
'อ่างเก็บน้ำน้ำปี้'ทางแก้น้ำท่วม
'อ่างเก็บน้ำน้ำปี้' ทางแก้น้ำท่วม ลดปริมาณน้ำลุ่มน้ำยมตอนบน : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
ไม่มีใครปฏิเสธว่าผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างหลายจังหวัดสู่ที่ราบลุ่มภาคกลางและกรุงเทพมหานครในช่วงปลายปี 2554 และล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้วก็เกิดอุทกภัยใหญ่อีกครั้งในพื้นที่ จ.สุโขทัย มาจากการล้นทะลักของแม่น้ำยม เนื่องจากเป็นลำน้ำเดียวในขณะนี้ที่ยังไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่กั้นลำน้ำไว้ จนรัฐบาลประกาศนโยบายการลงทุนบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ ภายใต้วงเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท
โดยในส่วนของลุ่มน้ำยมกรมชลประทานก็ได้มุ่งพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำยมตอนบนเพื่อเก็กกักน้ำในช่วงฤดูฝน ซึ่งมีปริมาณน้ำมาก จึงเป็นอีกแนวทางที่กรมชลประทานได้วางแผนเพื่อลดปริมาณน้ำไหลลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำ อันจะช่วยบรรเทาปัญหาการเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและหนึ่งในนั้นก็คือโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ ต.เชียงม่วน อ.เชียงม่วน จ.พะเยา ปิดกั้นห้วยน้ำปี้ ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำยมตอนบน ซึ่งขณะนี้ได้ศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วและจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ประมาณปี 2556
"เราไม่อยากเสียโอกาส เอาแต่รอ อะไรทำได้ก็ทำไปก่อน" ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการ กรมชลประทานกล่าวถึงความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ ซึ่งมีความจุ 96.25 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 55,000 ไร่ เป้าหมายหลักคือช่วยราษฎรในพื้นที่เป็นสำคัญ เดิมทีโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ กรมชลประทานได้วางแผนสร้างให้มีความจุอ่าง 27 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างเดียว แต่ช่วงปลายปี 2554 ได้เกิดน้ำท่วมใหญ่เข้ามาเป็นปัญหาใหญ่ผสมด้วย ดังนั้นจึงต้องศึกษาทบทวนใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพและสถานการณ์ที่พ่วงเอาปัญหาน้ำท่วมมาร่วมด้วย
"คล้ายๆ กับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เรามีข้อจำกัดในการสร้างอ่างเก็บน้ำที่มีความจุน้อยกว่าปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปี เพราะเกรงจะมีผลกระทบต้องเวนคืนพื้นที่ชาวบ้านในพื้นที่อ่างเก็บน้ำจำนวนมาก แต่พอถึงหน้าน้ำแป๊บเดียว น้ำก็เต็มอ่างเขื่อนป่าสัก ทำให้ต้องเร่งระบายเร็วขึ้น" สมเกียรติกล่าวเปรียบเทียบ พร้อมยกข้อจำกัดของเขื่อนป่าสักทำให้กรมชลประทานต้องวางแผนวางโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำด้านเหนือเขื่อนป่าสักขึ้นไปอีกเพื่อตัดยอดน้ำด้านบนเพิ่มเติมแทน
"อ่างเก็บน้ำน้ำปี้ก็เช่นกัน แผนเดิมกำหนดขนาดความจุอ่างเพียง 27 ลูกบาศก์เมตรเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งอย่างเดียว แต่พอมีน้ำท่วมเติมเข้ามาก็ทำให้ต้องหันกลับไปทบทวนใหม่ ถ้าเพิ่มความจุอ่างได้ 96 ล้านลุกบาศก์เมตร โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ก็จะเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ช่วยราษฎรทั้งแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ปัญหาน้ำท่วม การขยายพื้นที่ชลประทาน อาจรวมถึงการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วย" ดร.สมเกียรติ กล่าวย้ำ
ธนา สุวัฑฒน ผู้อำนวยการส่วนวางโครงการ สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทานย้อนอดีตความเป็นมาระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ความคืบหน้าว่าเขตพื้นที่ อ.เชียงม่วน จ.พะเยา มักประสบปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในฤดูแล้งและฝนทิ้งช่วง เมื่อปี 2519 ราษฎรจึงร้องเรียนปัญหานี้ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานพิจารณาดำเนินการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
จากนั้นกรมชลประทานจึงทำรายงานเบื้องต้น โดยกำหนดให้ที่ตั้งเขื่อนอยู่เหนือฝายน้ำปี้ประมาณ 1 กิโลเมตรตามที่ราษฎรร้องขอ ซึ่งสามารถช่วยเหลือการขาดแคลนน้ำของราษฎรในเขต อ.เชียงม่วน จ.พะเยาได้ แต่ยังขาดข้อมูลแผนที่รายละเอียดภูมิประเทศและรูปตัดลำน้ำ บริเวณหัวงานเขื่อน สำหรับใช้ประกอบการพิจารณาวางโครงการ ซึ่งได้ดำเนินการจัดทำเพิ่มเติมในเวลาต่อมา
ในปี 2541 กรมชลประทานได้สรุปผลการศึกษาโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้และได้จัดทำรายงานการวางโครงการแล้วเสร็จในปีเดียวกัน รวมทั้งได้ว่าจ้างที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
"ปลายปี 2554 ได้เกิดฝนตกหนักในลุ่มน้ำยมส่งผลให้เกิดน้ำท่วมด้านท้ายน้ำ โดยรัฐบาลประกาศนโยบายการลงทุนบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ ภายใต้วงเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท โดยในส่วนของลุ่มน้ำยมมุ่งพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำยมตอนบนเพื่อเก็กกักน้ำในช่วงฤดูฝน ซึ่งมีปริมาณน้ำมาก"
ธนาย้ำว่ากรมชลประทานได้พิจารณาศักยภาพของอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ อ.เชียง จ.พะเยา ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำยมอีกครั้งและพบว่ามีศักยภาพน่าจะสามารถเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้นได้ จึงมอบหมายให้สำนักบริหารโครงการดำเนินการศึกษาทบทวนการเพิ่มปริมาณการเก็บน้ำ จากเดิมวางแผนเก็บกักน้ำที่ความจุ 27.81 ล้านลูกบาศน์เมตร เพิ่มเป็น 96.25 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมขยายพื้นที่รับประโยชน์จาก 9,650 ไร่เป็น 55,000 ไร่
ขณะที่ เทวฤทธิ์ โกยโภไคสวรรค์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูนาง กล่าวถึงพื้นที่โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าพื้นที่อ่างเก็บน้ำของโครงการส่วนหนึ่งอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติดอยภูนาง สภาพโดยทั่วไปเป็นป่า ประกอบด้วยป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง บางพื้นที่มีการทำไร่ปลูกต้นยูคาลิปตัส โดยทั่วไปเป็นป่าไม่สมบูรณ์ เนื่องจากเป็นป่าผ่านการทำไม้มาก่อน ป่าค่อนข้างโปร่งบางพื้นที่รกร้าง ส่วนการทำเกษตรในบริเวณนี้ยังมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามที่ราบลุ่มริมลำน้ำเป็นเกษตรกรจำพวกพืชไร่และทำกันในช่วงฤดูฝน
โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ ต.เชียงม่วน จ.พะเยา ไม่เพียงช่วยลดระดับปริมาณน้ำในลุ่มน้ำยมตอนบนในช่วงฤดูฝนเท่านั้น แต่ยังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนในภาคเกษตรช่วงหน้าแล้งได้อีกด้วย
--------------------
จากข้อมูลสำนักทะเบียราษฎร์ อ.เชียงม่วน จ.พะเยา ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 49,680 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนาปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ยาสูบและรับจ้างหลังเก็บเกี่ยว ฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างยากจน มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีต่ำสุดของภาคเหนือ
ทองสัง คำลือ อยู่บ้านเลขที่ 320 หมู่ 3 บ้านปัน ต.เชียงม่วน อ.เชียงม่วน จ.พะเยา มีอาชีพทำนาบอกว่าจากอดีตจนปัจจุบันทำนาได้และครั้งเท่านั้น โดยอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว ในขณะช่วงหน้าแล้งต้องทิ้งพื้นที่นาออกไปทำงานรับจ้างเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว เนื่องจากในพื้นที่ไม่มีน้ำปลูกพืชอะไรก็ไม่ได้เช่นเดียวกับเพื่อนบ้าน ซึ่งไม่ต่างกับตนเอง แต่หากมีการสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ขึ้น ไม่เฉพาะชาวบ้านใน ต.เชียงม่วนเท่านั้น แต่ทั้งจ.พะเยา จะได้รับประโยชน์จากน้ำในอ่างดังกล่าวด้วยเช่นกัน
ปัญหาของทองสัง ไม่ต่างจาก วรพล มั่งมูล อยู่บ้านเลขที่ 85 หมู่ 3 บ้านปัน ต.เชียงม่วน อ.เชียงม่วน จ.พะยา มีอาชีพทำไร่ข้าวโพดและทำนา ซึ่งมีปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งเช่นกัน เผยว่าใน ต.เชียงม่วน มักประสบปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและมีปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง ดังนั้นการสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ จะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องน้ำให้คนในพื้นที่ อ.เชียงม่วน ได้เป็นอย่างดี
--------------------
('อ่างเก็บน้ำน้ำปี้' ทางแก้น้ำท่วม ลดปริมาณน้ำลุ่มน้ำยมตอนบน : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



