ข่าว

อุตุฯเตือนฉ.14'ฝนตกหนักถึงหนักมาก'

อุตุฯเตือนฉ.14'ฝนตกหนักถึงหนักมาก'

27 ก.ย. 2555

กรมอุตุฯ ประกาศเตือนภัย ฉบับที่ 14 ระบุ ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่นโดยเฉพาะบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขณะที่หลายจังหวัดเจอพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง น้ำท่วมหนักหลายพื้นที่

                             เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 27 ก.ย. 55 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือน "ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย" ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 27 กันยายน 2555 ระบุว่า ร่องมรสุมกำลังแรงยังคงพาดผ่านบริเวณภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่นโดยเฉพาะบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยและพื้นที่ที่มีน้ำท่วมบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากในระยะนี้ สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือในช่วงวันที่ 27-30 กันยายน 2555

                             อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น “เจอลาวัต” (JELAWAT) บริเวณด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวไปใกล้เกาะไต้หวันในช่วงวันที่ 28-29 กันยายน 2555 ส่วนพายุโซนร้อน “เอวิเนียร์” (EWINIAR) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะเคลื่อนตัวไปใกล้ประเทศญี่ปุ่นในช่วงวันที่ 28-29 กันยายน 2555 โดยพายุทั้ง 2 ลูกนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

                             ประกาศ ณ วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 16.30 น.

 

เตือนเฝ้าระวังฝนตกหนักภาคกลาง

 

                             ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ล่าสุด (27 ก.ย.) ที่จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,309 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากวานนี้ 76 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 4.09 เมตร มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท 1,365 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากวานนี้ 40 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำท้ายเขื่อนต่ำกว่าตลิ่ง 3.53 เมตร

                             สำหรับจังหวัดสิงห์บุรี มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,437 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากวานนี้ 68 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 2.41 เมตร จังหวัดอ่างทอง มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,440 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากวานนี้ 90 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.12 เมตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 775 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากวานนี้ 53 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.46 เมตร  

                             ส่วนที่คลองบางหลวง (คลองโผงเผง) มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 385 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากวานนี้ ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 26 เซนติเมตร คลองบางบาล มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 116 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากวานนี้ ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 32 เซนติเมตร และที่ อ.บางไทร มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,857 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มขึ้นจากวานนี้ 27 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.50 เมตร

                             แนวโน้มสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากในพื้นที่ทางตอนบนมีฝนตกน้อยลงแล้ว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคกลางในระยะนี้ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดด้วย 
 

 

ชัยนาท - พายุกระหน่ำ 5 ตำบล เสียหาย 200 หลัง

 

                             ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อกลางดึกคืนวันพุธที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้เกิดลมพายุพัดกระหน่ำ ใน ต.โพนางดำออก , ต.โพนางดำตก , เทศบาลตำบลโพธิ์พิทักษ์ , ต.หาดอาษา และ ต.เขาแก้ว ใน อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ส่งผลให้บ้านเรือนได้รับความเสียหายกว่า 200 หลังคาเรือน ขณะเดียวกันยังมีต้นไม้ใหญ่จำนวนมากหักโค่นล้มทับเสาไฟฟ้าและบ้านเรือนประชาชน ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย เพื่อพิจารณาของบประมาณที่จะนำมาซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุดังกล่าว

                             ด้านนางเพ็ญศรี มีครุฑ อายุ 45 ปี ภูมิลำเนา ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงเย็นมีฝนตกหนักและพายุพัดอย่างรุนแรง ทำให้บ้านชั้นเดียวของตนที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ ได้รับความเสียหายทั้งหลัง จนไม่สามารถใช้อยู่อาศัยได้ ทั้งที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ มีมูลค่าความเสียหายกว่า 500,000 บาท

 

พังงา - น้ำซัดสะพานบ้านบางเหมียงพังตัดขาด 60 ครัวเรือน

 

                             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ได้รับแจ้งจาก นายเสริมพงษ์ สฤษดิสุข รองประธานสภา อบจ.พังงา ว่าสะพานคอนกรีตบ้านบางเหมียง ม.8 ต.นบปริง อ.เมือง จ.พังงา ที่ถูกกระแสน้ำซัดจนทรุดตัวลงเมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา บัดนี้ได้ถูกน้ำซัดตอม้อและสะพานตกลงไปในลำคลองเรียบร้อยแล้ว มีชาวบ้านติดอยู่ภายในหมู่บ้านนับร้อยคน จึงออกไปตรวจสอบพบว่าเนื่องจากมีฝนตกอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 3 วันแล้ว ทำให้มีกระแสน้ำในลำคลองหราไหลเชี่ยวกราดทำให้สะพานพังลงไป ทำให้ชาวบ้านติดอยู่ในหมู่บ้านจำนวนมาก

                             นายสุทิน มะลิการ ส.อบต.นบปริง เปิดเผยว่า มีฝนตกหนักในพื้นที่ติดต่อกันมา 3 วันแล้ว ตนเองได้ยินเสียงของสะพานที่ทรุดตัวพังลงในลำคลองเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. เมื่อคืนวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา สะพานนี้เป็นเส้นทางเข้า-ออกเพียงทางเดียวของหมู่บ้าน ซึ่งนอกจากชาวบ้านในพื้นที่กว่า 60 ครัวเรือนที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน นำผลิตผลส่งขาย นักเรียน นักศึกษา ไปเรียนหนังสือ ยังมีแหล่งท่องเที่ยว ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามานั่งช้างท่องป่ากันหลายร้อยคนต่อวัน คาดว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สะพานพังลงมา ก็เพราะได้มีการดูดทรายในลำคลองหราของกลุ่มนายทุน ในพื้นที่ ม.6 ต.นบปริง ซึ่งอยู่ห่างจากสะพานนี้ลงไปทางใต้ประมาณ 1.5 กม. ปัจจุบันได้สร้างความเสียหายให้แก่ริมตลิ่งที่พังลงในลำคลองเป็นจำนวนมาก

                             นายเสริมพงษ์ สฤษดิสุข รองประธานสภา อบจ.พังงา กล่าวว่า ตอนนี้ได้ประสานกับทาง อบจ.พังงาและ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพังงา ในการเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับชาวบ้านก่อน โดย อบจ.พังงาได้จัดอาหารกล่องและน้ำดื่มส่งเข้าไปให้ชาวบ้านโดยใช้การบรรทุกด้วยช้างเข้าไปให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นก่อน และจะมีการประสานกับเจ้าของที่ดินที่สามารถสร้างทางชั่วคราวไปออกทางบ้านพรุผักหนาม ม.1 ต.นบปริงได้

                             ด้านนายสมเกียรติ อินทรคำ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า ได้ประสานกับศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 12 จ.สงขลา ในการนำสะพานแบริ่งมาติดตั้งให้ชาวบ้านได้สัญจรไปมาได้เป็นการชั่วคราวก่อน ซึ่งคาดว่าจะติดตั้งได้เรียบร้อยในวันเสาร์ที่ 29 กันยายน นี้ และขอให้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากในระหว่างวันที่ 27-28 กันยายน นี้ 

 

ระนอง - ทหารเร่งทำสันเขื่อนรับมือน้ำป่าทะลัก

 

                             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  จากการที่จังหวัดระนองมีฝนตกต่อเนื่อง มาตลอด 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่าบางพื้นที่ เช่น บ้านนกงาง ม.5 ต.ราชกรูด อ.เมืองระนอง ถูกน้ำป่าทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน และกัดเซาะแนวตลิ่งริมคลอง บริเวณระยะทางยาวเกือบ 2 กิโลเมตร สร้างความเสียหายทั้ง สวนผลไม้และสวนปาล์ม ตั้งแต่เมื่อวานนี้นั้น เช้านี้ทหารจากกองร้อยช่วยเหลือประชาชน เข้าเร่งขนย้ายหินจากคลองทำสันเขื่อนชั่วคราว ป้องกันการกัดเซาะแนวตลิ่ง และปภ.แจ้งเตือน ประชาชน 4 อำเภอ ที่เสี่ยงจากน้ำป่าไหลหลากและดินเลื่อนไหล ให้ติดตามและเฝ้าสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

                             พ.อ.เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 25 ได้สั่งการให้ ร.ท.วิโรจน์ สุขด้วง หน.ชุดปฎิบัติการประจำศูนย์บรรเทาสาธารณภัย นำทหารกองร้อยช่วยเหลือประชาชน จำนวน 30 นาย เข้าเร่งขนย้ายหินในคลองรา-กลอย ตลอดแนวกว่า 2 กิโลเมตร ของ บ้านนกงาง ม.5 ต.ราชกรูด อ.เมืองระนอง จากที่ถูกน้ำป่าพัดพามาทับถมกลางคลอง และกัดเซาะแนวตลิ่ง โดยนำหินก้อนขนาดต่างๆ ทำแนวเขื่อนกันน้ำกัดเซาะเข้าไปในสวนปาล์มของประชาชน อย่างเร่งด่วน เพื่อกันน้ำป่าที่จะไหลหลากมาในรอบใหม่เนื่องจากยังมีฝนตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่อง

                             นายไพบูลย์ เอี่ยมสุวรรณ ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาระนอง เปิดเผย ว่า สำนักงานสถานีอุตุนิยมวิทยาระนอง ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ได้แจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนเลื่อนไหล หลังเกิดฝนตกหนัก และปริมาณน้ำฝนตกสะสมในพื้นที่จังหวัดระนองในรอบสัปดาห์ ที่ผ่านมา ซึ่งปริมาณน้ำฝนที่วัดได้เมื่อเช้านี้ปริมาณฝนที่สถานีอุตุนิยมวิทยา อ.เมือง วัดได้ 77.4 มิลลิเมตร , ต .ลำเลียง อ.กระบุรี วัดได้ 72.0 มิลลิเมตร, และ ต.นาคา อำเภอสุขสำราญ วัดได้ 69.5 มิลลิเมตร

                             ส่วน นายเชาวลิต นิฒรรัตน์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระนอง กล่าวว่า เนื่องจาก อิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดฝนตกหนักตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา จึงแจ้งเตือนให้ พี่น้องชาวระนองทั้ง 5 อำเภอ คือ อำเภอกระบุรี อำเภอละอุ่น อำเภอเมืองระนอง อำเภอกะเปอร์ และอำเภอสุขสำราญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชน ใน ตำบลราชกรูด อำเภอเมืองระนอง , ตำบลบางหิน อำเภอกะเปอร์ และตำบลกำพวน อำเภอราชกรูด ที่อยู่บริเวณพื้นที่ลาดชัน และลำคลองที่รับน้ำจากแนวภูเขาให้ระวังน้ำป่าไหลหลาก ดินเลื่อนไหล และควรสังเกตสีของน้ำ , ปริมาณของน้ำในคลองที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรือประมงควรงดออกจากฝั่ง เนื่องจากยังมีทั้งลมและฝนตกต่อเนื่องทั้งสัปดาห์นี้ 

                             พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชม.ในช่วงระยะวันแจ้งเตือนดังกล่าว สำหรับอำเภอให้แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม พร้อมขอให้เตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรด้านต่างๆ เพื่อเป็นการเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น สามารถประสานการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการ และแผนเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยฯ รวมถึงการปรับปรุงเส้นทางอพยพ พื้นที่รองรับการอพยพ การจัดวางระบบที่เกี่ยวข้อง เช่นการสื่อสาร การรายงานได้ทันที และขอให้กำจัดวัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำ และหากเกิดสถานการณ์ขึ้นให้รายงานอำเภอ จังหวัดทราบทันที

 

สกลนคร - เตือนปชช.ระวังอันตรายฝนฟ้าคะนอง

 

                             พลตรีกฤตัชญ์ สรวมศิริ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสกลนคร สั่งกำลังพลเตรียมพร้อม รับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น หลังสภาพอากาศในพื้นที่แปรปรวน โดยขอความร่วมมือไปยังสัสดีอำเภอ และหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารที่กระจายอยู่ตามอำเภอต่างๆ เป็นกองหนุนคอยแจ้งเหตุด่วน และหากเกิดเหตุทางจังหวัดทหารบกสกลนคร จะได้ประสานทางจังหวัดสกลนคร และสำนักงานปภ.จังหวัด พร้อมเข้าไปช่วยเหลือประชาชนเป็นการเร่งด่วนต่อไป

                             สภาพอากาศของจังหวัดสกลนครหลังจากเกิดฝนทิ้งช่วงไปนานหลายอาทิตย์ เริ่มมีฝนตกลงมาอย่างหนักในหลายพื้นที่ ประกอบกับช่วงที่ผ่านมามีอากาศร้อน ทั้งๆ ที่เป็นฤดูฝน แม้ฝนจะหยุดตกแต่ก็มีอากาศที่อบอ้าว ทำให้มีสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนตกหนัก และฟ้าคะนอง สลับกับมีพายุฝนลมแรง ทำให้เสี่ยงเกิดอันตรายกับบ้านเรือน และเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชน และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์

 

พิษณุโลก - ฝนตกหนักน้ำท่วมกระทบล่องแก่ง

 

                             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้ได้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทย และมีสถานการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นใน 3 อำเภอของจังหวัดพิษณุโลก ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวล่องแก่งลำน้ำเข็กอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลกพบว่า มีนักท่องเที่ยวจำนวนน้อยลง เนื่องมาจากความเข้าใจผิดส่วนหนึ่งว่าจังหวัดพิษณุโลกมีน้ำท่วมทำให้ไม่สามารถล่องแก่งได้

                             นายณัฐวัฒน์ วัฒนาประสิทธิ์ อุปนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาการท่องเที่ยวล่องแก่งลำเข็กได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างมาก เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เข้าใจว่าจังหวัดพิษณุโลกถูกน้ำท่วมไม่สามารถล่องแก่งได้ ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวลดลงกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งที่จริงในการท่องเที่ยวล่องแก่งไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมแต่อย่างใด โดยนักท่องเที่ยวสามารถมาท่องเที่ยวล่องแก่งลำน้ำเข็กได้ตามปกติ โดยระดับน้ำ ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งถือว่าระดับน้ำที่ยังล่องแก่งได้ โดยระดับน้ำที่ ล่องแก่งอยู่ที่ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถึง 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

                             ดังนั้นจึงอยากขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะวัยโจ๋ ที่มีความสนใจมาท่องเที่ยวเชิงผจญภัยทางน้ำมาท่องเที่ยวล่องแก่งลำน้ำเข็กในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ก่อนที่ระดับน้ำจะลดลงจนไม่สามารถล่องได้ในช่วงหน้าหนาวที่จะถึงนี้

 

พิจิตร - น้ำแม่น้ำยมเอ่อท่วมสำนักสงฆ์

 

                             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตรยังส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง น้ำจากแม่น้ำยมที่ยังเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้เอ่อเข้าท่วมสำนักสงฆ์โพธิ์เจริญ หมู่ที่ 10 ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร โดยน้ำได้ท่วมกุฏิที่พักสงฆ์ ระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร พระสงฆ์ที่มีอยู่ในสำนักสงฆ์จำนวน 2 รูป ต้องย้ายมาพักอาศัยบนศาลาการเปรียญแทนเนื่องจากเกรงอันตราย แต่ก็ยังต้องพายเรือเข้าไปตรวจสอบกุฏิเป็นระยะเนื่องจากเกรงน้ำท่วมจะสร้างความเสียหายตัวกุฏิและสิ่งองไม่ให้ได้รับความเสียหาย

                             พระสมทรง กิตตะปาโล พระสงฆ์ผู้ดูแลสำนักสงฆ์ กล่าวว่า น้ำแม่น้ำยมได้เอ่อเข้าท่วมบริเวณสำนักสงฆ์ทั้งหมดเหลือเพียงบริเวณศาลาที่เป็นพื้นที่สูง อาตมาและพระอีกรูป ต้องย้ายมาพักอาศัยบนศาลาเป็นการชั่วคราว เนื่องจากเกรงอันตรายจากน้ำและการเข้าออกก็ลำบาก แต่ยังต้องคอยพายเรือเพื่อไปดูกุฏิ ที่ถูกน้ำท่วมเพื่อป้องกันความเสียหายและเป็นการป้องกันสัตว์ร้ายที่อาจจะหนีน้ำเข้ามาอาศัยภายในกุฏิซึ่งอาจจะทำอันตรายต่อพระและญาติโยมได้

 

แม่ฮ่องสอน - พายุฝนถล่มลมกระโชกแรง

 

                             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เกิดพายุฝนและลมแรงเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ส่งผลให้ต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มลงมาทับทางหลวงแผ่นดิน 108 ระหว่าง แม่ฮ่องสอน-ขุนยวม กม.ที่ 258-259 ในท้องที่ ต.ผาบ่อง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ส่งผลให้รถยนต์ติดยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ในระหว่างที่นายสุทธา สายวาณิย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กำลังนั่งผ่านเพื่อจะไปตรวจราชการที่อำเภอแม่สะเรียง จึงได้ประสานให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข

                             ด้านนายพีรัตน์ เรืองสุกใส ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ในเวลา 14.00 น. วันที่ 27 กันยายน เกิดพายุลมแรงเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน นานประมาณ 25 นาที สาเหตุที่เกิดพายุฝนและลมแรงดังกล่าว เนื่องจากเป็นลมมรสุมตะวันเฉียงใต้ค่อนข้างแรง ประกอบกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่รองรับลมมรสุมในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเกิดพายุฝนและลมแรงดังนั้นขอให้ประชาชนระมักระวังพายุฝนและลมแรงในระยะนี้ด้วย