ข่าว

บช.น.เข้มกวาดล้างอาวุธปืนลดอาชญากรรม

บช.น.เข้มกวาดล้างอาวุธปืนลดอาชญากรรม

26 ก.ย. 2555

นครบาล เข้มงวดตรวจค้นอาวุธปืน เตือนห้ามพกในที่สาธารณะ เผยอาชญากรรมลดลงต่อเนื่อง ปล่อยแถวแท็กซี่จิตอาสาแจ้งภัยสังคม สั่งคุมเข้มสถานบริการ กวดขัน กวาดล้างจับกุมอย่างจริงจัง

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 55  กองบัญชาการตำรวจนครบาลออกมาตรการคุมเข้มกวดขันจับกุมการพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะทั้งอาวุธปืนเถื่อนและอาวุธปืนที่ถูกกฎหมาย โดย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.กำชับสั่งการให้ตำรวจ 88 สน.ในนครบาล เพิ่มความเข้มงวดจับกุมอาวุธปืนโดยเฉพาะการตั้งด่านบนถนนสายหลักและสายรองตรวจค้นทั้งกลางวันและกลางคืน ขณะเดียวกันก็ให้สายตรวจคอยตรวจค้นกลุ่มวัยรุ่นที่จับกลุ่มกันในช่วงกลางคืนและในยามวิกาล เพราะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะก่อเหตุร้ายได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งให้ทุกหน่วยระดมกวาดล้างอาวุธปืนอย่างต่อเนื่องทั้งปืนเถื่อนและปืนมีทะเบียน ที่นำมาพกพาโดยไม่มีใบอนุญาตโดยเฉพาะในพื้นที่ บก.น.1 ที่เป็นย่านชุมชน กทม.ชั้นในมีสถานบริการหลายประเภทตั้งอยู่เป็นจำนวนมากต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ 

          พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวยอมรับว่า หลังจากระดมกวาดล้างอาวุธปืนมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าคดีอาชญากรรมในเขตนครบาลเริ่มลดลง จากการประเมินน่าจะลดลงเกือบ 50% ดูได้จากคดีที่เกิดขึ้นในรอบ 2 เดือน แทบไม่มีคดีที่เกิดจากอาวุธปืนเลย บางวันไม่มีคดีที่คนร้ายใช้อาวุธปืนเลยก็ว่าได้ แสดงว่าวิธีการตรวจจับอาวุธปืนเริ่มได้ผล เดินมาถูกทาง เพราะนอกจากคดีที่เกี่ยวกับอาวุธปืนลดลงแล้ว คดีอาชญากรรมที่เกี่ยวกับลัก วิ่ง ชิง ปล้น ก็ลดตามลงมาด้วย เพราะปืนเป็นปัจจัยต่อเนื่องกันกับแก๊งคนร้ายพวกนี้ ตำรวจนครบาลกล้าคุยได้ว่าลดอาชญากรรมในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ

          "สำหรับปืนทุกกระบอกที่ตำรวจตรวจยึดมาได้หากพบว่าปืนกระบอกใดมีการก่อคดีมาก่อน ผู้ที่พกพาจะต้องถูกสอบสวนขยายผลและดำเนินคดีอาญาด้วย เนื่องจากคดีที่เกิดจากอาวุธปืนแต่ละคดีเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบหัวกระสุนและปลอกกระสุนอยู่แล้วทุกคดี หากผลการตรวจสอบออกมาตรงกันก็เลี่ยงไม่ได้"

          นอกจากนี้ ผู้ที่ถูกจับกุมอาวุธปืนทุกคดีจะต้องถูกค้นบ้านพักตามมาตรการของตำรวจนครบาล เพราะเชื่อว่าหากพกปืนแล้วคนคนนั้นก็น่าจะมีของผิดกฎหมายซ่อนอยู่ที่บ้านด้วย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะเกือบทุกคดีที่ขยายผลไปค้นบ้านพักผู้ต้องหา ตำรวจจะพบเครื่องกระสุนซ่อนอยู่จำนวนมาก หรือไม่ก็เป็นยาเสพติด ซึ่งจะถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมด้วย

          สำหรับในส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาลนั้นได้ประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยที่มีหน้าที่โดยตรงในการออกใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน ว่า ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมานั้น มีการอนุญาตให้บุคคลมีอาวุธปืนไปแล้วกี่กระบอกและออกให้กับใครบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการรวบรวมสถิติและเบาะแสในการคลี่คลายคดีอาชญากรรม เชื่อว่าการซื้อขายปืนสวัสดิการของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ปืนเถื่อนระบาด เนื่องจากมีราคาถูกกว่าท้องตลาดเกือบครึ่ง บางคนซื้อแบบผ่อนชำระรายเดือน แล้วลบเลขทะเบียนนำไปขายเถื่อนต่อยังมือที่สาม ทำให้ได้เงินก้อนมาใช้

          อย่างไรก็ตามกองบัญชาการตำรวจนครบาล แจ้งเตือนไปยังผู้ที่มีปืนในครอบครองว่า หากเป็นปืนที่ถูกกฎหมายก็ควรจะเก็บไว้ป้องกันตัวที่บ้านพักตามที่กฎหมายกำหนด ยกเว้นผู้ที่มีใบพกพาเท่านั้น ส่วนปืนเถื่อนนั้นหากนำมาพกพาตัวจะถูกดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด และหากพบว่าปืนนั้นก่อคดีมาด้วย ก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามคดีที่เคยก่อไว้อีกด้วย

 

ปล่อยแถวแท็กซี่จิตอาสาแจ้งภัยสังคม

 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ พร้อมด้วยนายเศรษฐพล จินดานนท์ ผู้จัดการสถานีวิทยุ สจร. 99.5 ร่วมกันปล่อยแถวผู้ขับขี่รถแท็กซี่สาธารณะกว่า 600 คันที่ผ่านการอบรมโครงการแท็กซี่จิตอาสาร่วมแจ้งภัย 191 ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

          ผบช.น. กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันปัญหาอาชญากรรมมีแนวโน้มสูงขึ้นกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีไม่เพียงพอดูแลพี่น้องประชาชนกองบัญชาการตำรวจนครบาลมีนโยบายที่จะแสวงหาแนวร่วมจากประชาชนทุกภาคส่วน ในการช่วยแจ้งเหตุและเบาะแสของคนร้าย ทางตำรวจเล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้ขับรถแท็กซี่ที่ต้องทำงานอยู่บนท้องถนนตลอด 24 ชม. สลับกันไป แต่ขณะเดียวกันอาชีพนี้ก็เสี่ยงต่อการถูกจี้ชิงทรัพย์ จึงมีการอบรมคนขับแท็กซี่ให้มีความรู้ในการสังเกต จดจำ รูปพรรณสัณฐานของคนร้าย ทะเบียนรถ เส้นทางการหลบหนี โดยจะให้ผู้ประกอบอาชีพขับแท็กซี่เป็นผู้แจ้งเหตุที่เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องเข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่จับกุมคนร้าย เพราะอาจจะเกิดอันตรายได้

 

คุมเข้มสถานบริการ กวดขัน กวาดล้างจับกุมอย่างจริงจัง

 

          พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. กล่าวว่า สถานบริการในพื้นที่กทม. มี 2 ส่วน คือ ส่วนแรก สถานบริการที่ได้รับอนุญาต 629 แห่ง แบ่งออกเป็นในโซน 190 แห่ง และนอกโซน 439 แห่ง และส่วนที่สอง สถานบันเทิงนอกโซนที่ไม่ได้รับอนุญาตอีก 1,312 แห่ง ซึ่งขณะนี้ข้อมูลยังไม่ครบและต้องดูว่าที่ไม่ได้รับใบอนุญาตอยู่ในโซนกี่รายและนอกโซนกี่ราย โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบเพิ่มเติมหากแบ่งตามข้อกฎหมายตามมาตรา 3 เป็นประเภท1. สถานบันเทิง ดิสโก้เธคหรือผับที่มีฟลอต์เต้นรำ มีทั้งหมด 57 แห่ง เปิดทำการระหว่าง 21.00 - 02.00 น. 2. สถานบริการพิเศษ ที่มีผู้หญิงบริการ ซึ่งเป็นในลักษณะแบบเก่าและไม่ค่อยมีแล้ว มีจำนวน 29 แห่ง โดยจะเปิด 2 ช่วง ได้แก่ เวลา 11.00 - 14.00 น. และช่วงเวลา 18.00 - 24.00 น. 

          3. สถานบริการอาบ อบ นวด มีได้รับอนุญาตทั้งหมด 99 แห่ง เปิดตั้งแต่ 12.00 - 24.00 น. แต่จะมีปัญหาอยู่บ้าง เช่น สถานที่ที่เปิดนวดแผนไทย ซึ่งสถานที่เหล่านี้จะไม่มีใบอนุญาตและจะนำพริตตี้มาเป็นคนนวด และร้านสปา ส่วนใหญ่จะมีใบอนุญาต 4. คาเฟ่ ร้านคาราโอเกะ จะเปิดให้บริการตั้งแต่ 18.00 - 01.00 น. และ 5. ร้านสวนอาหารที่มีดนตรี โชว์ต่างๆ จะเปิดระหว่าง 18.00 - 01.00 น.

          "ปัญหามี 2 ส่วน คือ สถานบริการอาบ อบ นวด ที่ไม่มีใบอนุญาตเยอะมาก รวมทั้ง มีพริตตี้มาเป็นคนนวดและปัญหาต่างๆ อีก สำหรับร้านสวนอาหารที่มีดนตรี โชว์ต่างๆ ซึ่งไม่สามารถให้ดนตรีเปิดได้เกินเที่ยงคืน ถ้าเกินเที่ยงคืนไปแล้วจะถือว่าผิดกฎหมาย และขณะนี้กำลังดำเนินการเป็นเรื่องเร่งด่วน"

          ส่วนการดำเนินการนั้นแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ 1. สถานบริการที่ได้รับอนุญาตแล้วจะมีการขอต่อใบอนุญาตใหม่ หรือทำขยายเพิ่ม ต้องให้ตรวจสอบเพื่อขออนุญาตเสียก่อนเพื่อให้เป็นระเบียบ 2. สถานบริการที่ไม่ได้รับอนุญาต ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปกวดขัน กวาดล้างจับกุมอย่างจริงจัง 3. สถานบริการที่ทั้งได้รับอนุญาตและที่ไม่ได้รับอนุญาต แต่เปิดเกินเวลาและมั่วสุมต่างๆ ค้ายาเสพติด ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบดูแลแล้วสรุปมาว่า มีสถานบันเทิงกี่แห่งที่เป็นแหล่งมั่วสุมบ้างเพื่อกวาดล้างต่อไป 4. วางกรอบอนาคต ซึ่งประเทศไทยเป็นสวนหนึ่งที่กำลังเข้าสู่อาเซียน และปรับเปลี่ยนเข้า AEC (ประชาคมอาเซียน) จึงวางกรอบไว้ โดยการวางแผนกวาดล้างจะมีตารางรอบปี โดยทุกเดือนจะมีตารางปฏิบัติเพื่อให้ทราบข้อมูล และจะมีสรุปการทำงานทุก 3 เดือน และเจ้าหน้าที่จะทำตามกฎหมายเป็นหลัก