
'อภิสิทธิ์'ชี้'ยงยุทธ'ขาดคุณสมบัติสส.
'อภิสิทธิ์' ชี้ 'ยงยุทธ' ขาดคุณสมบัติ สส. ยัน ใช้กรณี 'สัก' เทียบไม่ลาออกไม่ได้ เผย "ครม. ปู" โกงชาติหวั่นปล่อยไว้ 4 ปี ปท.ล้มละลาย ตั้งปมขุดลอกท่อเจอ 'ทราย-หิน' หวังโยนผิดกทม. ติงกู้เพิ่มเกินจำเป็น เตือนอย่าดึงขรก.เอี่ยวการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังไม่ลาออกจากการเป็น ส.ส.หลังลาออกจากการเป็นรองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.มหาดไทย ว่า พรรคมีความเห็นว่า นายยงยุทธ ขาดคุณสมบัตินี้ไปแล้ว ซึ่งต้องว่าไปตามกระบวนการ แต่การลาออกจากรองนายกฯเเละรมว.มหาดไทย ถือเป็นการลดแรงกดดันเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในการทำงานของรัฐบาล แต่ปัญหากรณีคุณสมบัติถ้าพิจารณาโดยข้อกฎหมายก็ต้องขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ด้วย
"ในเรื่องของกฎหมายก็มีคนไปยื่นเรื่องไว้แล้ว ในส่วนของพรรคจะมีการประชุมในวันที่ 1 ต.ค. ที่จะหารือต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งฝ่ายกฎหมายเองก็ยกร่างเรื่องไว้เรียบร้อยแล้ว การที่พรรคเพื่อไทย อ้างถึงกรณีนี้เทียบเคียงกับนายสัก กอแสงเรือง อดีต ส.ว. ผมจำไม่ได้ว่า กรณีนายสักขาดคุณสมบัติอย่างไร แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ นายยงยุทธขาดคุณสมบัติอย่างไร สุดท้ายต้องให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย เพราะผลจากการชี้มูลของ ป.ป.ช. ต้องเดินหน้าต่อ ที่มีในส่วนของการเมืองและคดีอาญา สังคมควรต้องจับตาดูเพราะเรื่องทางอาญาต้องไปจบที่ศาลเช่นเดียวกัน แต่จุดเริ่มต้นอยู่ที่อัยการ ที่ต้องทำงานร่วมกับ ป.ป.ช. โดยยึดสำนวนของป.ป.ช.เป็นหลัก"
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องมาโดยตลอดกรณีของรัฐบาลนี้ค่อนข้างชัด ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน , ป.ป.ช.หรือแม้กระทั่งมีเรื่องเกี่ยวพันไปถึงศาล ก็พยายามสร้างกระแสกดดันหรือหาช่องทางที่ไม่ยอมรับการใช้อำนาจขององค์กรเหล่านี้ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับการตรวจสอบ ถ้ารัฐบาลต้องการให้สังคมต่อสู้กับการทุจริตคอรัปชั่น การใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างจริงจังต้องเปลี่ยนทัศนะคติที่เกี่ยวข้องกับองค์กรตรวจสอบ ไม่ใช่เฉพาะกับแค่องค์กรอิสระเท่านั้น แต่รวมไปถึงการทำงานของฝ่ายค้านนักวิชาการและสื่อมวลชน
เมื่อถามว่า การลาออกของนายยงยุทธ พรรคเพื่อไทยยังพยายามใช้คำว่า เสียสละ แทนที่จะยอมรับว่า ขาดคุณสมบัติ เพราะถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่า มีความผิดจะส่งผลอะไรต่อค่านิยมทางสังคมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในที่สุด ถ้าศาลตีความมา ก็จะเป็นบรรทัดฐานจะได้ทราบชัดเจนว่า การชี้มูลที่มีปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายล้างมลทินจะต้องวินิจฉัยอย่างไร ซึ่งถือว่า เมื่อนายยงยุทธลาออก ก็ไม่อยากลงรายละเอียดว่า ลาออกเพราะแสดงความรับผิดชอบหรือจำนนต่อข้อกฎหมาย แต่จะเปรียบเทียบถ้าเป็นรัฐบาลที่ตนเป็นนายกฯ ในกรณีในลักษณะนี้ต้องลาออกตั้งแต่ ป.ป.ช.ชี้มูลแล้ว คงไม่ต้องรอถึง อ.ก.พ. แต่เมื่อนายยงยุทธออกแล้วก็เท่ากับฝ่ายบริหารปลดปัญหานี้ออกไป จากนั้นก็ต้องดู น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะปรับครม.อย่างไรหรือไม่ ซึ่งยืนยันว่า รัฐบาลต้องปรับทัศนะคติในเรื่องขององค์กรตรวจสอบ และต้องพยายามสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองด้านจริยธรรมมากกว่าที่บริหารงานมา 1 ปีเศษ
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ ป.ป.ช. ชี้ที่ดินอัลไพน์เป็นที่ธรณีสงฆ์ จะต้องกลับไปทำให้ถูกต้องตามกฎหมายว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทำให้ถูกต้อง ซึ่งผู้ที่มีอำนาจทางกฎหมาย ไม่แน่ใจว่า จะเป็นอธิบดีกรมที่ดินหรือปลัดกระทรวงมหาดไทย เรื่องนี้ก็ต้องดำเนินการต่อไป ส่วนที่มีการสร้างกระแสข่าวว่า หากทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยคืนที่ดินให้เป็นที่ธรณีสงฆ์จะต้องจ่ายชดเชยให้เอกชนถึง 1 หมื่นล้านบาท ถือเป็นหน้าที่ของหน่วยงานในการไปดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ถ้าในทางกฎหมายชี้ชัดว่า สถานะของที่ดินเป็นอย่างไร ก็ต้องเป็นอย่างนั้น
เมื่อถามว่า เอกชนระบุว่า มีผลกระทบกับเอกชนที่ลงทุนไปแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรณีที่เอกชนจะไปเรียกร้องสิทธิก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง แต่จะบอกว่า ถ้าเอกชนเรียกร้องค่าชดเชยแล้วจะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้ เพราะสุดท้ายถ้าตัวเลข 1 หมื่นล้านบาทเป็นความเสียหายที่ต้องชดเชยจริง ก็ต้องย้อนกลับว่า ใครเป็นคนทำให้เสียหาย เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ต้องไปไล่เบี้ยเอา เพราะระบบกฎหมายของเราเป็นอย่างนี้ชัดเจน เพราะฉะนั้นคนที่กระทำผิดสุดท้ายก็ต้องเป็นคนรับภาระเหล่านี้เอง ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่จบ เราต้องช่วยกันสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจ มิเช่นนั้น จะเป็นปัญหาทั้งการเมืองและการขัดแย้งโดยไม่จำเป็น แต่ถ้ามีการสร้างบรรทัดฐานที่ดี และทุกฝ่ายยอมรับกระบวนการตรวจสอบทุกอย่างก็จะราบรื่น
ยัน 'ยงยุทธ' ใช้กรณี 'สัก' เทียบไม่ลาออกจากส.ส.ไม่ได้
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แต่นายยงยุทธยังคงมีตำแหน่งเป็น ส.ส.และหัวหน้าพรรคเพื่อไทยอยู่ว่า เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติของส.ส. เชื่อว่า นายยงยุทธขาดคุณสมบัติในการเป็น ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 (6) เพราะมีคุณสมบัติต้องห้ามเนื่องจากเคยถูกไล่ออกหรือปลดออกจากราชการหรือรัฐวิสาหกิจ แต่ปรากฏว่า นายยงยุทธลาออกเฉพาะการเป็นรัฐมนตรีแต่ไม่ได้ลาออกจากการเป็น ส.ส. ส่วนการที่นายยงยุทธอ้างกรณีนายสัก กอแสงเรือง อดีต ส.ว. สรรหา ขาดคุณสมบัติ แต่สามารถทำหน้าที่จนศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดให้สิ้นสุดการเป็น ส.ว. นั้นนายยงยุทธ คงรับข้อมูลที่บกพร่องมาจากคนรอบข้าง หรือไม่ได้ศึกษากรณีของนายสักอย่างละเอียด
"ทั้งสองกรณีแตกต่างกัน โดยกรณีนายยงยุทธ มีการยุติแล้วตั้งแต่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.)กระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้ไล่ออก ดังนั้นไม่ต้องมีหน่วยงานใดมาตีความอีก ตำแหน่งส.ส.ของนายยงยุทธ จึงต้องสิ้นสุดไปทันทีจะอ้างกรณีนายสักไม่ได้ เพราะกรณีนายสักมีปัญหาเรื่องข้อเท็จจริงในการนับวันเวลาในการทำหน้าที่ ส.ว. และเรื่องวันเวลายังไม่มีมีข้อยุติจนมีการยื่นเรื่องตีความของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นปัญหาถกเถียงระหว่างคณะกรรมการกลั่นกรองคุณสมบัติ ส.ว.กับกกต. เมื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาจึงมีคำวินิจฉัยการถกเถียงเรื่องวันเวลาเข้ารับตำแหน่งเป็นเรื่องที่ต้องรอข้อยุติจากศาล จึงต่างจากนายยงยุทธไม่สามารถเอามาเทียบเคียงกันได้"
นายองอาจ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ยังไม่มีการปรับครม.นั้น เชื่อว่า อย่างไรก็ต้องมีการปรับครม.เกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งปัญหาการแย่งชิงเก้าอี้จะหนักหน่วงรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ แต่การที่นายกฯต้องรีบบอกว่า จะไม่มีการปรับครม.ทันทีหลังกลับจากต่างประเทศ น่าจะมาจากเหตุผลว่าขณะนี้มีการวิ่งเต้นขัดแข้งขัดขากันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเก้าอี้รมว.มหาดไทย จึงจำเป็นต้องออกมาบอกว่า ไม่มีการปรับ ครม. เพื่อให้การแย่งชิงเก้าอี้เบาบางลง แต่เชื่อว่า ไม่เบาบาง เพราะมีการวิ่งเต้นต่อสายเพื่อหาผู้มีบารมีนอกรัฐบาล
ส่วนกรณีที่นายกฯบอกว่าจะพิจารณาตำแหน่งรัฐมนตรี จากความรู้ความสามารถไม่ใช่จากการวิ่งเต้นนั้น นายองอาจกล่าวว่า ถือเป็นเรื่องดี คิดว่า นายกฯคงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะเรื่องความรู้ความสามารถได้ เพราะหลายเรื่องที่ผ่านมานายกฯเคยพูด แต่ไม่สามารถทำได้จริง อย่างที่เคยบอกว่า จะเอาจริงกับการทุจริตคอรัปชั่น แต่ยังคงมีเรื่องเหล่านี้อยู่ แม้แต่การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ที่ระบุว่าจะทำด้วยระบบคุณธรรม ก็ปรากฏการว่า มีไม่ความเป็นธรรม เพราะมีชื่อของคนในรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น เจ๊ “ด” หรือเฮีย อย่างไรก็ตามการที่พรรคเพื่อไทยบอกให้พรรคประชาธิปัตย์หยุดเล่นเกมการเมืองกรณีนายยงยุทธนั้น ตนเห็นว่า อยากบอกว่าพรรคเพื่อไทยนั่นแหละควรไปบอกกลุ่มก๊วนกันเองว่า ควรหยุดเล่นเกมแย่งชิง เพราะสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำอยู่คือ การตรวจสอบตามหน้าที่ของฝ่ายค้าน เพื่อให้เกิดความถูกต้องในสังคม ไม่ได้เล่นเกมการเมือง ไม่ได้ไปกลั่นแกล้งใคร ไม่ได้ไปอาฆาตมาดร้ายนายยุงยุทธและก็ไม่ได้ทำให้รัฐบาลล้มไป
ปชป. เผย "ครม. ปู" โกงชาติหวั่นปล่อยไว้ 4 ปี ประเทศล้มละลาย
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงว่า นับตั้งแต่รัฐบาลรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้ามาบริหารประเทศได้เพียงปีเศษ การโกงชาติโกงแผ่นดินผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในทุกรูปแบบ ถ้าปล่อยให้มีการดำเนินในลักษณะนี้ต่อไป จนรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี ประเทศอาจถึงขั้นวิกฤตล้มละลายได้ เพราะมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงกันอย่างมโหฬาร
นายองอาจ กล่าวว่า โดยพบ 8 นโยบายที่ส่อทุจริตอย่างกว้างขวางคือ 1. ทุจริตการจัดซื้อถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 2554 2. นโยบายจำนำหอมแดงที่ จ.ศรีษะเกษ เพราะผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการ คชก.สรุปว่า มีการทุจริตทำความเสียหายถึง 241 ล้านบาท 3. โครงกรจำนำสำปะหลัง พบว่า มีการสวมสิทธิ์ โกงตาชั่ง โกงราคารับซื้อ 4. โครงการรักษาเสถียรภาพยางพารา 1.5 หมื่นล้านบาท มีปัญหาเงินไม่ถึงมือชาวสวน และมีการสวมสิทธิ์ผู้เข้าร่วมโครงการ 5. โครงการจำนำข้าว โดยที่รัฐบาลใช้เงินไปกว่า 4 แสนล้านบาท แต่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า เงินตกถึงมือชาวนาเพียง 35-40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เหลือหมดไปกับการบริหารโครงการที่บกพร่องผิดพลาดทำให้เกิดการทุจริต ตั้งเเต่การสวมสิทธิ์ชาวนา นำข้าวจากต่างประเทศร่วมโครงการ โกงตาชั่ง โกงน้ำหนัก ความชื้น แต่รัฐบาลไม่สนใจยังคงเดินหน้ากู้เงินอีก 4.05 แสนล้านบาท
นายองอาจ กล่าวต่อว่า 6. นโยบายเงินกองทุนเอสเอ็มแอล 70,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติปล่อยเงินกู้ไปแล้ว 20,000 ล้านบาท โดยมีกลุ่มบุคคลในหลายจังหวัดอ้างเป็นคนเสื้อแดงและมีความใกล้ชิดคนในรัฐบาล วิ่งเต้นขายสินค้าด้อยคุณภาพให้กับประชาคมหมู่บ้านในภาคอีสาน ถ้าหมู่บ้านใดไม่ยอมรับก็จะข่มขู่ถอดถอน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และทำประชาคมปลอมขึ้นมาเบิกเงินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) โดยอาศัยช่องว่างของระเบียบกองทุนที่รัฐบาลชุดนี้แก้ไข 7. โครงการฟื้นฟูภัยพิบัติ 1.2 แสนล้านบาท 8. โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 เเสนล้านบาท ถ้าโครงการนี้โกงกันแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ รัฐก็จะเสียเงินถึง 3,500 ล้านบาท และหากโกงกันตามมาตรฐาน 30-35 เปอร์เซ็นต์ เงินจะเสียไปถึง 100,000-120,000 ล้านบาท ดังนั้นถ้ารัฐบาลยังเปิดช่องให้เกิดการทุจริตอย่างต่อเนื่องจนครบ 4 ปี ตนมั่นใจว่าประเทศจะมีหนี้สินจนล้มจม มีปัญหาใกล้ล้มละลายแน่นอน
ตั้งปมขุดลอกท่อเจอ 'ทราย-หิน' หวังโยนผิดกทม.
นายณัฎฐ์ บรรทัดฐาน รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่การลอกท่อระบายน้ำในพื้นที่บริเวณเขตสวนจตุจักร และมีนบุรี แล้วพบว่า มีก้อนหินและทราบในท่อระบายน้ำเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่อระบายน้ำอุดตันระบายน้ำไม่ทันในกรุงเทพมหานครว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่า ถุงทรายที่พบ และก้อนหินยังคงสภาพที่สะอาดผิดกับสิ่งปฏิกูลที่เกิดขึ้นตามปกติ เพราะหากสิ่งปฏิกูลตกค้างจะถูกจุลินทรีย์ทำปฏิกิริยากับปฏิกูลน้ำทำให้ถุงทรายมีสีดำ ซึ่งก้อนหินและถุงทรายที่พบน่าจะเป็นการนำใส่ลงไปใหม่หลังจากมีการขุดลอกท่อระบายน้ำไปแล้วหรือไม่
นายณัฏฐ์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่นายปลอดประสบ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยี ในฐานะประธานกบอ.ซึ่งดูแลการป้องกันน้ำท่วมออกมาประกาศว่า ต่อให้มีพายุอีกสิบลูกเข้ามากรุงเทพมหานครก็ไม่มีน้ำท่วม แต่สุดท้ายกลับมีปัญหาเกิดขึ้นจากเรื่องที่ไม่ควรเกิด เชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการเล่นเกมการเมืองของพรรคเพื่อไทย โดยมีกระบวนการทำให้น้ำท่วมเป็นเรื่องการเมือง
"ผมมีเอกสารหนังสือส่งถึงปลัดกทม.ลงวันที่ 7 ก.ย. โครงการขุดลอกท่อระบายน้ำของกรมราชทัณฑ์ จะดำเนินการขุดลอกท่อ 3,000 กว่ากิโลเมตร มีตัวแทนของประชาชนร่วมตรวจสอบด้วยแล้วการตรวจสอบก็ลงรายมือรับรองงานเอาไว้ด้วย ดังนั้นหากพบว่า มีปัญหาการทำงานที่ไม่เรียบร้อยประชาชนย่อมจะตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น ดังนั้นคิดว่าเป็นการเล่นเกมการเมืองของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เชื่อว่า ข้าราชการก็ลำบากใจในการทำงานแบบนี้ นอกจากนี้ยังเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็มีงานเยอะอยู่แล้วต้องมาดำเนินการตามผู้บังคับบัญชาสั่ง ซึ่งรู้ว่าบางคนก็อึดอัด ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องไปยังผู้บังคับบัญชาควรจะไปทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นเนื้องานของหน่วยงานตัวเองน่าจะเหมาะสมกว่า และผู้ใต้บังคับบัญชาจะได้ไม่ต้องมาลำบากใจ ในการทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และโยนความผิดให้กับคนอื่นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นต่างๆ เห็นได้ชัดเจนว่า เป็นการเล่นเกมการเมือง"
ติงรบ.ชงกู้เพิ่มอีก 2 ล้านล้านบาท ห่วงก่อหนี้เกินจำเป็น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาล เตรียมจะขอกู้เงินอีก 2 ล้านล้านบาท ว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลเตรียมที่จะก่อหนี้สินเพิ่มจำนวนมากถึง 2 ล้านล้านบาท เพราะแม้แต่เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ยังไม่เห็นถึงการลงทุนอย่างคุ้มค่า ในขณะที่มีการใช้จ่ายงบประมาณไปแล้ว 1.2 แสนล้านบาทหรืออาจจะเป็น 1.5 แสนล้านบาท ในส่วนนี้ยังไม่เห็นว่า การบริหารจัดการน้ำดีขึ้นอย่างไร ดังนั้นการที่จะบริหารเงิน 3.5 แสนล้านบาทจึงมีความเป็นห่วงรัฐบาลยกเว้นกฎระเบียบ ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตมาก เพราะแค่งบ 1.2 แสนล้านบาทก็สามารถตรวจสอบพบว่า มีการทุจริตผิดปกติ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อจะใช้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณ และยังมีการยกเว้นกฎระเบียบว่า ด้วยการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ อีกด้วยจึงน่าเป็นห่วงมาก ในส่วนที่มีข่าวระบุว่า จะนำงบประมาณดังกล่าวไปสร้างเขื่อนนั้น เรื่องตัวโครงการต้องปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราท้วงติงว่า แผนที่จะใช้เงินยังไม่มีการดำเนินการตามกฎหมายให้เรียบร้อย หากเอกชนเสนอตัวมาทำ สุดท้ายถ้าโครงการเหล่านี้มีปัญหาในทางกฎหมายก็จะย้อนกลับมาเป็นปัญหาโต้แย้งระหว่างรัฐกับเอกชน ยิ่งจะเพิ่มปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับรัฐอีก เพราะขณะนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนแล้ว ดังนั้นรัฐบาลควรดำเนินการให้เรียบร้อยถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย
เตือนอย่าปั่นขรก. ดึงเอี่ยวการเมือง วอนรัฐยึดแนวทางคอป.เสนอ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ขออนุมัติงบประมาณเพื่อใช้ในการควบคุมฝูงชนในการชุมนุม ว่า เรื่องการดูแลควบคุมฝูงชนในการชุมนุมเป็นหนึ่งในข้อเสนอของ คอป. ต้องขอยืนยันว่า เมื่อรัฐบาลรับรายงานของ คอป.แล้ว ควรจัดกลไกหรือมีเวทีให้ทุกฝ่ายได้ช่วยดูข้อเสนอแนะนี้ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ เพราะไม่ได้มีแค่รัฐบาลฝ่ายเดียว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ที่สุด
เมื่อถามว่า การที่ ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า ตำรวจ พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงคือพวกเดียวกัน จะยิ่งทำให้สังคมรู้สึกไม่มีความเป็นธรรมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตำรวจ ทหาร หรือข้าราชการ ไม่ได้เป็นพวกของพรรคการเมือง การที่นักการเมืองไปดึงให้เป็นเช่นนี้ บ้านเมืองจะเสียระบบ สร้างปัญหา อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ตำรวจส่วนใหญ่ ข้าราชการส่วนใหญ่ ต้องยึดมาตรฐานวิชาชีพของตัวเอง นักการเมืองอย่าไปทำให้เกิดการไขว้เขว



