
อุตุฯเตือน'ฝนตกหนักถึงหนักมาก'
กรมอุตุนิยมวิทยา เตือน ฉบับที่ 18 ให้ปชช.ในพื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่ที่มีน้ำท่วมอยู่แล้ว ระวังอันตราย จากฝนตกชุกหนาแน่น ยันพายุไต้ฝุ่น 2 ลูกไม่กระทบไทย ขณะที่หลายจังหวัดอ่วม พายุถล่ม น้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก
เมื่อเวลา 16.30 น. วัยที่ 28 ก.ย. 55 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือน ฉบับที่ 18 เรื่อง "ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย" ใจความว่า
ร่องมรสุมกำลังแรงยังคงพาดผ่านบริเวณภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย มีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น โดยเฉพาะบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้จะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก
บางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย และพื้นที่ที่มีน้ำท่วมอยู่แล้ว ระมัดระวังอันตรายจากสภาวะอากาศดังกล่าวในระยะนี้ สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือในช่วงวันที่ 28-30 กันยายน 2555 ไว้ด้วย
อนึ่ง เมื่อเวลา 1300 น. วันนี้ (28 ก.ย.) พายุไต้ฝุ่น “เจอลาวัต” (JELAWAT) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านตะวันออกของเกาะไต้หวัน มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวไปเกาะโอกินาวา และประเทศญี่ปุ่น ในช่วงวันที่ 28-30 กันยายน 2555 ส่วนพายุโซนร้อน “เอวิเนียร์” (EWINIAR)
ด้านตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวไปทางตอนเหนือออกห่างจากประเทศญี่ปุ่น โดยพายุทั้ง 2 ลูกนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย
ประกาศ ณ วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 16.30 น.
ปทุมธานี - ฝนกระหน่ำไวท์เฮาส์จมบาดาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพพื้นที่ภายในหมู่บ้านไวท์เฮาส์ ม.16 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังจากที่มีฝนตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่ทำให้มีน้ำท่วมขังแทบทั้งหมู่บ้าน โดยระดับน้ำสูงประมาณ 20-30 ซม.ชาวบ้านต้องเก็บข้าวของเครื่องใช้ขึ้นที่สูง
นางทัศนีย์ พรหมรักษ์ อายุ 50 ปี ชาวบ้านซอยสี่ หมู่บ้านไวท์เฮาส์ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เวลาประมาณ ตี 3 ได้มีพายุฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้มีน้ำท่วมขังในหมู่บ้านเต็มพื้นที่ ซึ่งการระบายหรือสูบน้ำออกจากพื้นที่ก็เป็นไปอย่างลำบาก เพราะเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่หลังหมู่บ้านจำนวน 2 เครื่อง ก็ได้ถูกคนร้ายมาทำการงัดแงะลักเอาไดนาโม และแบตเตอรี่ไปทั้งสองเครื่อง ทำให้ไม่สามารถใช้การได้ ตอนนี้จึงเหลือเพียงเครื่องสูบน้ำที่ใช้ไฟฟ้า ที่อยู่ในโรงเก็บใกล้ๆ กัน ทำงานอยู่เพียงแค่ 2 เครื่อง ซึ่งคงสูบไม่ทันแน่ และตอนนี้ก็ยังมีฝนตกลงมาอีกตลอดเวลา และถ้าเกิดไฟฟ้าดับ เครื่องสูบน้ำทั้งสองเครื่องก็คงทำงานไม่ได้ ชาวบ้านจึงมีความกังวล และได้รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงนายชาญ พวงเพ็ชร์ นายก อบจ.ปทุมธานี เพื่อขอให้น้ำเครื่องสูบน้ำมาติดตั้งเพิ่มเติม เพื่อสูบน้ำออกจากหมู่บ้านไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน
ด้านนายชาญ พวงเพ็ชร์ นายก อบจ.ปทุมธานี กล่าวว่า ได้รับทราบเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้านในหมู่บ้านไวท์เฮาส์แล้ว จะได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งนำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ไปติดตั้งโดยเร่งด่วน ทั้งนี้น้ำที่ท่วมในหมู่บ้านนั้นเป็นน้ำฝน ซึ่งขณะนี้มีฝนตกลงมาในพื้นที่ปทุมธานี เป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตามถ้าชุมชนใดต้องการใช้ทาง อบจ.เข้าไปช่วยเหลือก็สามารถติดต่อมาได้ตลอดเวลา เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมที่จะออกไปช่วยเหลือชาวบ้านอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พายุฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ทำให้มีน้ำท่วมขังบนถนนหลายสาย โดยเฉพาะถนนพหลโยธิน ทั้งขาเข้าและขาออก มีน้ำท่วมขังในช่องทางคู่ขนาน โดยขาออกตั้งแต่ตลาดรังสิต ไปจนถึงหน้ามหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 4 กม. และขาเข้าบริเวณหน้าห้างเซียร์รังสิต ไปจนถึงปากทางเข้าลำลูกกา ระยะทางประมาณ 1 กม. ทำให้การจราจรบนถนนพหลโยธินติดขัดเป็นอย่างมากทั้งขาเข้าและขาออก
สระแก้ว - ตลาดโรงเกลือน้ำทะลักท่วมสูง 30 ซม.
ที่บริเวณหน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้มีพ่อค้า แม่ค้าชาวเขมรที่มีร้านค้าขายอยู่ในตลาดโรงเกลือ ฝั่งไทย นับพันคนต่างมายืนออ เพื่อรอเวลาเปิดด่านพรมแดนอรัญประเทศ และเมื่อ จนท.ทำการเปิดด่านพรมแดนฯ พ่อค้า แม่ค้าชาวเขมรนับพันคนต่างรีบวิ่งข้ามด่านพรมแดนอรัญประเทศ เพื่อเข้าไปดูร้านค้าของตนเองในตลาดโรงเกลือ หลังจากพื้นที่ อ.อรัญประเทศ ได้เกิดฝนตกหนักตั้งแต่คืนวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมาต่อเนื่องจนถึงเช้าวันนี้ ทำให้เกิดน้ำป่าไหลบ่ามาจากพื้นที่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ ได้ไหลข้ามถนนศรีเพ็ญ ซึ่งเป็นถนนเลียบแนวชายแดน บริเวณหน้าทางเข้าตลาดเบญจวรรณ ติดทิศเหนือตลาดโรงเกลือ จากนั้นมวลน้ำได้ไหลเข้าท่วมตลาดโรงเกลือ (ตลาด อบจ.)ระดับน้ำสูงประมาณ 20-30 ซม. ร้านค้าขายในตลาดโรงเกลือกว่า 300 ร้านค้า ต้องเร่งขนสินค้าขึ้นไว้ที่สูง และระดับน้ำยังได้เอ่อท่วมถนนศรีเพ็ญบริเวณหน้าตลาดการค้าอินโดจีน ตรงข้ามตลาดโรงเกลือ สูงประมาณ 20-30 ซม.เป็นระยะทางยาวกว่า 200 เมตร รถเล็กวิ่งผ่านไปมาลำบาก ทำให้พ่อค้า แม่ค้า ชาวเขมรนับพันคน ต่างเร่งรีบเดินทางข้ามด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว จากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาเพื่อตรวจดูร้านค้าและสินค้าของตนเองที่อยู่ในร้านค้าในตลาดโรงเกลือ โดยพ่อค้า แม่ค้าชาวเขมรต้องเร่งช่วยกันนำสินค้าขึ้นไว้ที่สูงโดยมีการนำอิฐบล็อก และโต๊ะเก้าอี้ที่หาได้มารองสินค้าให้สูงขึ้นจากพื้น
โดย ร.อ.อภินันท์ สงครามชัย ผบ.ร้อย ทพ.1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา (ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 1206 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 12 กองกำลังบูรพา) ได้นำกำลัง จนท.ทหารพราน เข้าตรวจสอบระดับน้ำที่ท่วมขังในตลาดโรงเกลือ พร้อมทั้งเข้าช่วยเหลือ พ่อค้า แม่ค้า ชาวเขมร ยกสินค้าขึ้นไว้ที่สูงเพื่อป้องกันสินค้าเสียหายจากกระแสน้ำที่ไหลเข้าท่วมขังในตลาดโรงเกลือ
ส่วนในตลาดเทศบาลเมืองอรัญประเทศ หลังฝนตกกระหน่ำทั้งคืนทำให้ชาวตลาดอรัญประเทศต่างหวาดผวากลัวจะเกิดน้ำท่วมซ้ำมาอีก หลังจากพึ่งคลี่คลายจากน้ำท่วมใหญ่ได้เพียงไม่ถึงสัปดาห์ ต่างแห่กันไปดูระดับน้ำในคลองพรหมโหด ซึ่งเริ่มมีระดับน้ำสูงขึ้นทีละนิดทำให้บางร้านค้าเริ่มนำสินค้าขึ้นไปไว้ที่สูง เนื่องจากไม่ไว้ใจเกรงน้ำจะท่วมใหญ่ในตลาดอรัญประเทศ อีกครั้ง แต่ยังไม่มีการแจ้งเตือนจากเทศบาลเมืองอรัญประเทศ ทำให้บางร้านค้ายังคงเปิดค้าขายตามปกติ
ร.อ.อภินันท์ สงครามชัย ผบ.ร้อย ทพ.1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา เผยว่าระดับน้ำในคลองพรหมโหด บริเวณสะพานบ้านท่าข้าม ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ระดับน้ำยังคงไม่เพิ่มขึ้นมากนัก และพื้นที่ในเขต ต.ท่าข้าม ยังไม่มีพื้นที่น้ำท่วมเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ส่วนน้ำที่ไหลเข้าท่วมพื้นที่ตลาดโรงเกลือเก่าหรือตลาด อบจ.เป็นน้ำที่ไหลบ่ามาจาก พื้นที่ ต.ป่าไร่ หลังฝนตกหนักมาทั้งคืน ซึ่งเป็นน้ำท่วมขังโดยสาเหตุมาจากน้ำไม่สามารถระบายลงคลองลึกได้ทัน คาดว่าหากฝนหยุดตกสถานการณ์น้ำท่วมขังในตลาดโรงเกลือ ก็จะคลี่คลายลงสู่ภาวะปกติได้ ส่วนตลาดเทศบาล3,ตลาดเดชไทย,ตลาดเบญจวรรณ ,ตลาดทรัพย์สมบูรณ์ และตลาดอินโดจีน น้ำไม่ท่วม และตลาดทุกตลาดภายในตลาดโรงเกลือ ยังคงเปิดตามปกติ
พิษณุโลก - ต้นไทรอายุหลายร้อยปีโค่น
ที่หมู่ 3 บ้านวังแร่ ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ถูกน้ำท่วมขัง มานานเกือบ 2 เดือน และในบริเวณดังกล่าว มีต้นไทรขนาดใหญ่ ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ เป็นพ่อต้นไทรทรงยศ โดยชาวบ้านเชื่อว่า ต้นไทรดังกล่าว อาจมีอายุนานถึง กว่า 200 ปี
นายเจียน เขาแก้ว อายุ 62 ปี ชาวบ้านรายหนึ่งได้เล่าว่า ต้นไทรนี้ มีมาตั้งแต่ตนเองเกิด ในหมู่บ้านเชื่อว่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีการตั้งศาลไว้เพื่อเคารพบูชา แต่เนื่องจากว่า บริเวณที่ตั้งของต้นไทร เป็นที่ลุ่ม และถูกน้ำท่วมขังเป็นประจำทุกปี และในปีนี้ต้นไทรดังกล่าวก็ถูกน้ำท่วมมานานเกือบ 2 เดือนแล้ว จนกระทั่งเช้ามืดของวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา มีฝนตก และฟ้าคะนอง อย่างหนัก ระหว่างนั้น ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ก็ได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เหมือนมีวัตถุขนาดใหญ่ตกกระทบพื้น อย่างแรง ซึ่ง นายเจียน ก็ได้เล่าว่า ชาวบ้านและตนเอง เข้าใจว่าอาจจะเกิดอุบัติเหตุ จึงได้ออกมาดู ก็ไม่ได้พบว่ามีเหตุอะไร จนรุ่งเช้า จึงพบว่า ต้นไทรศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านได้โค่นล้มลง
สำหรับต้นไทรดังกล่าว ก่อนหน้านี้ มีศาลไม้ ที่ตั้งไว้ให้ชาวบ้านกราบไว้บูชา ซึ่งไม่มีใครทราบว่า ศาลนั้นตั้งขึ้นตั้งแต่เมื่อใด และใครเป็นคนสร้าง ชาวบ้านเล่าว่า เคยเชิญร่างทรงมาทำพิธี แล้วร่างทรงได้แจ้งกับชาวบ้านว่า ต้นไทร เป็นที่สถิตย์ของ พ่อไทรงาม ทรงยศ และแม่ไทรทอง ที่เป็นพี่น้องกัน ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก โดยเชื่อว่า หากต้องการได้งานที่ดี หรือให้นาข้าวได้ผลดี ก็จะมาบนบานศาลกล่าว ต่อมาร่างทรงได้แจ้งกับชาวบ้านว่า พ่อไทรงามต้องการได้ศาลใหม่ ชาวบ้านจึงได้เรี่ยไรกันสร้างขึ้น และเตรียมจะฉลองศาลใหม่ครบรอบ 1 ปี ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ต้นไทรก็ได้มาโค่นลงเสียก่อน
ขณะนี้ ชาวบ้านก็ยังไม่ได้ทำการเคลื่อนย้าย หรือ ตัดต้นไทร แต่อย่างใด เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอาเพศ หรือเรื่องร้ายแรงขึ้นกับผู้ที่กระทำ จึงปล่อยให้คงอยู่ในสภาพนี้ต่อไป จนกว่าน้ำที่ท่วมขังจะแห้งลง แล้วจึงจะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป
พิจิตร - น้ำแม่น้ำยมกัดเซาะถนนเป็นโพรง
สถานการณ์น้ำท่วม ในเขตแม่น้ำยม ยังส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง น้ำสะสมจากแม่น้ำยม ในพื้นที่อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ทำให้ถนนทางเข้าหมู่บ้าน ของ หมู่ที่ 4 บ้านห้วยตะพาน และหมูที่ 5บ้านหนองไม้ซุง ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร โดยถนนทางเข้าหมู่บ้าน ได้ถูกน้ำสะสมในทุ่ง จากแม่น้ำยม กัดเซาะจนเป็นโพรงขนาดใหญ่ และบริเวณพื้นถนน จนพังเสียหายเป็นแนวยาว 10 เมตร ทำให้ รถยนต์ไม่สามารถสัญจรผ่านไปได้ ชาวบ้านต้องอ้อมใช้เส้นทางอื่น ที่มีระยะทาง มากกว่า 3 กิโลเมตร และใช้รถจักรยานยนต์เสี่ยงขับผ่านกระแสน้ำที่ไหลข้ามถนน
สำหรับสาเหตุของถนนที่ ขาดเป็นโพรง และพื้นถนนเสียหาย เกิดจากน้ำสะสมในทุ่งวังจิก ที่รับน้ำไหลมาจากแม่น้ำยม ได้ไหลผ่านถนนทางเข้าหมู่บ้าน ที่มีท่อลอดขนาดที่เล็ก ทำให้น้ำระบายไม่ทัน จนเป็นสาเหตุทำให้น้ำได้กัดเซาะถนนพังเสียหาย โดยทางเทศบาลอำเภอโพธิ์ประทับช้าง ต้องน้ำป้ายสัญลักษณ์ห้ามรถผ่าน เนื่องเกรงอันตรายต่อประชาชน
ขณะที่ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม จังหวัดพิจิตร สรุปพื้นที่ผลกระทบซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ราบลุ่มแม่น้ำยม ซึ่งแม่น้ำยมไหลผ่านในพื้นที่ 4 อำเภอ คือ อำเภอสามง่าม อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอบึงนาราง อำเภอโพทะเล มีระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และได้เอ่อล้นเข้าท่วมในพื้นที่ทั้งสองฝั่ง พื้นที่ถูกน้ำท่วมรวม 4 อำเภอ 6 ตำบล 20 หมู่บ้าน (1,486 ครัวเรือน) สรุปยอดรวมจังหวัดพิจิตร มีพื้นที่ประสบอุทกภัยใน 7 อำเภอ 18 ตำบล 112 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 2,823 ครัวเรือน พื้นที่ทางการเกษตร นาข้าวได้รับผลกระทบคาดว่า จะได้รับความเสียหาย จำนวน 4,870 ไร่( ข้อมูล กษ.จ. พิจิตร) ถนนลูกรังถูกน้ำท่วมเป็นบางช่วง จำนวน 22 สาย คอสะพานชำรุด 1 แห่ง ท่อ คสล. ชำรุด 2 แห่ง
แม่ฮ่องสอน - เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ 7 อำเภอ
นางนฤมล ปาลวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประธานการประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 10-26 กันยายน 2555 ณ ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นการพิจารณาโครงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เหตุอุทกภัย ตามที่อำเภอเสนอเข้ามา และเหตุโรคระบาดในพืช ( สำนักงานเกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน )
การช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัยพิบัติดังกล่าวจังหวัดช่วยเหลือไปตามเกณฑ์ 7 อำเภอ ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อน 18,586 ครัวเรือน 73,338 คน พื้นที่นาข้าว 1,004 ไร่ พื้นที่ไร่ 53 ไร่ พื้นที่สวน 45 ไร่ สิ่งสาธารณประโยชน์ ประกอบไปด้วย ถนน 134 แห่ง สะพาน 41 แห่ง พนังกั้นน้ำ 2 แห่ง ฝาย 163 แห่ง คลองส่งน้ำ 18 แห่ง ระบบประปาหมู่บ้าน 2 แห่ง ท่อส่งน้ำ 3 แห่ง กีดขวางทางน้ำ 15 แห่ง รวมเป็นเงิน 58,830,000 บาท
นอกจากนี้แล้วบริเวณวัดต่อแพ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน น้ำกัดเซาะตลิ่งทำให้กำแพงกั้นน้ำกว้าง 15 เมตร ยาว 200 เมตร มูลค่าความเสียหาย ประมาณ 7,000,000 บาท และศาลาพักร้อนกว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร มุงด้วยไม้เกล็ด มูลค่าเสียหายประมาณ 50,000บาท ซึ่งก็จะได้ดำเนินการต่อไป
เมืองกาญจน์ฝนตกหนักน้ำเอ่อท่วมสูง 1 เมตร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับแจ้งจากนายอนุชา สุขเชิงชาย นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ว่าฝนได้ตกลงมาตั้งแต่ช่วงเย็นของเมื่อคืนวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา จนถึงเวลา 16.20 น. วันที่ 28 กันยายน ฝนก็ยังไม่หยุดตก เป็นเหตุให้ปริมาณน้ำเริ่มเอ่อล้นลำห้วยตะลุงเหนือเข้าท่วมเส้นทางการจราจรถนนสายตลาดใหม่-เลาขวัญ หมู่ 6 บ้านห้วยลึก ต.สระลงเรือฯ ปริมาณน้ำสูงประมาณ 40 เซนติเมตร บางจุดท่วมสูงประมาณ 1 เมตร
นอกจากนั้นปริมาณน้ำยังไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นไร่นา และมันสำปะหลัง เบื้องต้นพื้นที่เกษตรถูกน้ำท่วมเสียหายประมาณ 800 ไร่ บ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมขังประมาณ 40 หลังคาเรือน เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ปภ.เทศบาลตำบลสระลงเรือเข้าให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น แต่อย่างไรก็ตามหากฝนยังไม่หยุดตกภายในคืนนี้ คาดว่าปริมาณของน้ำฝนก็จะไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร และบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายอย่างเช่นทุกปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
ทั้งนี้นายวิจักขณ์ ชินโคตรพงศ์ นายอำเภอทองผาภูมิ กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ 2 ต.ห้วยเขย่งได้ออกมากรีดยางพาราในสวนยางพาราพื้นที่ หมู่ 2 ต.ห้วยเขย่ง อ.ทองผาภูมิ โดยชาวบ้านได้พบพื้นดินเป็นหลุมคล้ายวงรี มีขนาด กว้างประมาณ 4 เมตร ยาว 3 เมตร ลึก 3 เมตร จากนั้นจึงแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้าน และ อบต.ห้วยเขย่ง ก่อนที่จะรายงานให้ตนทราบ
นายวิจักขณ์ เปิดเผยต่อว่า ซึ่งหลังจากได้รับรายงาน จึงเดินทางลงพื้นที่ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ อบต.ห้วยเขย่ง ร่วมตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเบื้องต้นทราบว่าเหตุเกิดจากฝนตกหนักทำให้น้ำใต้ดินที่อยู่บนชั้นหินปูนซึ่งมีดินที่ค้างอยู่ในโพรงหินไหลออกตามแรงน้ำใต้ดินจำนวนมาก จึงทำให้เกิดการยุบตัวของดินในชั้นผิวดินเป็นหลุมกว้างดังกล่าว เนื่องจากที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ในสวนยางพาราไม่มีบ้านเรือนราษฎรอยู่อาศัยใกล้เคียง จึงไม่เกิดความเสียหายใดแต่อย่างใด และหลังเกิดดินยุบเจ้าหน้าที่ อบต.ห้วยเขย่งได้นำดินมาถมและมีการบดอัดจนเข้าสู่สภาพปกติ โดยพื้นที่เกิดเหตุเคยเกิดเหตุดินยุบมาแล้วเมื่อปี 2553 ซึ่งในครั้งนี้ก็เกิดเหตุดังกล่าวในจุดเดียวกัน ซึ่งได้แจ้งเตือนชาวบ้านให้รับทราบเพื่อระวังอันตรายดังกล่าวที่อาจจะเกิดขึ้น และหลังเกิดเหตุได้รายงานให้ นายไชโย ฤทธิรงค์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดกาญจนบุรีทราบแล้ว
ปภ.ตรัง เตือน 4 อำเภอระวังน้ำป่าไหลหลาก-ดินโคลนถล่ม
กรณี เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในจังหวัด ส่งผลให้เกิดลมพายุพัดหมุนพัดโค่นต้นยางพาราและบ้านเรือนของราษฎรในพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพื้นที่สวนยางพาราของนางสุคนธ์ ดำทิพย์ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 34 และนางลัดดา จาริยะ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 105 ซึ่งอยู่บ้านใกล้กัน ทั้ง 2 คน เป็นราษฎรหมู่ที่ 7 ตำบลเกาะเปียะ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ได้ถูกลมพายุพัดและฝนตกกระหน่ำอย่างหนัก ทำให้ต้นยางพาราอายุประมาณ 8 ปี และเพิ่งเปิดกรีดได้ประมาณปีเศษ หักโค่นกลางลำต้น และล้มต้นเสียหายรวมจำนวนกว่า 3 ไร่ นอกจากนั้นมีบ้านได้รับความเสียถูกลมพายุพัดต้นยางพาราล้มทับได้รับความเสียหายบางส่วน 1 หลัง และเสียหายทั้งหลังอีก 1 หลัง
ล่าสุดทางจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.เกาะเปียะ และอำเภอย่านตาขาว ได้ทำการสำรวจความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือราษฎรเป็นการเร่งด่วนแล้ว โดยพื้นที่ยางพาราที่ได้รับความเสียหายก็จะได้รายงานไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือต่อไป ส่วนบ้านที่พังเสียายได้สั่งซื้อวัสดุมุงหลังคาไปมอบให้ เพื่อซ่อมแซม และรายงานทางผู้ว่าราชการจังหวัดตรังได้รับทราบต่อไป ทางด้านชาวบ้านที่ได้ความเดือดร้อนจากพื้นที่สวนยางพาราเสียหายก็ได้แต่ขายไม้ยางราคาถูกให้แก่โรงงานต่อไป
นายอำนวย จันทรัฐ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง กล่าวว่า ช่วงนี้ได้แจ้งประกาศเตือนภัยผ่านไปยังเครือข่ายเฝ้าระวังภัยธรรมชาติในพื้นที่ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอ รวมถึงเครือข่ายในพื้นที่เสี่ยงภัยโดยตรง ที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องภัยต่างๆโดยเฉพาะ เช่น พื้นที่เสี่ยงภัยดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลากใน 4 อำเภอ 120 หมู่บ้าน คือ อ.ห้วยยอด อ.นาโยง ย่านตาขาว และปะเหลียน , เครือข่ายเฝ้าระวังภัยมรสุมทางทะเลทั้ง 4 อำเภอคือ สิเกา กันตัง ปะเหลียน และหาดสำราญ และเครือข่ายระวังน้ำท่วมหรือน้ำล้นตลิ่งโดยมิสเตอร์เตือนภัย ได้เฝ้าระวังสถานการณ์ 24 ชั่วโมง หากเห็นว่ามีความเสี่ยงไม่ปลอดภัยให้ประชาชนเตรียมพร้อมอพยพได้ทันที ขณะเดียวกันได้แจ้งเตือนให้พี่น้องประชาชนที่มีต้นไม้อยู่ใกล้บ้าน ก็จะต้องดำเนินการตัดโค่น แต่งกิ่งให้อยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัยจากลมพายุพัดหมุน ทั้งนี้จะต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลาจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ
อบจ.พังงา ส่งเครื่องจักรกลหนักสร้างสะพานชั่วคราว
นายณรงค์ เกิดกอบ นักบริหารงานช่าง 6 องค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา ได้ลงในพื้นที่ และส่งแบ็คโฮ 2 คันเปิดเส้นทางสร้างสะพานเบี่ยงชั่วคราวโดยได้ประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดพังงาขอเสาไฟฟ้าจำนวน 4 ต้น พาดเรียงเป็นสะพานตรงช่วงที่แคบที่สุด ของลำคลองมีความกว้างประมาณ 14 เมตร เพื่อให้ชาวบ้านเดินสัญจรข้ามไปมาและนำเด็กนักเรียนข้ามออกไปโรงเรียน พร้อมจัดข้าวกล่องและน้ำดื่มไปแจก หลังจากนั้นก็เร่งปรับพื้นที่บริเวณสะพานที่พังเพื่อเตรียมเป็นที่ติดตั้งสะพานแบลี่ย์ที่กำลังเดินทางมาจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 12 จังหวัดสงขลาเพื่อเร่งติดตั้งต่อไป
ในขณะที่หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็เข้าไปให้การช่วยเหลือ เช่น อบต.นบปริง โดยนายอภิสิทธิ์ ใสสด นายกอบต.นบปริง นำถุงยังชีพไปแจกผู้ประสบภัยในพื้นที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนบปริง นำยาสามัญประจำบ้าน เช่นยาลดไข้ แก้ปวด ยารักษาโรคน้ำกัดเท้า ยาแก้โรคท้องร่วง เป็นต้น เข้าไปแจกจ่ายแก่ประชาชน ซึ่งการช่วยเหลือเหล่านี้ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่วันแรกที่ได้เกิดน้ำกัดเซาะจนสะพานพัง
นายสมเกียรติ อินทรคำ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพังงา กล่าวว่าสำหรับสภาพอากาศโดยทั่วไปของจังหวัดพังงา ยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง แต่ลดความรุนแรงลง และระดับน้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ ก็เริ่มลดปริมาณลงจนใกล้เป็นปกติแล้ว ไม่มีผู้ได้รับความบาดเจ็บและเสียชีวิตถนนเสียหาย 7 สาย ท่อระบายน้ำ 4แห่ง สะพานขาด 1 แห่ง บ้านเรือนราษฏร ทรัพย์สินและพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม
ปภ.ระนอง เตือน 3 อำเภอ เสี่ยงดินเลื่อนไหล
นายเชาวลิต นิฒรรัตน์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระนอง ได้ออกประกาศด่วนแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยที่อาศัยอยู่ในที่ลาดเชิงเขา ,ที่ลาดชัน ในพื้นที่ 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมืองระนอง,อ.ละอุ่น และ อ.สุขสำราญ ให้เฝ้าระวังอันตรายจากเหตุดินเลื่อนไหล, ดินโคลนถล่ม หลังจากได้รับการแจ้งเตือนจากกรมทรัพยากรธรณีว่าพบดินในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในสภาพอุ้มน้ำสูงเสี่ยงที่จะเกิดดินเลื่อนไหล ดินโคลนถล่ม ได้ พร้อมกันนี้ได้แจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยวาตภัย และดินโคลนถล่ม เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้น
นายเชาวลิต กล่าวว่า จ.ระนองยังเฝ้าระวัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ต่อไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน นี้ เนื่องจาก จ.ระนองยังคงได้รับอิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านภาคกลาง ส่งผลให้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ใน จ.ระนองต่อเนื่องในระยะนี้ อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ลมพัดแรงกระโชกบางช่วง สำหรับคลื่นลมในทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2 ม. จึงขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ ส่วนเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้
นายเชาวลิต กล่าวต่ออีกว่า เพื่อเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย ดินโคลนถล่ม และคลื่นลงแรงในทะเล อันอาจจะสร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย ทาง ปภ.จึงเร่งประสานขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการดังนี้ ติดตามสถานการณ์และข่าวการพยากรณ์อากาศโดยใกล้ชิดและให้แจ้งเตือน ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบ และพร้อมเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในทันที โดยให้ประชาชนเตรียมความพร้อมในการเผชิญเหตุการณ์ เฝ้าระวังเด็กตกน้ำ สำรองปัจจัย4 รวมทั้งการติดตามข่าวสารการแจ้งเตือนของทางราชการอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชม.ในช่วงระยะวันแจ้งเตือนดังกล่าว สำหรับอำเภอให้แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม พร้อมขอให้เตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรด้านต่างๆ เพื่อเป็นการเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น สามารถประสานการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการ และแผนเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยฯ รวมถึงการปรับปรุงเส้นทางอพยพ พื้นที่รองรับการอพยพ การจัดวางระบบที่เกี่ยวข้อง เช่นการสื่อสาร การรายงานได้ทันที และขอให้กำจัดวัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำ และหากเกิดสถานการณ์ขึ้นให้รายงานอำเภอ จังหวัดทราบทันที



