ข่าว

ทบ.แจงจ้างเอกชนซ่อม'เรือเหาะ'

ทบ.แจงจ้างเอกชนซ่อม'เรือเหาะ'

27 ก.ย. 2555

ทบ.แจงจ้างเอกชนซ่อม'เรือเหาะ'50 ล้าน เหตุหมดประกัน อ้างเสื่อมสภาพเพราะใช้งาน เผยซ่อมเสร็จบินได้ พ.ย.นี้ "สุกำพล"ยันใช้งานได้ “ปลัดมท.”หนุนฝังชิปในรถแก้เหตุป่วนใต้

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา กองทัพบกได้เซ็นสัญญาว่าจ้าง บริษัท Worldwide Aeros Corp.และ บ.เอ็มแลนดาร์ช จำกัดให้ซ่อมแซมแก้ไขให้เรือเหาะ (Airship) จำนวน 50 ล้านบาท เพื่อให้สามารถขึ้นบิน และใช้ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ซึ่งทางบริษัท ระบุว่า จะสามารถซ่อมแซม และบินได้ภายในเดือน พ.ย.นี้ ทั้งนี้เรือเหาะดังกล่าวซื้อมาจากบริษัท Arial International Cooperation มูลค่า350 ล้านบาทในสมัยที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก โดยในห้วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ทางกองทัพบกต้องจ่ายค่าเติมฮีเลียมเดือนละ 2-3 แสนบาท เพื่อคงสภาพกันรั่ว รวมแล้วช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทางกองทัพบกต้องใช้งบประมาณกว่า 25 ล้านบาท ในการรักษารูปทรงของเรือเหาะ

               ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจงว่า เนื่องจากสิ้นสุดระยะเวลาในการรับประกันของระบบการเฝ้าตรวจทางอากาศด้วยเรือเหาะและอากาศยาน ทางกองทัพบกจึงได้ทำสัญญาให้บริษัทฯเอกชน มาดำเนินการดูแลปรนนิบัติบำรุงให้กับระบบทั้งระบบต่ออีก โดยจะมีการตรวจเช็ค ปรับปรุงอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพตามเวลาการใช้งาน รวมถึงที่เสื่อมสภาพจากทั้งความร้อนและความชื้น อันเกิดจากสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่ใช้งานด้วย โดยจะดำเนินการ ทั้งตัวเรือเหาะ ชุดกล้องตรวจการณ์ และระบบถ่ายทอดสัญญานรับส่งข้อมูล อีกทั้งการปรับปรุงเพิ่มขีดความสามารถในเรื่องระยะทางของการรับส่งสัญญานให้ครอบคลุมและกว้างไกลขึ้น ซึ่งคาดว่า จะใช้เวลาในการปรนนิบัติบำรุงไม่นานก็จะแล้วเสร็จ

"สุกำพล"แจง"เรือเหาะ"ใช้งานได้

               พล.อ.อ.สุกำพล  สุวรรณทัต รมว.กลาโหม  กล่าวว่า ถ้ามีปัญหาก็คงต้องซ่อมไม่อยากให้มองเรื่องนี้เป็นปัญหา  ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า กองทัพบกไม่ได้นำเรือเหาะมาใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจังนั้น แล้วทราบได้อย่างไรว่าไม่ได้ใช้งาน อยากให้ถามกองทัพบกว่าใช้งานหรือไม่ อาจจะใช้งานแต่ใช้งานน้อยหน่อย ซึ่งอาจจะแพงอยู่ เพราะต้องเติมฮีเลียม  ถ้าเขามีอย่างอื่นทดแทนได้เขาคงใช้ไปแล้ว

 

“ปลัดมท.”หนุนฝังชิปในรถแก้เหตุป่วนใต้

               นายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถึงกรณี นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ(คอ.นธ.)เสนอให้รัฐบาลดำเนินการติดตั้งเทคโนโลยี RFld(Radio Frequency Identification)ให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกชนิดเพื่อติดตามเส้นทางหรือสืบหาที่มาของรถได้ว่า เรื่องนี้มีตนเสนอมานานแล้ว ถ้าทำได้ก็น่าสนใจ แต่ทุกวันนี้ยังไม่มี

                “อย่างจระเข้ติดชิปแล้วติดตามได้หมด สุนัขติดชิปแล้วตามได้หมด คือใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย แต่รถยนต์ทุกคนในราชอาณาจักรไทย อันนี้จะเหนื่อยที่ต้องไปตาม เป็นเรื่องของกรมการขนส่งทางบก ถ้าเขาเอาด้วยทำหมดทั่วประเทศก็น่าสนใจทุกคันติดชิปหมด” นายพระนาย กล่าว และว่า ซึ่งไม่ต้องลงทุนเห็นว่างบประมาณ 3,000 กว่าล้าน ส่วนตัวคิดว่ามีความน่าสนใจถ้าทำได้

 

รมว.กห.ยันเดินหน้าตรวจสอบปม"มาร์ค"หนีทหาร


                พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวถึงกรณีที่ศาลอาญายกคำร้องของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ข้อหาหมิ่นประมาทว่าหนีทหารว่า  ตนยังไม่ทราบ ทุกสิ่งที่เราทำๆด้วยเหตุผล  ไม่ได้ทำเพราะอย่างอื่น ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์อาจจะมีการฟ้องตนในเรื่องนี้นั้น เมื่อมีคนแจ้งมา ตนก็ต้องทำ และถ้าเดินหน้าแล้วหยุดไม่ได้  ต้องทำให้เสร็จตามเหตุผลที่มีอยู่ ส่วนกรณีที่ให้เจ้าหน้าที่กรมพระธรรมนูญตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องเอกสารการหนีทหารนั้น ขณะนี้อยู่ในช่วงการโยกย้ายและเปลี่ยนคน เรื่องดังกล่าวจึงหยุดชะงัก

                เมื่อถามถึง ปัญหาของ นายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่อาจส่งผลกระทบต่อรัฐบาล พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า  เป็นเรื่องของคนๆเดียว ซึ่งรัฐมนตรีมีหลายคนไม่น่ามีปัญหา ในกระทรวงมหาดไทยรัฐมนตรีช่วยก็มี ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ตนคงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องนี้  ส่วนนายยงยุทธ จะต้องแสดงสปิริตด้วยการลาออกหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เป็นเรื่องของ นายยงยุทธ ซึ่งได้แสดงเจตจำนงชัดเจนเป็นเรื่องส่วนตัวคิดว่าคงรู้ดี 


ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่ง“หญิงเป็ด”

               ศาลอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่นายสุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุดเจ้าของสำนวนและองค์คณะ มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ( สตง.) ที่ 184/2553 เรื่องยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าฯ สตง.ให้เป็นรักษาราชการแทนผู้ว่าฯ สตง. ลงวันที่ 18 ส.ค.53 โดยคดีนี้นายปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ยื่นฟ้อง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่า สตง. เป็นผู้ถูกฟ้อง ในคดีหมายเลขดำ 1306/2553 เรื่อง เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยมิชอบ กรณีออกคำสั่ง สตง.ที่ 184/2553 ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเห็นว่าผู้ถูกฟ้องพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.53 แล้วเพราะมีอายุครบ 65 ปี ที่ต้องเกษียณอายุ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ซึ่งนายพิศิษฐ์ รองผู้ว่า สตง. ในฐานะผู้เสียหายได้ยื่นร้องสอดในคดีด้วย โดยคดีนี้ผู้ฟ้องขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวด้วย ซึ่งศาลปกครองกลาง มีคำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่ง สตง. ดังกล่าวไว้ก่อน และเมื่อวันที่ 19 ต.ค.53 ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง สตง.นั้นด้วย เนื่องจากเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องพ้นจากตำแหน่งเพราะอายุครบ 65 ปีแล้ว คำสั่ง สตง.ที่ 184/2553 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

                ต่อมาคุณหญิงจารุวรรณ ยื่นอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุด พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคำสั่ง สตง.ดังกล่าว เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากคุณหญิงจารุวรรณ  ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่า สตง.ขณะออกประกาศ ต้องถือว่าพ้นจากการดำรงตำแหน่งผู้ว่า สตง.แล้วและไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออกคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากผู้ถูกฟ้องมีอายุ 65 ปีซึ่งครบวาระพ้นการดำรงตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ม.33 ประกอบ ม.27 และ 37 อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน