ข่าว

'นิติราษฎร์'เล็งเสนอรธน.ฉบับใหม่

'นิติราษฎร์'เล็งเสนอรธน.ฉบับใหม่

30 ก.ย. 2555

'นิติราษฎร์' เตรียมเสนอรธน.ฉบับใหม่สู่สาธารณชน เล็งใช้ฉบับก่อน 2490 เป็นแบบ ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซัดรายงานคอป.โทษนักการเมือง ต้นเหตุคอรัปชั่น ถามเหตุใดไม่โทษ 'องคมนตรี-ศาล-ทหาร' ทั้งที่มีปัญหาคอรัปชั่นเช่นกัน

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 30 ก.ย. 55  ได้มีการเสวนาในหัวข้อ "รัฐประหารกับระบอบรัฐธรรมนูญ" โดยมีนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นายฐาปนันท์ นิพิฎฐกุล และนายปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ร่วมเสวนา ทั้งนี้ นายวรเจตน์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของคณะนิติราษฎร์ในปีแรก เป็นการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับวิทยากร มีการเชิญวิทยากรจากภายนอกเข้ามาร่วมทำงานและให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ซึ่งก็ได้รับความสนใจมากพอสมควร แต่พอเริ่มเข้าปีที่สอง แม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะได้รับความสนใจแต่ก็พบว่ายังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงเท่าไรนัก โดยข้อเสนอล่าสุดที่กลุ่มนินิราษฎร์เสนอคือ การยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ ก็ส่งผลให้การดำเนินการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ต้องหยุดชะงักลง โดยข้อเสนอของเราในการยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญได้รับการไตร่ตรองมาดีที่สุดแล้ว เพราะหากยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญก็จะให้หลายสิ่งสามารถเคลื่อนไหวต่อไปได้

          นายวรเจตน์ กล่าวต่อว่า แม้ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาจะไม่ได้รับการตอบสนอง แต่เราก็จะพยายามผลักดันข้อเสนอของเราอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกัน คือ เผยแพร่ให้ได้มากที่สุดเพื่อผลักดันให้ฝ่ายการเมืองนำข้อเสนอของเราไปใช้ในอนาคตให้ได้ โดยกิจกรรมที่จะทำต่อไปคือ จะเสนอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน

          นายวรเจตน์ กล่าวว่า ตนมองว่าการรัฐประหารได้ส่งผลกระทบต่อระบบกฎเกณฑ์กฎหมาย โดยเห็นว่ารัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2490 เป็นต้นแบบของรัฐประหารที่เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนรัฐประหารปี 2490 กฎเกณฑ์การถ่วงดุลของสถาบันทางการเมืองได้มาตรฐานสากลพอสมควร แต่หลังรัฐประหารครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญหลายเรื่อง เกิดองคมนตรี เข้ามาทำหน้าที่สำเร็จราชการ กำหนดห้ามยกเลิก-แก้ไขกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ และอำนาจในการวีโต้กฎหมายของสถาบัน ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้สืบต่อมาถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน นี่จึงเป็นที่ มาที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้กลับไปใช้แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางก่อนปี 2490 เพราะเป็นการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับองค์กรทางการเมือง ที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยมากที่สุด ซึ่งกลุ่มนิติราษฎร์เคยเสนอที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาโดยจะนำรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับที่เกิดการรัฐประหาร 8 พ.ย. 2490 มาเป็นแบบอย่าง เพราะรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่พูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นประชาธิปไตยตามหลักสากลยอมรับ 

          นายวรเจตน์ กล่าวต่อว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แตกต่างจากปี 2550 แท้จริงแล้วไม่ต่างเลย กฎเกณฑ์เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์เหมือนกับ ปี 2534 และ 2550 ทุกตัวอักษร ซึ่งในขณะนี้เรากำลังจะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีข้อห้ามที่ว่าแตะต้องหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยในช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มีการพูดถึงว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีการแตะต้องหมวดสภาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ ซึ่งรัฐบาลก็ยืนยันว่าไม่มีการแตะต้องโดยรัฐธรรมนูญ ปี 50 ห้ามแก้ไข 2 เรื่อง คือรูปแบบของรัฐ และระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือว่าการที่รัฐบาลยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา โดยที่ไม่แตะหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นการกระทำที่มากเกินกว่ารัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดไว้

          นายวรเจตน์ กล่าวอีกว่า การรัฐประหารปี 2490 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2492 ได้ทำให้กฎเกณฑ์สถาบันพระมหากษัตริย์ฝังรากลงแน่นในรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่มีการรัฐประหารแต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ตามมาจนถึงปัจจุบัน โดยที่ไม่สามารถแก้ไขได้ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้มันมากกว่าการเขียนในรัฐธรรมนูญว่าห้ามแก้สถาบันพระมหากษัตริย์อีก จึงถือเป็นความสำเร็จสูงสุดในปี 2490 ตนคิดว่า การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นความรุนแรงอย่างมาก เพราะต่อไปไม่ว่าจะปฏิรูปรัฐธรรมนูญอย่างไร ก็ไม่สามารถที่จะแตะหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อีก ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้ระบุไว้ก็ เพราะได้ปลดล็อคโดยสำนึกจากรัฐประการ 2490  ดังนั้นถ้าอยากให้ประเทศเกิดการปรองดองอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ องคมนตรี องค์กรทางการเมือง ตุลาการ องค์กรอิสระ และกองทัพ เพื่อให้เกิดการปรองดองอย่างแท้จริง โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มนิติราษฎร์ ได้แสดงแนวคิดสู่สาธารณและนำมาดีเบตเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่ารูปแบบใดดีกว่ากัน

          นายวรเจตน์ กล่าวว่า ทั้งนี้มองว่า รัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งมาอย่างชอบธรรม ถือว่ามีอำนาจในทางบริหารอย่างเต็มที่ แต่การบริหารประเทศใน 1 ปีที่ผ่านมา กลับบริหารประเทศแบบกล้าๆ กลัวๆ เหมือนกลัวเดินไปเหยียบกับระเบิด รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะต้องมีความกล้าหาญในการบริหารประเทศมากกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมดำเนินอยู่ต่อไป

          ด้านนายปิยบุตร กล่าวตอนหนึ่งว่า การสร้างคำอธิบายของนักกฎหมายรัฐธรรมนูญเรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุข อาจจะแบ่งได้เป็น 2 ยุค คือ ยุคอภิวัฒน์สยามกับอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ในช่วงนี้มีการรณรงค์ให้ประชาชนได้รู้และเข้าใจเรื่องระบอบประชาธิปไตยและ รัฐธรรมนูญ นักกฎหมายแบบคณะราษฎรได้ผลิตตำราจำนวนมากเพื่อประกอบการสอน ตั้งอยู่บนฐานแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม แต่รัฐธรรมนูญสมัยใหม่ กลับปลูกฝังอุดมการณ์กษัตริย์นิยมเข้าไป ผ่านระบอบเผด็จการ ภายหลังคณะราษฎร ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรให้เกียรติไปถามพระปกเกล้าฯ ว่าท่าน ยังยินยอมกลับมาเป็นกษัตริย์หรือไม่ ถ้าไม่ตกลงจะเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ ไทยจึงเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นกษัตริย์กลายเป็นสถาบันทางการเมืองหนึ่ง เหมือนสถาบันการเมืองอื่นๆ โดยวางให้เป็นประมุขของรัฐ แต่ก็มีคำโต้แย้งว่า ทำไมต้องเอาธรรมนูญฉบับแรกไปให้พระปกเกล้าลงนาม แล้วทำไมต้องไปขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะอธิบายได้ว่า ในประกาศคณะราษฎรก็แจ้งชัดแล้วว่า ให้ตอบว่าจะกลับมาเป็นกษัตริย์ภายใต้ระบอบใหม่หรือไม่ แสดงว่าพระปกเกล้ายอมเปลี่ยนตัวเองจาก อำนาจอันล้นพ้น มาอยู่ใต้ระบอบใหม่ อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศไทยนั้นมีการทำรัฐประหารหลายครั้ง ปัญหามีอยู่ว่าจะจัดความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับคณะรัฐประหารอย่างไร แล้วเหตุใดต้องให้สถาบันกษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยในธรรมนูญของคณะรัฐประหาร

          "ผมเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองคือการเริ่มต้นชีวิตของรัฐแบบใหม่ กษัตริย์คือตำแหน่งทางการเมืองที่ระบอบใหม่อนุญาตให้อยู่ต่อ ดังนั้นหากเราย้อนกลับไปหาความเป็นเจ้าของอำนาจ ท่านจะเจอประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอยู่ดี การอ้างว่าไม่อาจจะขาดกษัตริย์ได้เลย เป็นประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นแบบเดียวกับประชาชน ซึ่งคำประกาศของคณะราษฎร ก็ระบุชัดเจนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนเสมอมา และเป็นตลอดกาล เพียงแต่บางช่วงบางตอนถูกแย่งชิงไป อย่างไรเสียวันหนึ่งประชาชนก็จะเอากลับคืนมาจนได้"

          ขณะที่นายฐาปนันท์ กล่าวว่า นายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายถึงข้อตกลงระหว่างกษัตริย์กับคณะราษฎร์ภายหลังวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยนายปรีดี ระบุว่า อำนาจอธิปไตยสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย ดังนั้น จึงหมายความว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ซึ่งในพระไตรปิฏกก็ได้เขียนไว้ว่าประชาชน ราษฎร มีมาก่อนผู้ปกครองและผู้ปกครอง ได้รับการแต่งตั้งจากประชาชน ดังนั้นอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนไม่ใช่ของผู้ปกครอง จึงอยากให้เขาเหล่านั้นกลับไปอ่านพระไตรปิฎกให้เข้าใจ จึงอยากย้ำว่าหากมีรัฐประหารเกิดขึ้นพวกเราจะทวงอำนาจประชาธิปไตยของประชาชนกลับคืนมา เพราะอำนาจและเจตจำนงช่วงประชาจักรคือปราการต้านรัฐประหาร

          ทั้งนี้ในช่วงท้ายของการเสวนา กลุ่มนักวิชาการนิติราษฎร์ได้อภิปรายวิพากษ์ผลรายงานการศึกษาของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) โดย น.ส.สาวิตรี สุขศรี อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายอาญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า คอป.ไม่ใช่ผลพวงของรัฐประหารแต่เกิดจากรัฐบาลที่มาจากผลพวงของรัฐประหาร ซึ่งในรายงานพบว่าในจำนวน 300 หน้าพยายามอธิบายปัญหาที่คอป. มองถึงปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งเป็นการสรุปปัญหาจากเอง ทั้งนี้ในรายงานระบุถึงการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ คือคดีซุกหุ้นเท่านั้น โดยที่ไม่มีการพูดถึงคดีอื่นๆ เลย ประเด็นต่อมาคอป.ยก เรื่องการอ้างสถาบันขึ้นมา โดยระบุว่าควรหยุดอ้างสถาบันเพื่อประโยชน์ทางการเมืองได้แล้วเพราะสิ่งเหล่า นี้มันก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมา ส่วนสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาคอรัปชั่นในรายงานพยายามบอกว่านักการเมืองเป็นต้นเหตุ จึงแปลกใจว่าทำไมไม่ยอมบอกว่าศาล ทหาร องค์กรอิสระ รวมถึงองคมนตรี ก็มีปัญหาเรื่องคอรัปชั่นเช่นกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ควรถามกลับไปยังคอป. อีกทั้งการสรุปเรื่องชายชุดดำ ว่ามีความสัมพันธ์กับกลุ่มคนเสื้อแดง จึงมองว่าลักษณะการเขียนรายงานเช่นนี้นำไปสู่การตัดสินอะไรบางอย่างว่า ชายชุดดำ คือ เสื้อแดง จึงต้องข้อสังเกตว่าสรุปรายงานแบบนี้ไม่ได้ เพราะคอป.ควรสรุปให้แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างมากกว่า