดยาง เป็นแผลในลักษณะถากๆ จากด้านหน้าไปด้านหลัง ซึ่งทีมสัตวแพทย์ชี้ว่า บาดแผลดังกล่าวไม่น่าจะระคายเคืองจนทำให้ช้างล้มได้
"ทีมสัตวแพทย์ใช้เครื่องสแกนหาหัวกระสุนในตัวช้าง เนื่องจากเบื้องต้นพบว่ามีรอยกระสุนบนกะโหลกช้างเพียงแห่งเดียว แต่สัตวแพทย์ให้ความเห็นว่า การยิงช้างให้ตายไม่น่าจะยิงครั้งเดียว การยิงช้างน่าจะใช้วิธีระดมยิง เมื่อช้างล้มถึงจะซ้ำที่หัว และจากการดูบาดแผลคาดว่าต้องเป็นกระสุนแบบไรเฟิลขึ้นไป และจ่อยิงไม่ใกล้เท่าไรนัก เพราะหากใกล้แผลจะใหญ่กว่านี้ จากการตรวจสอบของแพทย์พบว่า รอยกระสุนที่กะโหลกช้างถูกยิงถากๆ กระสุนแฉลบไม่เข้าในสมอง" พล.ต.ท.จรัมพร เปิดเผยขณะเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ
การขุดซากช้างมาตรวจหาหลักฐานเพิ่มในวันนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่พบหัวกระสุนปืนอาก้า ขนาด 7.62 มิลลิเมตร รัสเซียน เกลียวเวียนขวา ฝังอยู่ในกล้ามเนื้อทรวงอกด้านหน้าซ้ายของช้าง ทีมสัตวแพทย์ให้ความเห็นว่า บาดแผลดังกล่าวน่าจะทำให้ช้างเกิดอาการตกเลือดและตาย ส่วนการนำเนื้อเยื่อจากกระเพาะไปตรวจสอบหาสารพิษ เพื่อคลายข้อสงสัยว่าช้างถูกวางยาพิษก่อนตายหรือไม่นั้น ผลการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าไม่พบสารพิษแต่อย่างใด
เจ้าหน้าที่ชุดนี้ได้จำลองเหตุการณ์หาวิถีกระสุนตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ให้ข้อมูลว่าช้างถูกยิงจากมุมสูง โดยเจ้าหน้าที่ได้ต่อนั่งร้านให้มีความสูงเท่ากับตัวช้างขณะยืน แล้วนำหัวกะโหลกช้างตั้งไว้บริเวณที่ช้างนอนตาย จากนั้นได้นำเชือกมาขึงโยงจำลองวิถีกระสุนที่ยิง ปรากฏว่าไม่สอดคล้องกับบาดแผลที่พบบริเวณกะโหลก และทรวงอกของช้าง โดยบาดแผลที่พบในซากช้างจากการจำลองวิถีกระสุนช้างน่าจะถูกรุมยิงจากพื้นราบมากกว่า
หลักฐานที่พบในจุดเกิดเหตุ ผ่านขั้นตอนการพิสูจน์ตามหลักนิติวิทยาศาสตร์แล้วเชื่อได้ว่า ช้างทั้งสองตัวน่าจะถูกยิงในเวลาไล่เลี่ยกัน และจุดที่คนร้ายก่อเหตุน่าจะอยู่จุดเดียวกัน คือ บริเวณที่พบซากช้างตัวใหญ่ ส่วนลูกช้าง ซึ่งซากถูกเผานั่งยางนั้น น่าจะวิ่งหนีไปล้มในจุดที่ถูกเผาหลังถูกยิงจากบริเวณเดียวกันกับช้างตัวใหญ่
หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ผนวกกับการรวบรวมพยานหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ ทำให้ตำรวจสามารถติดตามจับกุม นายลูกแก้ว อุปถัมย์ อายุ 28 ปี และนายจันทร์ กัวพู้ ชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นพรานป่าล่าช้างตามใบสั่งนายทุน โดยตำรวจสามารถยึดปืนอาก้าได้จากบ้านพักของผู้ต้องหา เมื่อนำมาทดสอบการยิงแล้ว พบว่าเกลียวกระสุนตรงกับหัวกระสุนที่พบในตัวช้าง
หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ร่วมกับหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ ที่พนักงานสอบสวนรวบรวมได้มีน้ำหนักทำให้ศาลจังหวัดเพชรบุรี (ชั้นต้น) พิพากษาตัดสินจำคุกพรานป่าชาวกะเหรี่ยงทั้ง 2 คน ไปแล้วเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา โดยให้จำคุกทั้งสองเป็นเวลา 11 ปี ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง (ช้าง) โดยไม่รับอนุญาตและความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน แต่ทั้งสองสารภาพเป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดีศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน
ขณะที่นายทุนซึ่งพรานป่าทั้ง 2 คนให้การซัดทอดว่ารับซื้อซากช้างไปนั้น ถูกดำเนินคดีแล้ว 3 คน อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทั้ง 5 คน ซึ่งถูกจับกุมในข้อหาเผาทำลายซากช้าง!!
............................
(หมายเหตุ : สืบวิถี "กระสุน" มัดแก๊งฆ่า "ช้างป่า" คลี่ปมปริศนา CSI Thailand โดยทีมข่าวรายงานพิเศษ)



