
'อิสตรี'เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นสันติภาพ
ที่นี่บัวแก้ว : สัมผัสแห่งอิสตรี เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นสันติภาพ : โดย...นันทิดา พวงทอง
"น่านน้ำทะเลจีนใต้ ควรเป็นดินแดนแห่งโอกาสเพื่อความร่วมมือกันมากกว่าความขัดแย้ง บางทีดิฉันอาจจะใช้ความเป็นผู้หญิงเข้าไปแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ และสนใจเรื่องที่เราสามารถปฏิบัติร่วมกันได้มากกว่าเรื่องที่ทำให้แตกแยก" นี่เป็นประโยคเด็ดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวภายในงานเลี้ยงเอเชีย โซไซตี้ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ในการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ ดูจากความมาดมั่นของนายกฯ ยิ่งลักษณ์แล้ว เชื่อว่า นายกฯ ตั้งใจและต้องการใช้คำว่า "Woman's Touch" เพื่อใช้ความเป็นผู้หญิงมาช่วยลดปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ที่เรื้อรังมานานนับสิบปี โดยไม่น่าจะพูดผิดหรือพูดเพี้ยนไปอย่างที่เคยเกิดขึ้น อีกทั้ง ยังเชื่อว่า นายกฯ คงต้องการชูไอเดียบรรเจิดนี้ ด้วยการใช้ลักษณะเฉพาะของผู้หญิงที่ผู้ชายไม่มี ทั้งความใส่ใจในรายละเอียด ความยืดหยุ่น ประนีประนอม และการใช้คำพูดที่อ่อนหวานอ่อนโยนภาษาดอกไม้เข้าเจรจาไกล่เกลี่ยให้หันหน้าเข้าหากัน
ตามหลักการทั่วไป ในการแก้ไขความขัดแย้งที่มีความซับซ้อน และมีความแตกต่างทางความคิดเห็น ในเรื่องการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ที่ต้องใช้กลยุทธ์ในการโน้มน้าวใจเข้าไกล่เกลี่ยเจรจานั้น เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า "จับความรู้สึกของความเป็นมนุษย์" (Human's Touch) ที่เป็นแนวคิดช่วยเสริมสร้างให้เกิดความเข้าใจ และเข้าถึงระหว่างกัน แต่การใช้ความเป็นผู้หญิงมาช่วยลดความขัดแยัง ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ และเพิ่งเคยเห็นผู้นำไทยประกาศใช้เป็นชาติแรก
อย่างไรก็ดี ทั้งนักวิชาการและผู้สันทัดการเมืองระหว่างประเทศรีบเตือนกระทรวงบัวแก้วว่าอย่าผลีผลามรีบรับลูกไปปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการหน้าแตกเย็บไม่ติด เพราะต่างประเทศคงไม่ชินชาแบบเดียวกับคนไทยที่เห็นนายกฯ พูดผิดซ้ำซากหรือไร้เดียงสาทางการเมืองจนไม่อยากถือสา ในเมื่อรู้ๆ กันอยู่ว่าการเมืองระดับโลกนั้นเป็นการเมืองที่ไม่แยกหญิงและชาย หากดูกันที่ความสามารถ การรู้ทันสถานการณ์ และการประสานผลประโยชน์ของประเทศเข้ากับผลประโยชน์ร่วมของทุกฝ่ายได้อย่างลงตัว
โดยเฉพาะวิกฤติการณ์ทะเลจีนใต้ เป็นเรื่องสุดแสนละเอียดอ่อนเพราะเกี่ยวพันกับประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนกับจีน ถ้าดำเนินการผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ไม่ใช่แต่จะหาเหาใส่หัวเท่านั้นอาจจะเป็นการทำลายมิตรและสร้างศัตรูขึ้นมาแทนก็ได้
สำหรับปัญหาข้อพิพาททะเลจีนใต้ นับว่า ร้ายแรงฉกาจฉกรรจ์อยู่ เนื่องจาก 4 ใน 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และบรูไน ตกอยู่ในความขัดแย้งจากการอ้างสิทธิ์ในดินแดนเหนือทะเลจีนใต้
แม้ว่า ในขณะนี้ทางอินโดนีเซีย ได้แสดงบทบาทรักษาแผลใจ ด้วยการจัดให้ประเทศในอาเซียนที่อยู่กลุ่มพิพาททะเลจีนใต้ได้พบปะกันเองก่อน แต่ก็ดูจะไม่ค่อยเป็นผลในทางบวกเท่าไรนัก
ในระยะผ่านมามานี้ ไทยลดบทบาทในอาเซียนลงไปมาก และในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้ประสานงานระหว่างอาเซียน-จีน ก็ยังไม่มีข้อเสนอเจ๋งโดนใจให้ประเทศคู่พิพาทโอนอ่อนได้เลยก็ตาม
หากแต่ในวันนี้ ประเทศไทยจะปรับลุคตัวเองใหม่ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์อ้างว่าประเทศไทยก็มีความชอบธรรมในเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลหลักๆ ใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ไทยเป็นสมาชิกอาเซียน และไม่ได้เป็นประเทศที่มีปัญหาพิพาทในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะเป็นตัวกลางที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในปัญหาดังกล่าว 2.ขณะนี้ ไทยรับหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานระหว่างอาเซียน-จีน อย่างเป็นทางการ และ 3.ไทยเป็นมิตรกับทุกประเทศ ทั้งที่มีความสัมพันธ์ที่ยาวนานใกล้ชิดกับจีน และภาพลักษณ์ไทยโดยรวม เราเป็นที่รักในหมู่มิตรประเทศอาเซียน
เป็นเรื่องถูกต้องที่ไทยจะพลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส อีกทั้งยังช่วยให้ทะเลจีนใต้เกิดความสงบและสันติขึ้น สิ่งที่ควรจะทำต่อหลังจากนี้ก็คือประเทศไทยควรมีข้อเสนอหรือการริเริ่ม นำไปสู่การแก้ไขปัญหา อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการบรรเทาความขัดแย้ง เพื่อไม่นำไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
--------------------
(ที่นี่บัวแก้ว : สัมผัสแห่งอิสตรี เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นสันติภาพ : โดย...นันทิดา พวงทอง)



