
'ปู'หารือ'ยูเออี'เร่งส่งเสริมการค้า-ลงทุน
'ยิ่งลักษณ์' ร่วมหารือ 'ยูเออี' เร่งส่งเสริมการค้า-ลงทุน ย้ำชัด 'รบ.ไทย' ให้ความสำคัญการดูแลสุขภาพเด็ก-สตรี เน้นสร้างโอกาสและการพัฒนา
26 ก.ย.55 ในระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 67 ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับ เชค อับดุลลาห์ บิน ซายิด อัล นาห์ยาน รมต.ต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี โดยภายหลังการหารือ นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้พูดถึงความร่วมมือด้านการค้าระหว่างกัน โดยยูเออี จะส่งคนมาประสานความร่วมมือด้านการค้าและชวนว่าอาเซียนกับประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับหรือจีซีซี ซึ่งน่าจะมีความสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น พร้อมกันนี้ได้เชิญนายกรัฐมนตรีของไทยไปเยือนยูเออี ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีก็เชิญทางยูเออีมาเยือนไทยเช่นกัน เพื่อมาทำข้อตกลงการค้าร่วมกัน เพราะก่อนหน้านี้ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และไทยเป็นประเทศที่คนของยูเออีมาท่องเที่ยวและมารักษาพยาบาล
นอกจากนี้ยูเออียังขอให้ไทยช่วยสนับสนุนเป็นเจ้าภาพงานแสดงสินค้าโลก หรือWorld Expo 2020 ในรอบต่อๆไปจนถึงรอบสุดท้าย หากหากไทยพลาด ซึ่งขณะนี้มีแข่งกัน 5 ประเทศ รวมทั้งไทย
'นายกฯ'ย้ำชัดรบ.ไทยให้ความสำคัญสุขภาพเด็ก-สตรี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 25 ก.ย.55 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับเวลา 06.00 น. วันที่ 26 ก.ย.55 ตามเวลาในประเทศไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ร่วมงานเลี้ยงรับรองของโครงการ Every Woman Every Child (EWEC) ณ Museum of Modern Art (MOMA) พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ "The Transformation of women and children's lives through health and socio-economic empowerment" โครงการ Every Women Every Child (EWEC): Global Strategy for Women's and Children's Health เป็นโครงการที่ริเริ่มโดยเลขาธิการสหประชาชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของสตรีและเด็กลงให้ได้จำนวน 16 ล้านคน ภายในปี 2558 โดยอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการมีสุขภาพที่ดีของสตรีและเด็ก ปัจจุบันมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 69 ประเทศ และประกาศที่จะกำหนดเป้าหมายการพัฒนาและปรับปรุงระบบสาธารณสุขเพื่อส่งเสริมสุขภาพของมารดาและเด็ก
โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้รับเชิญจากเลขาธิการสหประชาชาติ และได้รับเกียรติเป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์เป็นอันดับแรก ภายใต้หัวข้อ The Transformation of women and children's lives through health and socio-economic empowerment การพัฒนาชีวิตสตรีและเด็กโดยการส่งเสริมการพัฒนาด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม
นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการริเริ่มโครงการ Every Woman, Every Child โดยเลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญร่วมกันในการดำเนินการเพื่อรักษาชีวิตเด็ก และสตรีจำนวน 16 ล้านคนภายในปี 2558 พร้อมทั้งเชื่อว่า การเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึง โดยไม่จำกัดเพศและเชื้อชาติ เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของสิทธิมนุษยชนและความมั่นคง ซึ่งการสนับสนุนนโยบายดังกล่าวนี้ จะนำมาซึ่งการบรรลุเป้าหมายการส่งเสริมสตรีได้กว้างขึ้น และมั่นใจว่าเด็กได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ การมีประชากรที่สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง จะช่วยส่งเสริมความพยายามในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ รวมทั้งการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางได้อย่างยั่งยืน
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น การพัฒนาคุณภาพและการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง จึงเป็นนโยบายเร่งด่วนที่สำคัญของตน ที่จะต้องดำเนินการในปีแรกของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพันธสัญญานี้นำไปสู่การพัฒนาต่อยอดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่เป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วน นับตั้งแต่ปี 2545 และครอบคลุมเกือบร้อยละ 99 ชองประชากรโดยในปีนี้ รัฐบาลได้ขยายโครงการเพื่อให้ครอบคลุม ระบบรักษาพยาบาลฉุกเฉินต่างๆ ซึ่งจะช่วยรักษาชีวิตในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด โดยไม่ต้องคำนึงถึง สิทธิประโยชน์ต่างๆของการรักษาพยาบาลของแต่ละบุคคล เพื่อให้ประชากรทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย หรือเด็ก ได้รับการคลุ้มครองดูแลตลอดเวลา
นอกจากนี้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมยิ่งขึ้น รัฐบาลได้จัดการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพสำหรับประชาชนทุกคน โดยไม่ถือเชื้อชาติหรือเพศ และขณะนี้ เป็นที่น่ายินดีที่เด็กและสตรีทุกคน สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งการดูแลสุขภาพการตั้งครรภ์ เวชภัณฑ์ที่จำเป็น การส่งเสริมสุขภาพ และบริการวางแผนครอบครัว ในทำนองเดียวกัน สตรีได้รับเชื้อ HIV ยังได้รับความดูแลที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากมารดาไปสู่เด็ก ด้วยการเข้าถึงยาที่จำเป็นต่อการรักษา
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการส่งเสริมบทบาทสตรี โดยกล่าวถึงที่มาและแรงบันดาลใจของนโยบายดังกล่าวว่า ได้รับอิทธิพลจากการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเติบโตจากครอบครัวค้าขาย ที่ดำเนินธุรกิจด้านโรงภาพยนตร์เล็กๆในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งมารดาช่วยบิดาขายบัตรชมภาพยนตร์และเก็บค่าจอดรถยนต์ ดังนั้น นับตั้งแต่เด็ก จึงได้รับการสนับสนุนให้เลือกอาชีพด้วยตนเอง และการเป็นผู้หญิงไม่ถือเป็นอุปสรรค
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีเห็นว่าตนเองโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสเหล่านี้ ซึ่งพัฒนาไปสู่ความสำเร็จในอาชีพการงาน ทั้งในธุรกิจและการเมือง แต่ที่สำคัญที่สุด สิ่งเหล่านี้ได้ให้โอกาสในการสร้างครอบครัวที่มีความสุข และสร้างความแตกต่างในสังคม อย่างไรก็ตามตนตระหนักอยู่เสมอว่า ไม่ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะโชคดี จากประสบการณ์ของตนเอง ทำให้รู้ว่า ผู้หญิงทุกคนต้องได้รับโอกาสเช่นเดียวกับที่ตนได้รับ และเป็นเหตุผลที่ได้จัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ทั่วประเทศ เพื่อให้สตรีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อเปิดโอกาสการสร้างธุรกิจของตนเอง นอกเหนือจากการสร้างงานแล้ว โครงการนี้ยังจะให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษาแก่สตรีที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกดขี่และความรุนแรงภายในครอบครัว สำหรับเด็ก คงไม่มีอะไรที่น่ายินดีไปกว่าการเห็นพวกเขามีสุขภาพแข็งแรงและสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ในการนี้ รัฐบาลจึงได้ดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลสุขภาพและการศึกษาที่เหมาะสม ครบวงจรของการพัฒนา ซึ่งการดูแลครบวงจรของชีวิตจึงเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายการพัฒนาเด็ก โดยนโยบายดังกล่าวจะประกันว่า เพื่อสุขภาพที่ดี เด็กทุกคนจะต้องได้รับวัคซีนที่จำเป็น และได้รับการดูแลในแต่ละช่วงอายุ นับตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ด้านการศึกษา มีการออกแบบหลักสูตรพิเศษ เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพการเรียนรู้ในพัฒนาการของแต่ละวัย
ดังนั้น รัฐบาลจึงส่งเสริมการให้นมบุตรจากอกมารดา และได้ห้ามการส่งเสริมการตลาดการทดแทนนมมารดาในโรงพยาบาลของรัฐ เพื่อให้สอดรับกับกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมยุทธศาสตร์เกลือไอโอดีน เพื่อการพัฒนาทางสมองและร่างการอย่างสมบูรณ์ ของประชาชนไทย
ในตอนท้ายนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงบทบาทในฐานะสตรีและมารดา ว่าไม่มีภารกิจใดสำคัญหรือปรารถนาไปกว่า การคุ้มครองดูแลสุขภาพของเด็กและมารดา ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงยินดีให้คำมั่นและร่วมมือกับโครงการ EWEC ที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้บรรลุต่อเป้าหมายนี้ แต่ยังส่งเสริมการเข้าถึงการดูแลรักษาสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง โดยไม่ถือเชื้อชาติและเพศ อีกทั้งจะทำงานร่วมกันเพื่อให้โอกาสแก่เด็กและสตรีทุกคนมีชีวิตที่สมบูรณ์
'นายกฯ'สั่ง'ยุทธศักดิ์'เช็คยอด'ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย'ที่ตกสำรวจ
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะประธานการแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) จากนั้นพล.ต.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษกกอ.รมน.แถลงข่าวภายหลังการประชุมว่า ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการ ทั้งในระดับภาคและจังหวัด รวบรวมข้อมูลเสนอแนะให้คณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อช่วยเหลือผู้พัฒนาชาติไทยที่ยังตกค้างให้เร็วที่สุด ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีไม่ได้ทอดทิ้งและให้ความสำคัญ เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปโดยเร็ว ส่วนผู้ที่แอบอ้างก็ขอให้ยกเลิกเพราะผิดกฎหมาย สำหรับข้อเสนอของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ที่ขอขยายอายุการพิจารณาจากเดิม ต้องเกิดปี 2509 เป็น 2527 นั้นไม่สามารดำเนินการได้ โดยคณะกรรมการฯจะยึดหลักการเดิม คือ ต้องเป็นผู้ที่มอบตัวกับเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ผู้ที่ต่อสู้จนถูกจับและไม่มีคดี รวมทั้งเคยได้รับการช่วยเหลือแล้ว
พล.ต.ดิฏฐพร กล่าวต่อว่า จะให้ กอ. รมน. ภาคสำรวจผู้พัฒนาชาติไทยที่ตกหล่นที่มีตัวเลขแน่นอน เสนอเข้าคณะกรรมการฯเพื่อช่วยเหลือในปลายเดือน พ.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม พล.อ.ยุทธศักดิ์ เน้นให้การช่วยเหลือครั้งนี้ยุติความเดือดร้อนของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยโดยเร็วที่สุด ตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการมา ทั้งนี้ ผู้ที่จะได้รับเกณฑ์การพิจารณาจะเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยที่มามอบตัว ไม่ใช่ต่อสู้จนถูกจับได้ อีกทั้งผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือมาแล้วจะไม่ได้รับการพิจารณาอีก ส่วนบางคนอาจจะมีกรณีความผิดตามกฎหมาย ก็จะไม่ถูกนำมาพิจารณาด้วย
ทั้งนี้ยอดงบประมาณที่เราได้ช่วยเหลือไปแล้วประมาณ 1,900 ล้านบาท จำนวน 8,373 คน ที่เหลือยังไม่ทราบรอผลการสำรวจอยู่ ซึ่งแนวทางการช่วยเหลือจะขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่จะช่วย ถ้าเราคิดว่าจะช่วยเป็นเงินเหมือนเดิม ก็ต้องรู้ว่าจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบว่ามีเท่าไหร่และรัฐบาลจะจ่ายเงินเท่าใด โดยคำสั่งฯ ที่200/2545 ระบุไว้ว่า ให้จ่ายเงินตั้งแต่ 50,000 บาท จนถึง 125,000 บาทต่อราย ซึ่งเทียบเท่ากับที่ดิน 5 ไร่ วัว 5 ตัว เพราะไม่ได้คิดว่าจะให้เป็นที่ดิน หรือ วัว แต่เรียกว่าเงินค่าช่วยเหลือประกอบอาชีพ
“ที่น่ากลัวคือ คนที่แอบอ้างและไปหลอกลวง พี่น้องผรท.หลายคนไม่ใช่ตัวจริง เขาก็พยายามทำให้เป็นตัวจริง ทั้งนี้ เราไม่ได้เลือกให้ ว่าจะเป็น ผรท.เหลือง หรือ แดง แต่เราจะดูว่าอยู่ในเงื่อนไขที่จะได้รับความเดือดร้อนหรือไม่ เรื่องสิทธิทางการเมืองก็เป็นเรื่องของเขา แต่ถ้าเขาทำผิดกฎหมาย หลังแสดงสิทธิ์ก็จะถูกตัดสิทธิ์ เพราะถือว่าไม่ใช่คนดี ที่เราจะรับได้ ” โฆษก กอ.รมน.ระบุ
'สุรพงษ์' ถกทวิภาคีร่วม 'รมช.ต่างประเทศซาอุฯ'
วันเดียวกันนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเดินทางมาร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 67 ได้หารือทวิภาคีกับ HRH Prince Abdulaziz bin Abdullah bin Abdulaziz รมช.ต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยนายสุรพงษ์เปิดเผยว่า เป็นการพบปะและหารือทวิภาคีอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในรอบ 20 ปีของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งนับเป็นนิมิตหมายที่ดีอีกก้าวหนึ่งที่ได้มีการหารือถึงความสัมพันธ์ต่างๆ และทางซาอุดีอาระเบียยังอยากจะทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องกับซาอุดีอาระเบีย แต่ไม่ได้มีเงื่อนไขอะไร ซึ่งตนในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและกำกับดูแล การดำเนินคดีพิเศษที่เกี่ยวข้องกับซาอุดีอาระเบีย ได้ยืนยันว่าพร้อมให้ข้อมูลและตอบคำถามต่างๆ ทั้ง 3 คดีกับฝ่ายซาอุดีอาระเบีย ส่วนจะคืบหน้าถึงขั้นแลกเปลี่ยนการเยือนหรือไม่นั้น ก็อยากให้ความสัมพันธ์กลับมาเหมือนเดิม เนื่องจากที่ผ่านมาฝ่ายไทยได้แสดงความจริงใจ โดยก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้เดินทางไปซาอุดีอาระเบีย เพื่อประสานรายละเอียดกับฝ่ายซาอุดีอาระเบียด้วย



