
น้ำท่วม!สัญญาณเตือนที่รัฐต้องตระหนัก
น้ำท่วมภาคกลาง-เหนือตอนล่าง สัญญาณเตือนภัยที่รัฐต้องตระหนัก : รายงานพิเศษ : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
หากประเมินจากผลสำรวจ "การเตรียมความพร้อมรับมือกับน้ำท่วมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี" ในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากน้ำท่วมในปี 2554 จำนวน 418 ราย ในเดือนกันยายน ของศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ น่าสนใจว่ากลุ่มตัวอย่าง 55.6% ไม่ค่อยเชื่อมั่นความสามารถในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล และอีก 19.8% ไม่เชื่อมั่นเลย เมื่อรวมทั้ง 2 กลุ่มนี้เข้าด้วยกันจะคิดเป็น 75.4% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ขณะเดียวกันฐานข้อมูลข้างต้นยังสะท้อนถึงการเพิ่มขึ้น 23.3% เมื่อเทียบกับผลการสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เชื่อมั่น 52.1% ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่เชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลมีเพียง 4.2% ที่ระบุว่าเชื่อมั่นมาก และอีก 20.4% ค่อนข้างเชื่อมั่น
ต่อผลการสำรวจดังกล่าว เมื่อถามถึงความพร้อมรับมือกับน้ำท่วม กลุ่มตัวอย่าง 66.4% มีแผนรับมือกับน้ำท่วมไว้แล้ว และอีก 33.6% ยังไม่มีแผน โดยกลุ่มที่มีแผนรับมือสามารถดำเนินการตามแผนดังกล่าวไปแล้วโดยเฉลี่ยประมาณ 87.3% ส่วนวิธีการเตรียมการรับมือกับน้ำท่วมที่ใช้ พบว่า ผู้ประกอบการ 53.3% มีการบันทึกข้อมูลสำรองของบริษัท และลูกค้า 50.0% สำรองเงินสดไว้ใช้ 35.0% ย้ายสายไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องมือเครื่องจักรไปไว้ที่สูง 31.7% หาแหล่งเงินกู้ไว้ใช้ยามฉุกเฉิน 30.0% ถมที่/สร้างพนังกั้นน้ำ 28.3% เตรียมสำรองวัตถุดิบไว้ใช้ในการผลิต 26.7% วางแผนการขนส่งสินค้าและวัตถุดิบ 25.0%
วางแผนการอพยพพนักงานในกรณีน้ำท่วมฉุกเฉิน 21.7% หาสถานที่ผลิตชั่วคราวในพื้นที่อื่น และอีก 18.3% หาผู้ขายวัตถุดิบ (ซัพพลายเออร์) ในพื้นที่อื่น ส่วนการคาดการณ์เกี่ยวกับความรุนแรงของน้ำท่วมในปีนี้ กลุ่มตัวอย่าง 12.2% คาดว่ารุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา 18.4% คิดว่าใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา 33.5% คิดว่าท่วมน้อยกว่าปีที่ผ่านมา 31.6% คิดว่าไม่ท่วม และอีก 4.3% ไม่แน่ใจ เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดโดยอ้างอิงถึงผลการสำรวจความคิดเห็นข้างต้น ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงมิติของความเชื่อมั่นที่ลดลงถึง 23.3% ในเวลาเพียง 6 เดือน เป็นสัญญาณเตือนไปถึงรัฐบาลที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ฝันร้ายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ภาคเหนือต่อเนื่องลงมาถึงภาคกลางและปริมณฑล จากภัยน้ำท่วมที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ตุลาคม-พฤศจิกายน ได้ทิ้งบาดแผลให้ภาคอุตสาหกรรม ที่มีฐานการผลิตอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา และจ.ปทุมธานี อย่างรุนแรง ด้วยเหตุที่ว่าศูนย์กลางการลงทุนอันประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) สวนอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์ สวนอุตสาหกรรมนวนคร และสวนอุตสาหกรรมบางกะดี รวมสถานประกอบการมากกว่า 800 แห่ง ล้วนอยู่ในภาวะที่ได้รับความเสียหายจากภัยน้ำท่วม รวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทุกสาขาอุตสาหกรรมกว่า 4 แสนล้านบาท เป็นความบอบช้ำที่เกิดขึ้นโดยตรงกับโรงงานอุตสาหกรรม ไม่นับรวมกับภาวะชะงักงันทั้งธุรกิจในภาคขนส่งสินค้า หรือแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องถูกเลิกจ้าง
ทั้งนี้ ความกระตือรือร้นของรัฐบาลจากบทเรียนข้างต้น ด้วยการที่นายกรัฐมนตรีนำคณะลงพื้นที่ เพื่อติดตามงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทั้งพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ด้วยแนวทางที่ต้องการติดตามการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ในเดือนกุมภาพันธ์ และการนำคณะย้อนกลับเส้นทางเดิม ด้วยการลงพื้นที่ปลายน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงต้นน้ำ นับตั้งแต่ภาคกลางไปจนถึงภาคเหนือ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก็สะท้อนถึงการมุ่งมั่นที่จะหาป้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงภัยซ้ำซากจากภาวะน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม สัญญาณการเข้าสู่ฤดูฝน ที่มีผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง 14 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง พิจิตร พิษณุโลก สุพรรณบุรี สุโขทัย กำแพงเพชร ชัยนาท ลพบุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ อุทัยธานี สิงห์บุรี และ สระบุรี ไม่รวมสระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งในเชิงเศรษฐกิจแล้ว สาขาภาคเกษตร พบว่า กระทบพื้นที่ปลูกข้าวได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม 4.3 แสนไร่ หรือ 3% ของพื้นที่ปลูกข้าวใน 14 จังหวัด หรือ 0.7% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งประเทศ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,234 ล้านบาท โดยการสำรวจของศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ก็เป็นภาพอีกมิติหนึ่งที่อธิบายถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่มากก็น้อย
"ผมพอใจกับมาตรการการป้องกันของแต่ละจังหวัด ซึ่งก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ส่วนในพื้นที่ที่การก่อสร้างระบบป้องกันน้ำยังไม่เสร็จ ประชาชนเองก็เข้าใจ เพราะเป็นพื้นที่ที่ท่วมน้ำเกือบทุกปีอยู่แล้ว มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าน้ำจะไม่ท่วมเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะปีนี้ปริมาณฝนมีน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ก็มีน้ำอยู่เพียง 50% ต่างไปจากปี 2554 ที่เขื่อนทางภาคเหนือมีน้ำกักเก็บถึง 80% เมื่อเข้าสู่หน้าฝนจึงเร่งระบาย ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดอุทกภัยเหมือนปีที่ผ่านมามีความเป็นไปได้น้อยมาก" ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) : 14 กันยายน : สิงห์บุรี
"ที่เห็นกันในขณะนี้ก็คือทั้งภาคเอกชน หน่วยงานรัฐต่างทำคันกั้นน้ำของตัวเองขึ้นมา คำถามคือทำแล้วน้ำเหล่านี้ที่ถูกสกัดจะไปทางไหน ที่ผมเป็นห่วงก็คือน้ำที่ไม่มีทางระบายถูกคันกั้น จะเป็นแรงดันน้ำที่เกิดขึ้นสูงกว่าปกติ มวลน้ำเหล่านี้จะไปสร้างผลกระทบให้พื้นที่อื่นๆ ที่ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้" เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็น
การตกผลึกของชุดทางความคิด "น้ำมีที่อยู่และที่ไป" ด้วยการวางผังการจัดการพื้นที่ในรูปแบบ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยต้นน้ำ ครอบคลุม 10 จังหวัด ทางภาคเหนือ กลางน้ำ ครอบคลุม 14 จังหวัดในกลุ่มภาคกลาง และปลายน้ำ มีพื้นที่รวม 7 จังหวัดทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่จะผลักดันมวลน้ำทั้งหมดให้ไหลลงสู่ทะเล เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียจากภัยน้ำท่วม กำลังจะเผชิญกับการทดสอบด้วยธรรมชาติว่าที่สุดแล้ว จะควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่
----------------------
(น้ำท่วมภาคกลาง-เหนือตอนล่าง สัญญาณเตือนภัยที่รัฐต้องตระหนัก : รายงานพิเศษ : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค)



