ข่าว

'ยงยุทธ'ยันกอดเก้าอี้ไม่ออกแน่

'ยงยุทธ'ยันกอดเก้าอี้ไม่ออกแน่

25 ก.ย. 2555

'ยงยุทธ' พลิ้วเบี้ยวประชุมครม. อ้างติดงานด่วน ยกคดี 'ปลอดประสพ' เทียบประกันล้างมลทินได้แน่ ยันกอดเก้าอี้ทำงานต่อไม่ลาออก เผยมั่นใจกฤษฎีกาตีความหนุนอุ้ม โวพระสงฆ์วางใจขอให้ดูแลสำนักพุทธฯ

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 55  ที่กองบินตำรวจ บางเขน  นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังการเดินทางกลับจากการเดินทางไปตรวจราชการที่ จ.ปราจีนบุรี ว่า ในวันนี้ตนไม่ได้ไปเพื่อหนีประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เป็นงานด่วนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายมาในเวลา 22.00 - 23.00 น. เมื่อคืนที่ผ่านมา (24 ก.ย.) จึงได้วางแผนการเดินทางไปตรวจราชการร่วมกับนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม และนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ก็คงจะบินไปเอง แต่ในเมื่อรักษาการแทนนายกรัฐมนตรีอยู่ ตนจึงต้องเดินทางไปแทน ขณะเดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ก็สามารถเป็นประธานที่ประชุมแทนได้ จึงได้มอบหมายนายเฉลิม ให้ทำหน้าที่แทน อย่างไรก็ตามยังไม่ทราบรายละเอียด ว่ามีการผ่านเรื่องเข้าที่ประชุมครม.แค่ 4 วาระ

          นายยงยุทธ ยังกล่าวถึงการที่ยังไม่มีการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) เข้าสู่ที่ประชุมครม.ว่า ได้มอบหมายให้นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย ดำเนินการแทนแล้ว อย่างไรก็ตามนายชูชาติ อาจยังไม่เสนอเข้า เนื่องจากเป็นเพราะรมว.มหาดไทย ไม่อยู่ในที่ประชุมด้วย ทั้งนี้การเสนอโยกย้ายผวจ.ที่เกิดขึ้นหลังจากผวจ.เกษียณอายุราชการไปแล้ว ก็ไม่ถือเป็นปัญหา เนื่องจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถรักษาราชการแทนได้ โดยหลายครั้งที่ผ่านมาก็เคยมีการแต่งตั้งโยกย้ายผวจ.ที่เลยไปถึงช่วงกลางเดือนหรือปลายเดือนต.ค. อย่างไรก็ตามตำแหน่งผวจ.ทุกตำแหน่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เห็นชอบไปเรียบร้อยแล้ว 

          สำหรับกระแสข่าวว่าจะลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นั้น นายยงยุทธ กล่าวว่า ได้พูดหลายครั้งแล้วว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยแล้ว ยังสามารถทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีต่อได้ โดยยังมีอำนาจสั่งการราชการ หรือลงนามในหนังสือสำคัญทางราชการตามปกติ ขอยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ได้ท้าทายอะไร อย่านำเรื่องนี้มาเป็นเรื่องหลัก แต่อยากให้นำเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเรื่องหลักมากกว่า ส่วนการที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก็เป็นสิทธิเสรีภาพที่จะทำได้ ซึ่งยังไม่ได้คิดไปไกลถึงว่าจะมีการยุบพรรคเพื่อไทยหรือไม่ 

          "การจะลาออกหรือไม่ลาออกนั้น ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีให้ทำงานต่อหรือไม่ แต่หลังจากเกิดเรื่องขึ้น นายกรัฐมนตรีไม่ได้ออกมากล่าวอะไรเพิ่มเติม ขณะเดียวกันทางกฤษฎีกาเอง ก็ระบุว่า สามารถทำงานได้ต่อไป เนื่องจากมีพ.ร.บ.ล้างมลทินเรียบร้อยแล้ว ผมขอยืนยันคำเดิมได้ทำตามเจตนารมย์ของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา เจ้าของที่ดินทุกประการ รวมถึงยังทำตามเจตนารมย์ของมหาเถรสมาคม มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติด้วย" นายยงยุทธ กล่าวและว่า ขอให้สังเกตอย่างหนึ่งหลังจากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง พระสงฆ์และบุคคลในองค์กรเหล่านี้ ได้มอบหมายให้ตนมาคุมสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทันที หากทำร้ายที่วัดจริง พระคงไม่เอาคนที่ทำร้ายที่วัดมาดูแลสำนักพุทธฯ 

          นายยงยุทธ กล่าวถึง พ.ร.บ.ล้างมลทินอีกว่า มีประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่เข้าใจคือว่า ทำไมต้องย้อนไปสั่งลงโทษ วันที่ 30 ก.ย. 2545 ซึ่งเป็นวันที่ครบอายุราชการ 60 ปีพอดี เรื่องนี้ขอชี้แจงว่า เป็นเพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้ลงนามว่า หากจะลงโทษข้าราชการย้อนหลังให้ลงโทษไปเมื่อวันที่ครบอายุเกษียณราชการ 60 ปี ซึ่งในกรณีดังกล่าวก็ลงโทษไปแล้วเมื่อปี 45 ไม่ใช่ลงโทษปีนี้ ซึ่งการลงโทษย้อนหลังดังกล่าว ก็ได้ล้างมลทินไปเรียบร้อยแล้ว ประวัติส่วนตัวหลังเกษียณอายุราชการก็ระบุไปแล้วว่า ไม่เคยต้องโทษ เพราะได้รับการล้างมลทินไปแล้ว

          เมื่อถามว่า พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต้องรับโทษก่อนที่จะได้รับการล้างมลทิน นายยงยุทธ ก็ได้ขอให้นายปลอดประสพ ซึ่งยืนอยู่ในบริเวณเดียวกันอธิบายให้ผู้สื่อข่าวฟัง โดยนายปลอดประสพ กล่าวว่า พ.ร.บ.นี้ถือว่า เป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูงสุด เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงเฉลิมพระเกียรติ นานๆ ครั้งจะเกิดขึ้นที และผู้ได้รับผลไม่ต้องไปร้องขอจากใคร ไม่ต้องตีความ รวมถึงได้รับสิทธิ์ในทันทีที่ออกพ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยระบุว่าข้าราชการที่มีความผิดช่วงก่อนออก พ.ร.บ.นั้น ถ้าบุคคลนั้นได้รับข้อกล่าวหา และเคลียร์เรื่องดังกล่าวแล้ว พ.ร.บ.ล้างมลทินจะไปซ้ำไม่ได้ เหตุผลก็คือว่า ไม่สามารถเอาผิดกับคนที่ไม่ผิดได้ 

          "เรื่องของผมเกิดขึ้นเมื่อตอนอายุ 56 เมื่อครั้ง เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ แต่มีการชี้มูลว่าผมผิดตอนอายุ 63 และออกคำสั่งย้อนหลังว่าผมผิดตอนอายุ 60 พอออกคำสั่งไป ก็มีคนท้วงทันทีว่า ออกไม่ได้ เพราะถูกเคลียร์มาแล้วจากพ.ร.บ.ล้างมลทิน สุดท้ายก็ต้องยกเลิกคำสั่ง ผมจึงมี 2 ระยะ คือ ระยะแรก พ.ร.บ.ล้างมลทิน ล้างมลทินผม และระยะที่ 2 ก็คือการยกเลิกคำสั่งที่ไม่ชอบ ซึ่งผู้ที่ยกเลิกก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กรณีท่านยงยุทธอยู่ในระยะแรก หลังจากป.ป.ช.ไปหาว่า ผิดตอนปี 2545 หลังจากนั้น พ.ร.บ.ล้างมลทินเกิดขึ้นปี 2550 เพราะฉะนั้นช่วงระหว่างปี 2545 - 2550 มีการรับโทษไปแล้ว ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ กฎหมายบ้าบออะไรไปลงโทษย้อนหลัง ปกติกฎหมายจะให้คุณ ไม่ใช่ให้โทษ" นายปลอดประสพ กล่าว 

          อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปดูกระบวนการก่อนหน้านี้ในการดำเนินการลงโทษ กระทั่งมีคำสั่งไล่ออกนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มหาดไทยที่มีผลเมื่อ 20 กันยายน 2555 ที่ลงนามโดยนายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย ในฐานะประธาน อ.ก.พ.มท.ต่อมาวันที่ 21 ก.พ. 55 นายยงยุทธได้เป็นประธานการประชุมกระทรวงมหาดไทยประจำเดือนกันยายน โดยได้มีการมอบนโยบายหลายเรื่องต่อที่ประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ไปยังผวจ.ทั่วประเทศเช่น เรื่องการป้องกันน้ำท่วมหรือการให้กระทรวงมหาดไทยเตรียมพร้อมในเรื่องการทำเวทีประชาเสวนาตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการ รวมถึงยังได้แนะนำตัวนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยในระหว่างการประชุมดังกล่าวด้วย 

          ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการแจกเอกสารของกระทรวงมหาดไทยที่อ้างอิงว่า นายยงยุทธได้รับการล้างมลทินโดยอิงความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ในรายละเอียด พบว่า สำหรับหนังสือของนายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ทำถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อยืนยันว่า นายยงยุทธได้รับการล้างมลทินนั้น เป็นหนังสือที่ลงวันที่ 22 กันยายน ซึ่งเป็นวันเสาร์และเป็นหยุดราชการ แต่กลับมีการออกหนังสือดังกล่าว และในตัวหนังสือของนายอัชพร บอกว่า อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยได้ปลดออกนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ทั้งที่ความจริงแล้วกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งไล่ออกจากราชการ แต่ในหนังสือของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ที่ลงนามโดยนายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการก.พ.ที่ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อยืนยันว่า นายยงยุทธได้รับการล้างมลทินไม่มีการลงวันที่ออกหนังสือแต่อย่างใด ซึ่งในหนังสือบอกว่า เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้หารือกรณีการล้างมลทินนายยงยุทธ ที่ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ โดยมติ อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทย