ข่าว

โกงสิ้นชาติ

โกงสิ้นชาติ

26 ก.ย. 2555

โกงสิ้นชาติ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล

             อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยกล่าวทีเล่นทีจริงว่า “คอร์รัปชั่นคือการโกงที่ยังจับไม่ได้ และการโกงคือคอร์รัปชั่นที่ถูกจับได้” รวมความว่าทั้งการโกงและคอร์รัปชั่นก็ไม่ได้ต่างอะไรกัน และแสดงให้เห็นว่าทั้งสองอย่างนั้นก็เป็นที่ทราบกันทั่วไปในสังคมไทยมาช้านานแล้ว แต่ก็มีผู้บอกว่า ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด เมืองไทยก็ไม่เคยมีการโกงและคอร์รัปชั่นมากมายและรุนแรงเท่ากับยุคนี้สมัยนี้
 
             ว่ากันว่าธรรมเนียมของการโกงและคอร์รัปชั่นในบ้านเราเริ่มมาจากสิ่งที่เรียกว่า “ค่าน้ำร้อนน้ำชา” และ “สินน้ำใจ” ซึ่งเป็นการตอบแทนในการได้รับความสะดวกต่างๆ โดยเฉพาะในการติดต่อกับหน่วยราชการ ที่มักเต็มไปด้วยกฎระเบียบและข้อปฏิบัติที่เยอะแยะ ยุ่งยาก และหยุมหยิม จนขาดความสะดวกแก่ประชาชน ถ้าถามกลับไปว่าทำไมถึงต้องมีเงื่อนไขหรือพิธีการที่มากมายขนาดนั้น คำตอบก็คือเพื่อเป็นการป้องกันการทุจริตของเจ้าหน้าที่
 
             แต่ก็น่าแปลกที่ยิ่งหาทางป้องกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นโอกาสให้มีการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น ถ้าไม่เชื่อก็ไปดูตามสถานที่ราชการซึ่งมีหน้าที่ติดต่อกับประชาชนสิครับ หลายแห่งจะมีบุคคลภายนอกที่เรียกกันว่า “หน้าม้า” รับจ้างกรอกข้อความในแบบฟอร์ม เขียนคำร้อง และเดินเรื่องให้จนเรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งนอกจากค่าจ้างในการดำเนินการแล้ว ก็จะมีเงินใต้โต๊ะที่ต้องจ่ายแก่เจ้าหน้าที่ตามโต๊ะต่างๆ ที่มีอำนาจตรวจเอกสารและลงนามรับรอง
 
             การซื้อความสะดวกดังกล่าวได้กลายเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับกันโดยปริยาย ถ้าไม่อยากเสียเงินคุณก็จะต้องเสียเวลาและเสียอารมณ์เอาเอง แต่ที่ไม่ปกติก็คือการที่ตัวเจ้าหน้าที่ก็กลายเป็นสิ่งที่สามารถจะ “ซื้อ”ได้เช่นกัน ยิ่งในยุคที่การเมืองเข้ามาก้าวก่ายระบบราชการ สามารถให้คุณให้โทษต่อข้าราชการอย่างกว้างขวาง จึงเกิดความร่วมมือระหว่างนักการเมืองบางคนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ “ซื้อ” ได้ ในการคอร์รัปชั่นที่เป็นระบบ ทั้งการคอร์รัปชั่นในเชิงนโยบาย และการคอร์รัปชั่นในทางปฏิบัติ ในโครงการเมกะโปรเจกท์ต่างๆ ซึ่งเวลานี้ว่ากันว่าเปอร์เซ็นต์ที่ผู้รับเหมาหรือผู้ดำเนินโครงการดังกล่าวต้องจ่ายเป็นค่าตอบแทนแก่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ สูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโครงการ สมมุติว่าโครงการนั้นมีวงเงิน 1,000 ล้านบาท การดำเนินงานจริงๆ ก็จะเพียงแค่ 700 ล้านบาท ส่วนอีก 300 ล้านบาท จะตกเรี่ยเสียราดไประหว่างทาง เมื่อเป็นเช่นนี้นอกจากรัฐจะต้องใช้เงินภาษีอากรที่สูงเกินความเป็นจริงไปในโครงการต่างๆ แล้ว ก็ยังจะไม่ได้รับผลงานที่สมราคา เพราะเงินเกือบ 1 ใน 3 ของงบประมาณ ไปตกอยู่ในกระเป๋าของคนบางคน
 
             ถ้าถามว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมานี้น่ากลัวหรือไม่? ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านก็คงคิดเช่นเดียวกับผมว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างยิ่ง เพราะเหมือนกับคนไทยทุกคนกำลังถูกสูบเลือดสูบเนื้อจากปลิงจากทากที่น่าขยะแขยงจนร่างกายซีดเซียว และถ้าปล่อยให้สภาวการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ไม่ช้าเราก็คงจะเลือดหมดตัว ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นก็คงได้แต่นอนแซ่วไม่มีเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้แข่งขันกับใครได้ และอาจถึงขั้นสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินได้ง่ายๆ
 
             มีบางคนปรารภว่า เมืองไทยน่าจะมีบทลงโทษที่รุนแรงในการเล่นงานคนที่โกงกินบ้านเมือง ทำนองเดียวกับเกาหลี
 
             ...ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับในการจะให้นักการเมืองออกกฎหมายมาเล่นงานตัวเอง และก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันในการปฏิบัติให้ปรากฏผลที่เป็นรูปธรรมขึ้นมาได้
 
             วิธีหนึ่งที่สามารถทำได้ในเวลานี้ ก็คือต้องร่วมกันสร้างวัฒนธรรมที่ปฏิเสธการโกงและการคอรัปชั่นทุกรูปแบบคว่ำบาตรนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตฉ้อโกง พร้อมๆ กับ การยกย่องเชิดชูนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ที่ซื่อสัตย์สุจริตรักษาผลประโยชน์ของชาติ และปลูกฝังคนรุ่นใหม่ให้รังเกียจการโกง
 
             มดตัวเล็กๆ แต่ถ้ารวมพลังกันได้ก็สามารถที่จะล้มช้างตัวโตๆ ให้หงายท้องได้เหมือนกันแหละครับอย่าทำเป็นเล่นไป