ข่าว

คุณธรรมจริยธรรมกับกฎหมาย:คุณเลือกได้

คุณธรรมจริยธรรมกับกฎหมาย:คุณเลือกได้

28 ก.ย. 2555

คุณธรรมจริยธรรมกับกฎหมาย:คุณเลือกได้ : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

             ผมไม่รีบด่วนสรุปในทันทีที่ได้ทราบกรณีการตีความปัญหาการชี้มูลของ ป.ป.ช. และการมีมติของ อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย ต่อกรณีคุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ เพราะในแง่ข้อกฎหมาย ผมจำเป็นต้องปรึกษาหาความรู้ให้ถ่องแท้ กระทั่งมั่นใจว่า ในทางกฎหมายท้ายที่สุดอาจเอาผิดคุณยงยุทธไม่ได้ เพราะผลแห่งการชี้มูลของ ป.ป.ช.นั้น ต้องใช้เวลาดำเนินการยาวนานก่อนการเกษียณอายุราชการของคุณยงยุทธ ทำให้ต้องมาพิจารณาว่า ในกรณีของโทษทางอาญา จำเป็นต้องได้รับโทษถึงที่สุดจึงจะได้สิทธิในการล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 แต่ในแง่โทษทางวินัยของข้าราชการ (มิใช่โทษทางอาญา) ทำได้สูงสุดแบบแรงๆ ที่คนเป็นข้าราชการไม่ต้องการพบเจอ คือ ให้ออก ปลดออก ไล่ออก เพราะมันเสื่อมเสียอย่างรุนแรง
 
             กรณีของคุณยงยุทธ ทาง อ.ก.พ.กระทรวง ได้มีมติให้ย้อนหลังความผิดของคุณยงยุทธไปถึงวันเกษียณอายุราชการในปี 2545 สาเหตุที่ต้องย้อนก็เพราะ โทษที่จะลงกับคุณยงยุทธ เป็นโทษทางวินัยข้าราชการ หากเกษียณอายุมาแล้ว ไม่มีบทลงโทษใดมาดำเนินการได้ นั่นคือเหตุแห่งการย้อน และสิ่งที่สามารถกระทำได้เมื่อมีการย้อนความผิดไปก็คือ ต้องดูว่าตั้งแต่ “การกระทำความผิดเกิดขึ้นกระทั่งวันเกษียณอายุราชการของคุณยงยุทธ ได้ไปดำเนินการประการใด ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์หรือสิ่งที่คนถูกปลดออก ไล่ออก ไม่พึงได้ เช่น เบี้ยหวัด บำนาญ เบี้ยประชุม ค่าตอบแทนทั้งในราชการและรัฐวิสาหกิจที่เป็นประธานหรือเป็นกรรมการร่วมอยู่” ซึ่งหากเป็นตำแหน่งซึ่งได้มาเพราะการเมืองหนุนนำ หลังเกษียณอายุทางราชการก็ไม่สามารถไปดำเนินการใดๆ ได้อีก นี่คือ กฎหมายครับ
 
             เป็น “กฎหมายซึ่งตรงเผงกับสิ่งที่คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเท่าที่ผมพอจะสรุปคร่าวๆ ว่า ขณะนี้กำลังพูดกันเรื่องกฎหมายไม่ใช่ประเด็นคุณธรรมจริยธรรม” ไม่ผิดเลยครับ เพราะในแง่กฎหมาย หากไม่มีช่องในทางเอาผิด ตามหลักกฎหมายอาญาก็ถือหลักไม่ให้ย้อนหลังในทางเป็นโทษอยู่แล้ว และกรณีนี้ยิ่งอ่อนกว่าโทษทางอาญาหลายเท่าตัว เพราะเป็นเรื่องของ “วินัยข้าราชการ” ซึ่งมีโทษแรงสุด และน่าหวาดหวั่นของข้าราชการทั้งหลาย คือ ปลดออก ไล่ออก ซึ่งมองดูว่า ข้าราชการชั้นแนวหน้าอย่าง คุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ ข้ามห้วยมาจากการปกครองส่วนท้องถิ่น คือ เทศบาล ก้าวหน้าสู่ตำแหน่งสูงสุดของกระทรวงมหาดไทย ย่อมไม่ธรรมดา ดังนั้น การจบชีวิตราชการด้วยโทษวินัยร้ายแรง สำหรับคนที่รับราชการก็อาจมองว่า รุนแรง และทำให้คุณยงยุทธ ต้องได้รับความเสื่มเสียอย่างที่สุดแล้ว แม้จะมี พ.ร.บ. ล้างมลทิน มาล้างมลทินออกไปก็ตาม
 
             แต่เรื่องทางกฎหมายกับคุณธรรมและจริยธรรม คนละเรื่องครับ ผมอยากเปรียบเทียบกรณีของความผิดง่ายๆ ระหว่างกฎหมายอิสลามกับกฎหมายไทย เพื่อให้เข้าใจความหมายของคุณธรรมจริยธรรม โดยในกฎหมายของเรามูลหนี้อายุความเรามีอยู่ประมาณ 10 ปี ถ้าไม่ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีภายในกำหนดก็ไม่สามารถเรียกร้องเอาสิ่งใดได้ แต่ถามว่า “มูลหนี้ยังอยู่ไหม” คำตอบคือ “มูลหนี้ยังอยู่ทุกคนย่อมทราบดี” เมื่อพิจารณาในศาสนาอิสลามซึ่งผมได้สอบถามผู้รู้ ยืนยันว่า เรื่องหนี้ของอิสลามถือเป็นเรื่องไม่มีอายุความ ทำให้เมื่อเป็นหนี้ใครก็ต้องหาทางชดใช้ให้เขาให้ครบจำนวนให้ได้ ผมเปรียบเทียบตรงนี้เพื่อให้เห็นว่า กรณีของคุณยงยุทธหากจะเปรียบความผิดของคุณ ยงยุทธในทางกฎหมาย กับกฎหมายไทยเรื่องหนี้ คือ คุณยงยุทธไม่ต้อง “ใช้หนี้” แต่ “มูลหนี้ เปรียบไป คือ สิ่งซึ่งคุณยงยุทธได้กระทำการใดๆ อันได้รับการล้างมลทิน เป็นการกระทำซึ่งเกิดขึ้นไปแล้ว”เพียงแต่ในทางกฎหมายให้ถือว่า “ผู้นั้นมิเคยถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัยในกรณีนั้นๆ” (ท้ายมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปี 50) ซึ่งวันนี้ พ้นจากวันที่คุณพงศ์เทพตอบคำถามนักข่าวได้อย่างถูกต้องครบถ้วนตามหลักกฎหมายไปเรียบร้อย ทำให้ประเด็นของนักข่าวว่าด้วยเรื่อง “จริยธรรม คุณธรรม” กลายเป็น “เผือกร้อน” สำหรับคุณยงยุทธจะต้องตัดสินใจเอง ซึ่งอาจลองศึกษาตัวแบบของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในกรณีคล้ายๆ กันเป็นอุทาหรณ์ ปรากฏให้เห็นอยู่หลายประเทศ ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษ เป็นกำลังใจให้นะครับ