
'สุขุมพันธุ์'เปิดสะพานข้ามวงแหวนตอ.
"สุขุมพันธุ์" เปิดสะพานข้ามวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก โชว์แอพพลิเคชั่น "BMA livetraffic" รายงานการจราจร จาก 'ซีซีทีวี' ผ่านทางสมาร์ทโฟน เผยปริมาณน้ำฝนเดือน ก.ย.พุ่งสูงสุดในรอบ 100 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 ก.ย. 55 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เป็นประธานเปิดใช้สะพานข้ามวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก โครงการก่อสร้างถนนหทัยราษฎร์ (สุวินทวงศ์-สายไหม) เชื่อมระหว่างถนนสุวินทวงศ์ กับถนนสุขาภิบาล 5 และถนนสายไหม
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า โครงการก่อสร้างถนนหทัยราษฎร์ เป็นแนวคันกั้นน้ำตามพระราชดำริ ได้เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมปีนี้ ใช้งบประมาณกว่า 929 ล้านบาท เดิมมีสภาพเป็นถนน 2 ช่องจราจร ผิวจราจรแอสฟัลต์ สองข้างทางเป็นคูระบายน้ำ กทม.จึงได้ก่อสร้างใหม่ขยายเป็นถนน 4 ช่องจราจร 2 ทิศทาง จุดเริ่มต้นที่ถนนสุวินทวงศ์ จนถึงถนนสายไหม มีระยะทางรวมประมาณ 15 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีการขยายสะพานข้ามคลอง 6 แห่ง จากเดิม 2 ช่องจราจร เป็น 4 จราจร พร้อมทั้งก่อสร้างระบบระบายน้ำและระบบสาธารณูปโภคใต้ดิน ทางเท้าและไฟฟ้าส่องสว่างด้วย คาดหวังว่าจะช่วยแบ่งแบาปริมาณจราจรจากถนนสายอื่นในพื้นที่ สำหรับการก่อสร้างสะพานข้ามวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก ที่เปิดใช้อย่างเป็นทางการในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการดังกล่าว มีระยะทาง 450 เมตร ขนาด 2 ช่องจราจร ทั้ง 2 ทิศทาง
นอกจากนี้ สำนักการโยธา กทม. อยู่ระหว่างการสำรวจออกแบบโครงการก่อสร้างถนนตามแนวผังเมือง ค.3 เชื่อมต่อถนนรามอินทรา ถึงถนนบางนา- ตราด เป็นถนนตามผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2549 เพื่อประโยชน์ในการเชื่อมโยงโครงข่ายถนนสายหลักตามแนวเหนือ-ใต้ ของกรุงเทพฯ จึงกำหนดจุดเริ่มต้นโครงการโดยเชื่อมต่อถนนลำลูกกา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี จากนั้นแนวเส้นทางจะลงมาทางทิศใต้ผ่านถนนหทัยราษฎร์ ตัดผ่านถนนรามอินทรา ถนนเสรีไทย ถนนรามคำแหง ถนนศรีนครินทร์ - ร่มเกล้า (ช.3) ถนนพัฒนาชนบท 3 ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์สายกรุงเทพฯ - ชลบุรี สายใหม่) ถนนลาดกระบัง ไปจนถึงถนนบางนา-ตราด ซึ่งโครงข่ายนี้จะช่วยกระจายการจราจรในพื้นที่อำเภอลำลูกกา เขตคลองสามวา มีนบุรี ลาดกระบัง และช่วยลดความแออัดบริเวณถนนลาดกระบัง ถนนนิมิตใหม่ ถนนสุวินทวงศ์ ถนนกิ่งแก้ว ถนนร่มเกล้า และถนนรามอินทรา
เปิดตัวแอพพลิเคชั่น 'BMA livetraffic' รายงานจราจรจากซีซีทีวีผ่านสมาร์ทโฟน
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย (ITIC) และนายเจริญ ลิ่มกังวาฬมงคล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ ทรูออนไลน์ นายนนท์ อิงคุทานนท์ ผู้จัดการทั่วไป บริการบรอดแบนด์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการดำเนินการเชื่อมต่อข้อมูลจราจรในเขตกรุงเทพมหานครจากกล้องซีซีทีวี เพื่อให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านการจราจรผ่านทางแอพพลิเคชั่น "BMA livetraffic" บนสมาร์ทโฟน ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.)
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า กทม.ได้ร่วมกับมูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย ในการรวบรวมข้อมูลจราจรจากกล้องซีซีทีวี ในพื้นที่กรุงเทพฯ มาใช้กับแอพพลิเคชั่น “BMA livetraffic” ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้รถใช้ถนนสามารถตรวจสอบสภาพการจราจร ก่อนการเดินทางผ่านสมาร์ทโฟน โดยในปัจจุบันกล้องซีซีทีวีของกทม. ที่ให้ข้อมูลจราจรบนถนนสายหลักมีจำนวน 150 กล้อง และกล้องซีซีทีวีของมูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทยอีก 50 กล้อง
นอกจากนี้บริษัททรูฯ ได้ให้การสนับสนุนโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจากศูนย์ควบคุมระบบจราจรของสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) ที่เสาชิงช้า ทำให้สามารถรายงานการจราจรได้ในเวลาขณะนั้น รวมทั้งให้การสนับสนุนพื้นที่จัดเก็บข้อมูลหรือเซิร์ฟเวอร์ ที่ทรูอินเทอร์เน็ตดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะเดียวกันยังได้พัฒนานำขึ้นเว็บไซต์ สจส. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้รับทราบสภาพการจราจรบนท้องถนนได้อย่างครอบคลุม อาทิ จุดการจราจรติดขัดที่ต้องหลีกเลี่ยง จุดการจราจรคล่องตัว จุดการจราจรที่เกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น ทำให้ประชาชนสามารถวางแผนก่อนการเดินทางและช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรให้ลดลง
"แอพพลิเคชั่นดังกล่าว รายงานสภาพการจราจรในช่วงแรกจะเป็นภาพนิ่งผ่านกล้องซีซีทีวีที่ต่อเนื่องกันทุก 1 นาที และจะพัฒนาขึ้นเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ประชาชนสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้บริการผ่านระบบ ไอโอเอส (IOS) และ แอนดรอยด์ (Android) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนในระยะยาวทางกทม. มีนโยบายที่จะเพิ่มกล้องซีซีทีวี เพื่อการจราจรอีกจำนวน 150 กล้อง และทางทรูฯ ได้เตรียมเพิ่มประสิทธิความเร็วจาก 20 เม็กกะไบท์ เป็น 100 เม็กกะไบท์ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้าไปดูข้อมูลการจราจร"
เผยปริมาณน้ำฝนเดือน ก.ย.พุ่งสูงสุดในรอบ 100 ปี
นายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ (สนน.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเฉพาะในเดือนกันยายน คิดเป็นปริมาณน้ำกว่า 500 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นปริมาณน้ำฝนสะสม 721 มิลลิเมตร (มม.) เมื่อเทียบกับผลงานวิจัยของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าปริมาณน้ำฝนสะสมยังสูงสุดในรอบ 100 ปี ซึ่งที่ผ่านมาปริมาณน้ำฝนสะสมในเดือนกันยายนสูงสุดแค่ 679.2 มม. อย่างไรก็ตามล่าสุดปริมาณฝนสะสมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายน ปี 2555 อยู่ที่ 1,575.5 มม. ขณะที่กรุงเทพฯ มีค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำฝนปีละ 1,500 มม. ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเกิดฝนตกหนักจริงๆ
นายวสันต์ มีวงษ์ โฆษกกทม. กล่าวว่า กทม.ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือฝนตกที่จะมีไปจนถึงต้นเดือนตุลาคมนี้ ในส่วนของสถานีสูบน้ำ เพื่อระบายน้ำท่วมขังออกจากพื้นที่ ได้ซ่อมบำรุงเครื่องสูบน้ำตามสถานีสูบน้ำ 158 แห่ง ประตูระบายน้ำ 214 แห่ง และบ่อสูบน้ำ180 แห่ง ทั้งหมดมีประสิทธิภาพการระบายน้ำท่วมขังในช่วงฝนตกที่ผ่านมา 1,638 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที แบ่งเป็น ฝั่งพระนคร 1,099 ลบ.ม.ต่อวินาที ฝั่งธนบุรี 539 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนขีดความสามารถของการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาของสถานีสูบน้ำที่ติดตั้งริมแม่น้ำ รวม 1,032 ลบ.ม.ต่อวินาที แบ่งเป็นฝั่งพระนคร 695 ลบ.ม.ต่อวินาที ฝั่งธนบุรี 337 ลบ.ม.ต่อวินาที นอกจากนี้ยังได้เตรียมความพร้อมของหน่วยเบสท์ (BEST) หน่วยบริการฉุกเฉิน (SOS) และเจ้าหน้าที่
นายวสันต์ ระบุด้วยว่า ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งแจ้งเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วม ท่อระบายน้ำชำรุด ท่อระบายน้ำอุดตัน และการปิดเปิดประตูระบายน้ำ ได้จากศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทางโทรศัพท์ ตลอด 24 ชั่วโมง หมายเลข 02-248-5115 จำนวน 20 คู่สาย และทางเว็บไซต์กทม. http://www.bangkok.go.th หรือที่ http://dds.bangkok.go.th/



