ข่าว

สื่อกับสังคมอังกฤษ (เบื้องต้นๆ)

สื่อกับสังคมอังกฤษ (เบื้องต้นๆ)

27 ก.ย. 2555

สื่อกับสังคมอังกฤษ (เบื้องต้นๆ) : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

             สื่อในสังคมอังกฤษนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเมือง
   
              คือจะว่าไปแล้วสื่อก็น่าสนใจทุกที่แหละครับ แต่ในสังคมอังกฤษนี้ในตำรับตำรานั้นบางทีก็ยังมองแคบๆอยู่ คือมองว่ามีสามเสาหลักคือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ทั้งที่ในวันนี้การพูดถึงสื่อออนไลน์นั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่ว่าจะมองว่าสื่อออนไลน์นั้นเป็นสื่อใหม่เลย หรือสื่อออนไลน์นั้นเป็นสื่อที่เชื่อมต่อกับสื่อที่มีอยู่เดิม อาทิ เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ และเว็บไซต์ของโทรทัศน์เอง
   
              อย่างข้อมูลที่น่าสนใจชุดหนึ่งของอังกฤษในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ พบว่า ประชาชนถึงประมาณ สามในสี่มองว่าโทรทัศน์นั้นเป็นสื่อที่สำคัญที่สุดในการรายงานเรื่องของการเมือง ซึ่งประเด็นนี้น่าสนใจว่าหากพิจารณาแล้วในกรณีของบ้านเรานั้น ไม่แน่ใจว่าโทรทัศน์นั้นจะเป็นสื่อที่สำคัญที่ในการรายงานเรื่องของการเมืองไหม ?
   
              หรืออาจจะเป็นได้ว่า อาจจะใช่ แต่ต้องถามว่า โทรทัศน์แบบไหนที่ทำให้คนเชื่อ อาจเป็นไปได้ไหมว่ามีคนจำนวนหนึ่งเชื่อโทรทัศน์ที่มองว่าเป็นช่องพื้นฐาน และอีกจำนวนมากก็เชื่อโทรทัศน์ช่องดาวเทียม ที่จะว่าง่ายๆ ก็คือ เหลือง แดง ฟ้า กล่าวโดยสรุปแล้ว บ้านเราก็อาจจะมีเหมือนกัน คือเชื่อโทรทัศน์แต่ไม่เชื่อโทรทัศน์บางช่องเช่นเดียวกัน
   
              ข้อมูลตัวต่อมาที่น่าสนใจก็คือ สำหรับประชาชนอังกฤษนั้น เขาใช้เวลาดูโทรทัศน์ประมาณยี่สิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ และในการเสนอข้อมูลนั้นร้อยละยี่สิบเป็นเรื่องของข่าวและสิ่งที่เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งรวมถึงเรื่องการเมืองด้วย ซึ่งในจำนวนนั้นเขาพบว่าคนที่ดูข่าวในตอนค่ำนั้นมีถึงยี่สิบล้านคน (ก็คือประมาณหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด)
   
              นอกเหนือจากข้อมูลชุดนี้แล้ว ที่น่าสนใจต่อมาก็คือ ร้อยละเจ็ดสิบนั้นเชื่อว่าโทรทัศน์นั้นนำเสนอข่าวในลักษณะที่เป็นธรรมและแม่นยำ ขณะที่เพียงหนึ่งในสามนั้นเชื่อในตัวหนังสือพิมพ์
   
              เรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะว่า ในทางหนึ่งนั้น สถานีโทรทัศน์หลักคือ บีบีซี ของอังกฤษนั้น เขาเป็นสถานีที่มีลักษณะสาธารณะ คือไม่มีโฆษณา แต่ที่ไม่มีโฆษณาได้ก็เพราะว่าเขามาจากการเก็บภาษีจากคนที่มีโทรทัศน์ในประเทศของเขา เรื่องนี้เถียงกันไม่จบหรอกครับ เพราะบีบีซีนั้นเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสำนักข่าวที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก มีขนาดขององค์กรใหญ่ที่สุดในโลก แต่ส่วนที่คนอังกฤษไม่ได้ชมก็คือบีบีซีเวิลด์เซอร์วิส ซึ่งเขาขายทำรายได้ให้แก่บีบีซี โดยการขายไปในดาวเทียมเพื่อกระจายไปทั่วโลกนอกเหนือจากอังกฤษเอง (ก็ชาญฉลาดดีคือในประเทศได้ของฟรี แต่เอาเงินตราเข้าประเทศด้วย)
   
              แต่นั่นแหละครับ บีบีซีที่ทุกคนชาบูๆ (สำนวนจากบูชาๆ) นั้นในจุดตั้งต้นก็ถือว่าเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อในยุคสงครามโลกของรัฐบาลอังกฤษเช่นกัน ยิ่งกรณีของบริการข่าวในภาษาอื่นๆ ในโลกนั้นยิ่งชัดในยุคหนึ่ง หากแต่ว่าพัฒนาการของการบริหารจัดการนั้นปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งในกรณีหลักการหลายข้อและการบริหารงาน
   
              อย่างเหตุผลที่ทำให้บีบีซีเขาปิดบริการข่าวภาษาหลายๆ ภาษาในช่วงปี 2006 รวมทั้งภาคภาษาไทยด้วยนั้น เขาก็ใช้ข้ออ้าง/เงื่อนไขหลายข้อ สองในนั้นคือ เขาต้องการปิดเพราะเขาเชื่อว่าไทยมีเสรีภาพสื่อแล้ว และมีประชาธิปไตยแล้ว (เขาปิดก่อนไทยมีรัฐประหารหกเดือน) โดยที่เขาเองคงไม่ตระหนักว่าประเด็นสำคัญนั้นอาจไม่ได้อยู่ในเรื่องของเสรีภาพสื่อ
   
              แต่อยู่ที่ว่าสื่อใช้เสรีภาพในการกระทำบางอย่างในการเซาะกร่อนประชาธิปไตย ในลักษณะที่ไม่ใช่การตรวจสอบอย่างเดียว แต่หมายถึงการปลุกระดมคนที่พ้นไปจาก "ตำราหลัก" ของการทำสื่อเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นในมุมของพวกเขาในยุคนั้น จะว่าไปแล้วกรณีความขัดแย้งระหว่างเครือเนชั่นกับเครือผู้จัดการในตอนช่วงก่อนรัฐประหารนั้นผมคิดว่าน่าสนใจย้อนกลับไปพิจารณายิ่ง และความเปลี่ยนแปลงจากความขัดแย้งดังกล่าวเมื่อเกิดการทำรัฐประหารในปี 2549 (อ่าวไหงมาพูดเรื่องสื่อไทยซะงั้น)
   
              อีกเหตุผลหนึ่งของการปิดบีบีซีภาคภาษาไทยก็เพราะบีบีซีอ้างว่าจะต้องหันไปลงทุนกับข่าวในตะวันออกกลางมากขึ้น (เงื่อนไขก็ตามกับข้อแรกนั่นแหละครับ) นัยว่าคงจะต้องการไม่ให้มีการผูกขาดข่าวจากซีเอ็นเอ็น กับ อัลจาซีราในเรื่องดังกล่าว
   
              เดี๋ยวตอนหน้าวันอังคารมาเล่ากันต่อครับผม
   
              (ส่วนหนึ่งของการศึกษาดูงานและการค้นคว้าเรื่องสื่อกับสังคมการเมืองอังกฤษ สนับสนุนโดยสำนักงานเลขาฯ รัฐสภา)