
ทบ.แจงจ้างเอกชนซ่อม'เรือเหาะ'
ทบ.แจงจ้างเอกชนซ่อม'เรือเหาะ'50 ล้าน เหตุหมดประกัน อ้างเสื่อมสภาพเพราะใช้งาน เผยซ่อมเสร็จบินได้ พ.ย.นี้ "สุกำพล"ยันใช้งานได้ ปลัดมท.หนุนฝังชิปในรถแก้เหตุป่วนใต้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา กองทัพบกได้เซ็นสัญญาว่าจ้าง บริษัท Worldwide Aeros Corp.และ บ.เอ็มแลนดาร์ช จำกัดให้ซ่อมแซมแก้ไขให้เรือเหาะ (Airship) จำนวน 50 ล้านบาท เพื่อให้สามารถขึ้นบิน และใช้ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ซึ่งทางบริษัท ระบุว่า จะสามารถซ่อมแซม และบินได้ภายในเดือน พ.ย.นี้ ทั้งนี้เรือเหาะดังกล่าวซื้อมาจากบริษัท Arial International Cooperation มูลค่า350 ล้านบาทในสมัยที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก โดยในห้วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ทางกองทัพบกต้องจ่ายค่าเติมฮีเลียมเดือนละ 2-3 แสนบาท เพื่อคงสภาพกันรั่ว รวมแล้วช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทางกองทัพบกต้องใช้งบประมาณกว่า 25 ล้านบาท ในการรักษารูปทรงของเรือเหาะ
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจงว่า เนื่องจากสิ้นสุดระยะเวลาในการรับประกันของระบบการเฝ้าตรวจทางอากาศด้วยเรือเหาะและอากาศยาน ทางกองทัพบกจึงได้ทำสัญญาให้บริษัทฯเอกชน มาดำเนินการดูแลปรนนิบัติบำรุงให้กับระบบทั้งระบบต่ออีก โดยจะมีการตรวจเช็ค ปรับปรุงอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพตามเวลาการใช้งาน รวมถึงที่เสื่อมสภาพจากทั้งความร้อนและความชื้น อันเกิดจากสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่ใช้งานด้วย โดยจะดำเนินการ ทั้งตัวเรือเหาะ ชุดกล้องตรวจการณ์ และระบบถ่ายทอดสัญญานรับส่งข้อมูล อีกทั้งการปรับปรุงเพิ่มขีดความสามารถในเรื่องระยะทางของการรับส่งสัญญานให้ครอบคลุมและกว้างไกลขึ้น ซึ่งคาดว่า จะใช้เวลาในการปรนนิบัติบำรุงไม่นานก็จะแล้วเสร็จ
"สุกำพล"แจง"เรือเหาะ"ใช้งานได้
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม กล่าวว่า ถ้ามีปัญหาก็คงต้องซ่อมไม่อยากให้มองเรื่องนี้เป็นปัญหา ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า กองทัพบกไม่ได้นำเรือเหาะมาใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจังนั้น แล้วทราบได้อย่างไรว่าไม่ได้ใช้งาน อยากให้ถามกองทัพบกว่าใช้งานหรือไม่ อาจจะใช้งานแต่ใช้งานน้อยหน่อย ซึ่งอาจจะแพงอยู่ เพราะต้องเติมฮีเลียม ถ้าเขามีอย่างอื่นทดแทนได้เขาคงใช้ไปแล้ว
“ปลัดมท.”หนุนฝังชิปในรถแก้เหตุป่วนใต้
นายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถึงกรณี นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ(คอ.นธ.)เสนอให้รัฐบาลดำเนินการติดตั้งเทคโนโลยี RFld(Radio Frequency Identification)ให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกชนิดเพื่อติดตามเส้นทางหรือสืบหาที่มาของรถได้ว่า เรื่องนี้มีตนเสนอมานานแล้ว ถ้าทำได้ก็น่าสนใจ แต่ทุกวันนี้ยังไม่มี
“อย่างจระเข้ติดชิปแล้วติดตามได้หมด สุนัขติดชิปแล้วตามได้หมด คือใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย แต่รถยนต์ทุกคนในราชอาณาจักรไทย อันนี้จะเหนื่อยที่ต้องไปตาม เป็นเรื่องของกรมการขนส่งทางบก ถ้าเขาเอาด้วยทำหมดทั่วประเทศก็น่าสนใจทุกคันติดชิปหมด” นายพระนาย กล่าว และว่า ซึ่งไม่ต้องลงทุนเห็นว่างบประมาณ 3,000 กว่าล้าน ส่วนตัวคิดว่ามีความน่าสนใจถ้าทำได้
รมว.กห.ยันเดินหน้าตรวจสอบปม"มาร์ค"หนีทหาร
พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวถึงกรณีที่ศาลอาญายกคำร้องของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ข้อหาหมิ่นประมาทว่าหนีทหารว่า ตนยังไม่ทราบ ทุกสิ่งที่เราทำๆด้วยเหตุผล ไม่ได้ทำเพราะอย่างอื่น ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์อาจจะมีการฟ้องตนในเรื่องนี้นั้น เมื่อมีคนแจ้งมา ตนก็ต้องทำ และถ้าเดินหน้าแล้วหยุดไม่ได้ ต้องทำให้เสร็จตามเหตุผลที่มีอยู่ ส่วนกรณีที่ให้เจ้าหน้าที่กรมพระธรรมนูญตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องเอกสารการหนีทหารนั้น ขณะนี้อยู่ในช่วงการโยกย้ายและเปลี่ยนคน เรื่องดังกล่าวจึงหยุดชะงัก
เมื่อถามถึง ปัญหาของ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่อาจส่งผลกระทบต่อรัฐบาล พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า เป็นเรื่องของคนๆเดียว ซึ่งรัฐมนตรีมีหลายคนไม่น่ามีปัญหา ในกระทรวงมหาดไทยรัฐมนตรีช่วยก็มี ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ตนคงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ส่วนนายยงยุทธ จะต้องแสดงสปิริตด้วยการลาออกหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เป็นเรื่องของ นายยงยุทธ ซึ่งได้แสดงเจตจำนงชัดเจนเป็นเรื่องส่วนตัวคิดว่าคงรู้ดี
ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่ง“หญิงเป็ด”
ศาลอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่นายสุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุดเจ้าของสำนวนและองค์คณะ มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ( สตง.) ที่ 184/2553 เรื่องยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าฯ สตง.ให้เป็นรักษาราชการแทนผู้ว่าฯ สตง. ลงวันที่ 18 ส.ค.53 โดยคดีนี้นายปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ยื่นฟ้อง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่า สตง. เป็นผู้ถูกฟ้อง ในคดีหมายเลขดำ 1306/2553 เรื่อง เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยมิชอบ กรณีออกคำสั่ง สตง.ที่ 184/2553 ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเห็นว่าผู้ถูกฟ้องพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.53 แล้วเพราะมีอายุครบ 65 ปี ที่ต้องเกษียณอายุ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ซึ่งนายพิศิษฐ์ รองผู้ว่า สตง. ในฐานะผู้เสียหายได้ยื่นร้องสอดในคดีด้วย โดยคดีนี้ผู้ฟ้องขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวด้วย ซึ่งศาลปกครองกลาง มีคำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่ง สตง. ดังกล่าวไว้ก่อน และเมื่อวันที่ 19 ต.ค.53 ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง สตง.นั้นด้วย เนื่องจากเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องพ้นจากตำแหน่งเพราะอายุครบ 65 ปีแล้ว คำสั่ง สตง.ที่ 184/2553 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ต่อมาคุณหญิงจารุวรรณ ยื่นอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุด พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคำสั่ง สตง.ดังกล่าว เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากคุณหญิงจารุวรรณ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่า สตง.ขณะออกประกาศ ต้องถือว่าพ้นจากการดำรงตำแหน่งผู้ว่า สตง.แล้วและไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออกคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากผู้ถูกฟ้องมีอายุ 65 ปีซึ่งครบวาระพ้นการดำรงตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ม.33 ประกอบ ม.27 และ 37 อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน



