
อ.จุฬาฯทวงถามสปิริต'ยงยุทธ'
"อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ" ทวงถามสปิริตการเมือง "ยงยุทธ" กรณีคดีอัลไพน์ ขณะที่ "พงศ์โพยม" หวังกกต.-ศาลรธน.ชี้ขาด เผยล้างมลทินต่างจาก "ปลอดประสพ" เปิดงบกมธ.ดูงานตปท.175 ล้านบาท
27ก.ย.2555จากกรณีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กรณีถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดคดีทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงมหาดไทย ชี้โทษวินัยร้ายแรงให้ไล่ออก แต่ได้อานิสงส์ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ.2550 จึงถือว่าไม่มีความผิด
อ.รัฐศาสตร์จุฬาฯทวงสปิริต"ยงยุทธ"
นายจรัส สุวรรณมาลา อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า การเรียกร้องมาตรฐานจริยธรรมของนายยงยุทธเป็นเรื่องที่พูดยาก แต่ขอยกตัวอย่างกรณีของนายอารีย์ วงศ์อารยะ รมว.มหาดไทย ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเป็นศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เหมือนกัน แต่เมื่อถูก ป.ป.ช.ชี้มูลเรื่องการถือหุ้นบริษัทเอกชนเกินที่กฎหมายกำหนด จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ก็มีการแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งไป อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคนอย่างนายยงยุทธมีสามัญสำนึกทางการเมือง มีจรรยาบรรณที่เพียงพอจะตัดสินใจทำสิ่งที่เหมาะสม แต่การจะลาออกแสดงสปิริตหรือไม่มองว่าบางทีอาจมีคนที่ต้องร่วมตัดสินใจ อาทิ พรรคเพื่อไทย หรือคนที่มีอำนาจในพรรค
ด้าน นายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากเป็นประเทศอื่นนายยงยุทธคงต้องลาออกไปแล้ว แต่กับประเทศไทยนั้นตอบได้ยากว่าจะเป็นเช่นไร เพราะต้องถือว่ามีมาตรฐานจริยธรรม ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน
“ถ้าจะอุ้มกันไปแบบนี้ก็ต้องดูว่าจะไปได้สักกี่น้ำ คงต้องรอดูไปถึงการประชุม ครม.ครั้งหน้าว่าจะมีท่าทีอย่างไร ในฐานะที่เป็นรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการทุจริตควรต้องมีท่าที่ชัดเจน” นายไชยันต์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจบริเวณคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ สถานการณ์ยังปกติ ยังไม่มีการติดป้ายแสดงออกหรือพฤติกรรมคัดค้านกรณีการตัดสินใจของนายยงยุทธ ซึ่งจบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แต่อย่างใด
"พงศ์โพยม"หวังกกต.-ศาลรธน.ชี้ขาด
นายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะอดีตนายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ส.ร.จ.) กล่าวว่า เรื่องที่ดินอัลไพน์เป็นที่ถกเถียงกันมาก คนที่ตัดสินก็มีข้อมูล แต่ไม่มากพอ นักกฎหมายหลายคนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการล้างมลทิน ความจริงที่ดินอัลไพน์มีกฎหมายหลายตัวมาเกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายที่ดิน กฎหมายแพ่ง หรือพ.ร.บ.สงฆ์ เป็นต้น สุดท้ายเราทุกคนก็ต้องการคำตอบแล้วช่วยกันหาทางออก คงต้องรอทาง กกต.หรือศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินกันอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม อยากเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทย หรือนายยงยุทธ ออกมาชี้แจงที่มาที่ไปของการตัดสินใจในที่ดินอัลไพน์ ที่ใช้อำนาจทางปกครองในขณะเวลานั้น เพื่อสังคมได้รับรู้รับทราบกันว่าเป็นอย่างไร
ชี้กรณี"ปลอดประสพ"แตกต่างจาก"ยงยุทธ"
ส่วนกรณีของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ ที่เคยได้รับอานิสงส์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ.2550 มาก่อน และฝ่ายของนายยงยุทธ พยายามบอกว่ากรณีของเขาก็เหมือนกรณีของนายปลอดประสพ ถึงขนาดเมื่อ วันอังคารที่ผ่านมา ระหว่างผู้สื่อข่าวกำลังถามนายยงยุทธ เรื่องนี้ระหว่างเขาเดินทางไปตรวจน้ำท่วม นายยงยุทธ ก็ให้นายปลอดประสพ ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ มาช่วยอธิบาย
แหล่งข่าวใกล้ชิด นายปลอดประสพ เปิดเผยว่า หากไปดูรายละเอียดข้อเท็จจริงกรณีของนายปลอดประสพ จะพบว่าแตกต่างจากกรณีของนายยงยุทธ
"กรณีของท่านยปลอดประสพไปตามมาตรา 6 ส่วนกรณีของท่านยงยุทธ อ้างว่าเป็นตามมาตรา 5 " แหล่งข่าวใกล้ชิดนายปลอดประสพ กล่าว
เปิดงบกมธ.ดูงานตปท.175ล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากการที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา พาสื่อมวลชนไปดูงานที่ประเทศอังกฤษ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และขณะนี้นายสมศักดิ์เดินทางกลับมายังประเทศไทยแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้นายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกประธานสภา ระบุว่านายวัฒนาจะมาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมสภาวันนี้ (26 ก.ย.) แต่ปรากฏว่านายสมศักดิ์ ไม่ได้เข้ามาทำงานที่รัฐสภาตามที่ระบุแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม วันที่ 27 กันยายนนี้ คณะกรรมาธิการกิจการสภาจะมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว แต่ยังไม่ยืนยันว่านายสมศักดิ์จะเข้าชี้แจงหรือไม่
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบงบประมาณที่จัดสรรให้ในปี 2555 ส่วนของสำนักงานประธานสภา พบว่า มียอดรวมทั้งสิ้น 49,083,100 บาท
ขณะที่การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ในส่วนของคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 35 คณะ พบว่า ในปี 2555 ได้รับการจัดสรรรวมทั้งสิ้น 379,820,000 บาท โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศึกษาดูงานและเจรจาธุรกิจในต่างประเทศ จำนวน 175 ล้านบาท แบ่งเป็นคณะละ 5 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อปฏิบัติหน้าที่ภายในประเทศของคณะกรรมาธิการ (ค่ารับรอง) จำนวน 35 ล้านบาท แบ่งเป็นคณะละ 1 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายเพื่อรับรองแขกต่างประเทศของกรรมาธิการจำนวน 7 ล้านบาท แบ่งเป็นคณะละ 2 แสนบาท, ค่าใช้จ่ายในการจัดสัมมนาของกรรมาธิการจำนวน 52.5 ล้านบาท แบ่งเป็นคณะกรรมาธิการละ 1.5 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานของกรรมาธิการจำนวน 52.5 ล้านบาท แบ่งเป็นคณะกรรมาธิการละ 1.5 ล้านบาท, ค่าอาหารเลี้ยงรับรองกรรมาธิการจำนวน 14 ล้านบาท แบ่งเป็นคณะกรรมาธิการละ 4 แสนบาท, ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พักและค่าพาหนะของกรรมาธิการจำนวน 35 ล้านบาท แบ่งเป็นกรรมาธิการคณะละ 1 ล้านบาท และค่าตอบแทนล่ามประจำกรรมาธิการ จำนวน 8.8 ล้านบาท แบ่งเป็นกรรมาธิการคณะละ 2.5 แสนบาท



