
"กู้คอนเทนเนอร์" เท่ากับ กู้ชื่อกองทัพ
จนถึงวันนี้การพิสูจน์ "ตู้คอนเทนเนอร์ปริศนา" ที่จมอยู่ใต้ท้องทะเลบริเวณอ่าวไทยตรงช่องแสมสาร ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ก็ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าภายในมี "ศพ" หรือ "สารพิษ" หรือมีอะไรบรรจุอยู่กันแน่
แต่ก็มีบางพวก บางฝ่ายพยายามโหนกระแส "วีรชนพฤษภาทมิฬ" พยายามโยงให้ได้ว่าสิ่งที่อยู่ในตู้คอนเทนเนอร์น่าจะเป็นศพวีรชนที่ถูกทหารนำเอามาถ่วงน้ำไว้เมื่อ 17 ปีก่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกียรติภูมิ และภาพลักษณ์ของกองทัพโดยตรง !!
การกู้ซากคอนเทนเนอร์ขึ้นมาเปิดดูให้รู้ดำรู้แดงว่า สิ่งที่ซุกอยู่ในตู้คืออะไร จึงน่าจะเป็นหนทางกอบกู้ชื่อเสียงของกองทัพได้ดีที่สุด
กระนั้น รัฐบาลของ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่รีบเต้นตามเกมของบางฝ่าย เพราะการพิสูจน์ความจริง แม้จะเป็นสิ่งที่พึงกระทำ แต่ก็ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าในทุกๆ ด้าน
ถ้ากู้ขึ้นมาแล้วเจอศพก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลสักเท่าใด แต่ที่ต้องพิสูจน์ก็คือ 1.ศพพฤษภาทมิฬ หรือ 2.ศพแรงงานต่างด้าว
ถ้าเป็นไปในรูปนี้ก็ดีเสียอีกที่รัฐบาลจะได้ "เครดิต" ไปเต็มๆ กับการคืนความเป็นธรรมที่สูญหายไปกว่า 17 ปีให้แก่ญาติวีรชน หรือกระทั่ง เป็นศพของแรงงานต่างด้าว ก็เท่ากับรัฐบาลใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วง คือ เกรงว่าข้างในจะเป็น "สารพิษ" เสียมากกว่า เพราะถ้ายกตู้ขึ้นมาเกิดตู้แตก หรือมีเหตุให้สารพิษรั่วไหลออกไป คนที่จะ "โดนด่า" ไปเต็มๆ ก็คือ รัฐบาล ส่วนพวกที่กระเหี้ยนกระหือรือให้เปิดตู้พิสูจน์ก็คงหาทางชิ่งไปทางอื่น หรือไม่ก็ด่าซ้ำ ว่าทำพลาด
ฉะนั้น รัฐบาลจึงมอบงานนี้ให้กองทัพเรือ ซึ่งมีบุคลากร และเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าใคร
จากเบาะแสที่ พล.ร.ท.ชัยวัฒน์ พุกกะรัตน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้มาระบุว่า มีถึง 7 ตู้ แต่ละตู้ก็อยู่ห่างกันหลายสิบไมล์ทะเล
ส่วนเป็นเจ้าภาพรวบรวมข้อมูลเพื่อค้นหาความจริง คือ กระทรวงยุติธรรม ที่มี พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เป็นแม่งาน
ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ "ดีเอสไอ" จะเข้ามาช่วยในส่วนของคดีความที่หากกู้ขึ้นมาแล้วพบว่าข้างในเป็นศพ
น่าสนใจว่าแม้แต่ ผบ.เหล่าทัพทั้ง พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ ต่างก็ออกมา “ประสานเสียง” ให้รัฐบาลช่วยพิสูจน์ความจริงให้กระจ่างเช่นกัน
พล.ร.อ.กำธร ซึ่งถือเป็นแม่งานหลักในการกู้คอนเทนเนอร์ ระบุว่า ขณะนี้พบตู้คอนเทนเนอร์เพียง 1 ตู้เท่านั้น ส่วนการลงไปตรวจสอบมีทั้งข้อดี และข้อเสีย เพราะไม่ทราบว่าภายในตู้คอนเทนเนอร์มีอะไร
ถ้าเป็นสารพิษก็จะยิ่งอันตราย โดยเฉพาะกับคนที่ดำน้ำลงไปพิสูจน์และท้องทะเลอ่าวไทย
ผบ.ทร.ย้ำว่า กองทัพเรือจะดำเนินการอะไรจะต้องมีความรอบคอบ หากจะให้ประชาชนคลายความสงสัยต้องทำอย่างมีหลักการ และอาศัยวิชาการให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด
ส่วนจุดที่พบตู้คอนเทนเนอร์อยู่ห่างจากที่จอดเรือของกองทัพเรือ 18 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 30 กิโลเมตร และยังมีคนให้ข้อมูลว่ายังมีอีก 5 จุด ที่อาจมีตู้คอนเทนเนอร์อีก โดยแต่ละจุดห่างกันราว 25 ไมล์ทะเล หรือบางจุดห่างกันกว่า 100 กิโลเมตรก็มี
ทั้งนี้ กองทัพเรือเตรียมการและให้การสนับสนุนเต็มที่ โดยมีทั้งเรือ และนักประดาน้ำ เรือกวาดทุ่นระเบิด หรือเรือทำลายทุ่นระเบิด เตรียมพร้อมไว้แล้ว
ส่วนหัวกะโหลกที่มีคนพบก่อนหน้านี้ที่หลายคนเชื่อว่า เป็นศพวีรชนพฤษภาทมิฬ แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์พายุในทะเล เช่น พายุเกย์ หรือ พายุลินดา ที่ทำให้ลูกเรือประมงหายไป 400-500 คนก็เป็นได้
แต่ไม่ว่าจะเป็นศพจากเหตุการณ์ไหน หรือข้างในจะมีศพอยู่จริงหรือไม่ กองทัพก็ต้องเดินหน้าพิสูจน์ความจริงต่อไป ท่ามกลางความท้าทายในการเก็บกู้ ทั้งสภาพตู้ที่เก่า ยากต่อการยกขึ้นมาเปิดพิสูจน์ โดยไม่ให้เกิดความเสียหายต่อตัวตู้ หรือสิ่งที่ซุกอยู่ภายใน
ไหนจะเป็น "ขีดจำกัด" ของนักประดาน้ำ ซึ่งถ้าน้ำยิ่งลึก เวลาในการปฏิบัติงานก็จะยิ่งสั้นไปด้วย และกว่าจะเปิดพิสูจน์ได้แต่ละตู้ก็ไม่แน่ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใด
แถมยังมี "ค่าใช้จ่าย" ที่ต้องการการสนับสนุนจำนวนมาก ทั้งค่าน้ำมันเรือที่เป็นหลักแสนต่อครั้ง ไหนจะค่าเครนยกที่ต้องจ้างบริษัทน้ำมันที่คิดค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง รายกิโลเมตร และคูณตามระดับความลึก โดยมีสนนราคาหน่วยละ 5-6 หลักเป็นอย่างน้อย
กว่ากองทัพจะกู้คอนเทนเนอร์เพื่อกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาได้...ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะต้อง "กู้เงิน" มาช่วยเก็บกู้อีกกี่ร้อยล้าน !!
ทีมข่าวความมั่นคง



