
จากอยุธยาถึงกรุงเทพฯ
จากอยุธยาถึงกรุงเทพฯ : กระจกเงา โดยอัศศิริ ธรรมโชติ
“ไปเจดีย์ที่ชื่อภูเขาทอง ดูสูงล่องลอยฟ้านภาลัย
อยู่กลางทุ่งรุ่งโรจน์สันโดษเด่น เป็นที่เล่นนาวาคงคาใส”...
ใน “นิราศภูเขาทอง” สุนทรภู่เดินทางไปอยุธยาเพื่อนมัสการองค์พระเจดีย์ภูเขาทอง ก็ได้บอกไว้ชัดว่า ภูเขาทองเป็นทุ่งน้ำเป็นที่เล่นเรือเพลงและมีน้ำใส
ตลอดระยะเวลาที่สุนทรภู่เดินทางเป็นช่วงน้ำนอง “เดือนสิบเอ็ด” พายเรือไปในกลางทุ่งกลางนามีแต่ “เป็นเงาง้ำน้ำเจิ่งดูเวิ้งว้าง ทั้งกว้างขวางขวัญหายไม่วายเหลียว” ให้เห็นว่าอยุธยาเป็นเมืองน้ำและเต็มไปด้วยทุ่งรับน้ำที่มีมาแต่เดิม
ทุ่งภูเขาทอง ทุ่งมะขามหย่อง ทุ่งแก้ว ทุ่งขวัญ ทุ่งลุมพลี ตลอดจนทุ่งบ้านแพน เสนา ทุ่งลาดชะโด ผักไห่ทุ่งบางไทร ทุ่งบางปะอิน ทุ่งโพธิ์ทอง บางปะหัน ทุ่งสีกุก บางบาล เหล่านี้ล้วนคือทะเลสาบธรรมชาติของอยุธยาที่เป็นที่รับน้ำพักน้ำที่หลากมาทางเหนือ
ทั้งทุ่งเหล่านี้ในแต่ละแห่งแต่ละที่ก็เต็มไปด้วยสายน้ำลำคลองที่ไหลล้อมอยู่รอบทุ่งและเชื่อมต่อถึงกันนับเป็นร้อยเป็นพันสาย นี่คือทางเดินของน้ำสู่อยุธยาก่อนลงมากรุงเทพฯ
ทุ่งกว้างรับน้ำพักน้ำของอยุธยาทั้งหลายนี้ เมื่อก่อนนี้ได้กันไว้เป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับการเกษตร ทำนาปลูกข้าว ที่ทำให้เมืองอยุธยาได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ เพิ่งจะมาเมื่อ 20 กว่าปีหลังนี้ที่ใครก็ไม่รู้ไปแก้พื้นที่ให้เป็นเมืองอุตสาหกรรม
ทุ่งทั้งหลายจึงหายไปกลายเป็นโรงงาน เป็นชุมชน เป็นบ้าน เป็นเมือง เกิดขึ้นมาแทนที่ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ฉะนั้นเมื่อน้ำมาน้ำก็ไม่มีทั้งที่พักที่ไป น้ำก็เลยจมเมืองอยุธยา ทั้งชุมชนบ้านเรือน โรงงาน และถนนที่กีดขวางทางเดินของน้ำอย่างที่ได้เห็นกันเมื่อปีที่แล้วนี้
ปีที่แล้วน้ำท่วมใหญ่เป็นมหาอุทกภัย และน้ำอยู่นานนับเดือน สรุปค่าเสียหายเป็นเม็ดเงินได้ว่า มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะเขตอุตสาหกรรมที่ปทุมธานีกับอยุธยารวมกันก็เสียหายไม่น้อยกว่า 6 แสนล้านบาท มีนิคมโรงงานเสียหายมากที่สุดนับเป็นประวัติการณ์
ว่าโรงงานได้ทำให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาก้าวขึ้นเป็นจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศภายในเวลาอันรวดเร็ว ก็ไม่ทราบว่าถึงวันนี้จะคุ้มค่ากันหรือไม่กับทุ่งกว้างทั้งหลายที่ได้เสียกันไปแล้วถ้าน้ำมีปริมาณมากเข้าท่วมอยุธยา น้ำก็จะต้องท่วมกรุงเทพฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ทั้งปทุมธานี นนทบุรีและกรุงเทพฯ จะต้องจมไปกับน้ำเช่นเดียวกับอยุธยาเหมือนกับเมื่อปีก่อน
ขณะที่เขียนนี้มีข่าวว่าน้ำได้เข้ามาจ่ออยู่ที่อยุธยาแล้ว ข่าวน้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นฝั่งเข้าท่วมบางปะอินกับปทุมธานีจึงไม่ใช่ข่าวดีสำหรับคนกรุงเทพฯ นัก
ยิ่งฝนตกหนักเกิดท่อตันน้ำท่วม คลองล้น ประตูน้ำยังไม่ได้ซ่อม คนกรุงก็ต้องหวาดผวานอนไม่หลับเป็นธรรมดา อะไรกันน้ำเก่ายังเยียวยากันไม่เลิกเลย น้ำใหม่จะมาอีกแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งธนบุรีบ้านผม
กรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรีจะว่าไปแล้วมีคลองหลักที่ขุดไว้สำหรับรับน้ำที่นอกเหนือไปจากคลองธรรมชาติอย่างบางกอกน้อย บางกอกใหญ่ อยู่ 3 คลอง ได้แก่ คลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ และคลองทวีวัฒนา ถ้าหากว่าคลองใหญ่ทั้งสามนี้ไม่สามารถรับน้ำได้
การผันน้ำมาที่ทุ่งตะวันตกก็จะเท่ากับว่าเทน้ำลงใส่ฝั่งธนบุรีของกรุงเทพฯ ให้จมหายไปอีกเหมือนกับปีที่แล้ว
ปีนี้น้ำท่วมภาคตะวันออกหนัก สองฝั่งแม่น้ำบางปะกง สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา รวมทั้งชลบุรีและนครนายก ต่างเดือดร้อนกันแล้วเพราะน้ำท่วม ในขณะที่คลองรังสิต แม่น้ำเจ้าพระยา น้ำก็ยังขึ้นสูงอยู่อย่างต่อเนื่อง ได้เห็นแม่น้ำเจ้าพระยากับคูคลองสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ ตอนนี้แล้ว
ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนกรุงเทพฯ ถึงนอนกันตาไม่หลับ
ด้านอยุธยามีคนอยุธยาหลายคนที่เป็นกังวลถึงเรื่องโรงงานอุตสาหกรรมแต่ละแห่ง แข่งกันสร้างป้อมปราการเป็นกำแพงขึ้นมาป้องกันโรงงานของตนอย่างถาวร บางนิคมสูงกว่า 5 เมตร และยาวกว่า 20 กิโลเมตร ว่าถ้าน้ำมากเหมือนปีที่แล้วอีกคนอยุธยาคงจะต้องจมอยู่กับเมืองน้ำเมืองบาดาลคราวนี้อย่างมองไม่เห็นทางผุดโผล่แน่
วิธีแก้ปัญหาน้ำแบบตัวใครตัวมัน และมีปัญญาอยู่แค่ไม่สร้างกำแพงก็สร้างเขื่อนขึ้นป้องกันน้ำท่วม การแข่งขันกันยกของขึ้นที่สูง แข่งกันทำกระสอบทราย แข่งกันทำพนังกันน้ำ หรือที่เรียกกันว่า “ธาราลิมปิก” ก็ยังจะเกิดขึ้นทุกปีเมื่อหน้าน้ำมาถึงครับ



