
'วิจัย อัมราลิขิต' ยึดธรรมาภิบาล
'วิจัย อัมราลิขิต' ยึดธรรมาภิบาลนำท้องถิ่นสู่เมืองน่าอยู่ : คอลัมน์เปิดใจผู้นำท้องถิ่น
กว่า 32 ปี บนเส้นทางการเมืองท้องถิ่นของ วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีเมืองพนัสนิคม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เขาได้ใช้ความรู้ความสามารถพัฒนาพื้นที่ จนมีความก้าวหน้าในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมบริหารงาน ด้วยยึดหลัก
ธรรมาภิบาล ในการนำท้องถิ่นสู่เมืองน่าอยู่ที่ยั่งยืน
นายกวิจัย เป็นชาว อ.พนัสนิคมโดยกำเนิด จบปริญญาตรี และปริญญาโท ทางด้านวิศวกรรมทางด้านโยธา เริ่มเข้าสู่วิถีทางการเมืองโดยเป็นสมาชิกสภาเทศบาล เมื่อปี 2523 และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเทศมนตรี เมื่อปี 2527 กระทั่งได้เป็นนายกเทศมนตรี เมื่อปี 2530 จนถึงปัจจุบัน
โดยการให้ประชาชนมีส่วนร่วมนั้น นายกวิจัย บอกว่า ได้จัดตั้งชุมชนขึ้น 10 ชุมชน แบ่งตามหน่วยเลือกตั้ง และให้แต่ละชุมชนจัดตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของชาวบ้านในชุมชนนั้นๆ เปรียบเสมือน "เทศบาลเล็กในเทศบาลใหญ่" ซึ่งการทำงานของชุมชนก็จะคล้ายกับหน่วยงานของเทศบาล ซึ่งทั้ง 10 ชุมชนนี้เป็นตัวสะท้อนปัญหาของประชาชนเข้าสู่เทศบาลนำไปสู่การแก้ไขในที่สุด ทั้งนี้ ภายใต้นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ ยึดหลัก 5 ประการ ดังนี้
1.พัฒนาเมืองพนัสนิคมให้เป็นเมืองที่อยู่ดี การเป็นเมืองที่อยู่ดี คือต้องเป็นเมืองที่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ต้องปลอดภัยในเรื่องของภัยธรรมชาติ ความปลอดภัยในเรื่องอัคคีภัย ถนนหนทางมีความชัดเจน มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย
2.ประชาชนมีสุข กล่าวคือ คนที่อยู่ในเขตเทศบาลเมืองพนัสนิคมจะต้องมีความสุข ด้านเศรษฐกิจดี สังคมดี และสุขภาพแข็งแรงดี โดยการส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกาย มีสนามกีฬาอยู่ทั่วเมือง มีการดูแลในเรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วย ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เด็กเยาวชน สุภาพสตรี ผู้พิการ และคนสูงอายุ ให้มีช่องว่างแคบลงเพื่อมีโอกาสมากขึ้น
3.สิ่งแวดล้อมยั่งยืน โดยมีการพยายามที่จะลดปริมาณขยะ ด้วยการแนะนำประชาชนทั้ง 10 ชุมชนย่อย แยกขยะ ทำบ่อบำบัดน้ำเสีย ทำบ่อดักไขมัน ตามร้านอาหาร และครัวเรือนต่างๆ ทำวัสดุเหลือใช้ให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น พวกอินทรีย์วัตถุ นำกลับมาทำเป็นน้ำยาล้างห้องน้ำ และล้างพื้นซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำเปลือกสัปปะรด เปลือกมังคุด มาทำเป็นครีมอาบน้ำ ครีมล้างหน้า และครีมสระผม ซึ่งจากเมื่อก่อนมีปริมาณขยะจำนวน 20 กว่าตัน แต่เมื่อมีการแยกขยะแล้วปัจจุบันสามารถลดปริมาณขยะเหลืออยู่ 12-13 ตันต่อวัน
4.ตั้งองค์กรแห่งการเรียนรู้และพัฒนา โดยสิ่งที่เราทำและได้สร้างขึ้นมา จะมีการถอดเป็นบทเรียน เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้ในวิธีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในเรื่องรักษาสุขภาพ ทำผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาด ยาสระผม ครีมอาบน้ำ จากวัสดุเหลือใช้ และ
5.บริหารจัดการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ประกอบด้วย หลักนิติธรรม คือการออกกฎระเบียบของบ้านเมืองต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชน การมีคุณธรรม คือต้องซื่อสัตย์ อดทน โปร่งใสตรวจสอบได้
"การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาทำงานร่วมกัน ก็เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเทศบาลกำลังทำอะไรอยู่ เพราะแผนทุกแผนนั้นมาจากแผนงบประมาณชุมชน เพราะฉะนั้นหัวใจของการทำงานจึงต้องยึดประชาชนเป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับท้องถิ่น" นายกฯ วิจัยแจง
อีกทั้งระบุว่า การบริหารจัดการที่ตามหลักธรรมาภิบาล ที่เทศบาลยึดปฏิบัติอย่างเคร่งครัดนี้ เพื่อที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ อันจะนำพาท้องถิ่นไปสู่เมืองที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของ อ.พัฒนานิคมจึงมีค่อนข้างน้อย
อย่างไรก็ตาม ในการแก้ปัญหาให้กับท้องถิ่นนั้น นายกฯ วิจัย ยอมรับว่า สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือ การที่ต้องฟังเสียงของประชาชนซึ่งเป็นฐานของประเทศ ดังนั้นจึงต้องทำให้ชุมชนประชาชน เข้ามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็น สร้างความสมานฉันท์และสร้างความสามัคคีให้กับคนในท้องถิ่นนั้นๆ เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ในอนาคต
ทั้งมวลนี้ เราต้องยึดพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งได้เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของการทำงานเพื่อปวงชนชาวไทยทุกคน
ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องถือแบบอย่างของพระองค์ท่านมาเป็นแนวคิดและเป็นแนวทางในการทำงาน เพื่อให้ประเทศชาติของเราได้รับการพัฒนาถูกต้องและถูกทาง
..................................................
('วิจัย อัมราลิขิต' ยึดธรรมาภิบาลนำท้องถิ่นสู่เมืองน่าอยู่ : คอลัมน์เปิดใจผู้นำท้องถิ่น)



