
'ปู'พบ'โอบามา'กระชับสัมพันธ์ระหว่างปท.
นายกฯ ร่วมงานสัปดาห์ร้านอาหารไทย ก่อนทักทายกระชับความสัมพันธ์ 'โอบามา' ในงานเลี้ยงรับรอง ให้ 'ยงยุทธ' ลงพื้นที่กบินทร์บุรี มอบ 'เฉลิม' นั่งหัวโต๊ะ สั่งทำแผนแก้จราจรกทม. เลื่อนเวลาเข้า-เลิกงานราชการ
25 ก.ย. 55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) วันที่ 24 ก.ย. 55 เว็บไซต์ thaigov.go.th รายงานว่าที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ร่วมงานสัปดาห์ร้านอาหารไทย (Thai Restaurant Week) พร้อมมอบรางวัล Thai Select ให้แก่ร้านอาหารไทยที่ได้มาตรฐานจำนวน 17 ร้านในนครนิวยอร์ก ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 21-28 ก.ย. เพื่อประชาสัมพันธ์ร้านอาหารไทยในนิวยอร์ก โดยผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในนครนิวยอร์กจะร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมอาหารไทยที่ร้านตลอดทั้งสัปดาห์ โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 120 คน ประกอบด้วย ผู้ประกอบการร้านอาหารไทย ผู้นำเข้าสินค้าอาหารไทย สื่อมวลชนในสหรัฐอเมริกาและผู้แทนของนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก
นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานและมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า อาหารไทยและร้านอาหารไทยเป็นที่นิยมสำหรับชาวนิวยอร์ก ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างมากเพราะนครนิวยอร์กนับเป็นศูนย์รวมของอาหารประเภทต่างๆ ที่มีคุณภาพจากทั่วโลก ในประเทศไทย เราไม่เพียงแต่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่และประกอบอุตสาหกรรมด้านอาหารและผลิตภัณฑ์เกษตรเท่านั้น แต่อาหารยังเป็นสิ่งสำคัญที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย จึงใช้ความภูมิใจนี้เพื่อส่งเสริมอาหารไทย ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ตลอดจนร้านอาหารในต่างประเทศ เรามีความยินดีที่ชาวอเมริกันชื่นชอบอาหารไทย และนครนิวยอร์กเองเป็นบ้านหลังใหญ่ที่สุดที่มีร้านอาหารไทยอยู่ในต่างแดน
"ในแต่ละปี ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกอาหารสูงกว่า 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกในปีที่แล้ว ประเทศไทยจึงถือเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารและสินค้าเกษตรรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ความสำเร็จของเราได้มาจากความแข็งขันของเกษตรกร ทรัพยากรธรรมชาติ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในการแปรรูปอาหาร นวัตกรรมในการพัฒนาสินค้า ตลอดจน กลยุทธ์ทางการตลาด ความนิยมของอาหารไทยนั้นส่วนหนึ่งมาจากส่วนผสมของไทยที่สามารถนำมาประกอบอาหารอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน"
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากความสำเร็จดังกล่าวแล้ว รัฐบาลยังตั้งเป้าที่จะผลิตและส่งออกอาหารแก่โลกมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากความต้องการอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารของโลกเพิ่มมากอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติคุกคามการผลิตอาหาร และประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ โดยประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ ทั้งหมดนี้ คือที่มาของนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก เป้าหมายคือเพื่อหาทางในการผลิตอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารมากขึ้น โดยมีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานความสุขความปลอดภัยทางอาหารคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด
ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นงาน ในเวลา 15.00 น. นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเข้าร่วม High-Level Meeting on the rule of law at the national and international levels เพื่อร่วมฟังพระราชดำรัสของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ร่วมกับผู้นำระดับสูง ณ GA Hall สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ จากนั้น เวลา 19.00 น. นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาและภริยาเป็นเจ้าภาพ ที่โรงแรม Waldorf Astoria ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ทักทายกับประธานาธิบดีสหรัฐฯและสตรีหมายเลขหนึ่ง ระหว่างงานเลี้ยงรับรองและกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯที่จะครบรอบความสัมพันธ์ 180 ปี ในปี 2556 นี้ด้วย โดยกล่าวว่าไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯในฐานะหุ้นส่วนที่สร้างสรรค์ และเพิ่มความสัมพันธ์ระดับประชาชน
โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ "การส่งเสริมบทบาทสตรี" ในงาน A Global Conversation : Woman Leaders Respond to the UNGA 67 ซึ่งจัดโดย Barnard College และ Woodrow Wilson International Center for Scholars ตอนหนึ่งว่า การพัฒนาด้าน Welfare ของสตรี เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องปกติทั่วไป แต่นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม สตรีทุกคนเป็นแม่ หรือ ลูกสาว พี่น้อง หรือเพื่อน ดังนั้น สตรีต้องได้รับการนับถือ การส่งเสริมและโอกาส เช่นเดียวกับเพศอื่นๆ ทั้งนี้ มีสตรีมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรไทย เช่นเดียวกับอีกหลายๆประเทศ ดังนั้น นโยบายต่างๆจะต้องให้โอกาสที่เท่าเทียมทั้งบุรุษและสตรี ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการนี้ นโยบายสำคัญต่างๆ ของรัฐบาลได้รับการพัฒนามาจากประสบการณ์ของตน ที่เติบโตจากธุรกิจภาพยนตร์เล็กๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย ตั้งแต่วัยเด็ก บิดาได้สนับสุนให้ช่วยงานอยู่เสมอ ทั้งการเก็บเงินค่าตั๋วภาพยนตร์และค่าจอดรถ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ได้มีโอกาสเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการ แต่สำคัญไปกว่านั้น ทำให้ได้รับโอกาสที่ปูทางสู่ธุรกิจและการเมือง
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ตลอดเส้นทางอาชีพยอมรับว่า บางครั้งได้รับการปฏิบัติและการตัดสินที่แตกต่างเพียงเพราะเพศ และเพื่อความสำเร็จ จึงต้องทำงานหนักยิ่งขึ้นกว่าคนอื่นๆ เพื่อให้งานได้รับการยอมรับ และในช่วงเวลานี้ทำให้ตนพบว่า แท้จริงแล้วทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเข้มแข็ง ทั้งในช่วงที่ทำงานบริษัทเอกชนและในฐานะนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและการปรองดองในประเทศไทย ด้วยประสบการณ์เหล่านี้ ไม่เพียงสอนให้เข้าใจถึงความสำคัญของโอกาส และการทำงานอย่างทุ่มเท เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และด้วยตระหนักในสิ่งเหล่านี้ นโยบายต่างๆจึงมีเป้าหมายเพื่อให้สตรี ได้รับโอกาสและการสนับสนุน เพื่อชีวิตที่สมบูรณ์และมีคุณค่า
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า นโยบายเริ่มจากการส่งเสริมสุขภาพที่ดี ผ่านโครงการสุขภาพถ้วนหน้า หรือ Universal Health Care Coverage สำหรับสตรี สตรีมีครรภ์ สตรีที่เพิ่งคลอดบุตร การเข้าถึงการรักษาพยาบาลและยาสำหรับสตรีมีครรภ์จะง่ายขึ้น รัฐบาลตระหนักดีถึงความสำคัญของสุขภาพของมารดาที่แข็งแรงและมีความสุข เพื่อการเลี้ยงดูบุตรให้เติบโตและมีพัฒนาการ จึงให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้การเข้าถึงการศึกษาในประเทศไทย สตรีจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมากกว่าชาย ซึ่งเป็นสัญญานที่ดี การศึกษาไม่เพียงแต่เพิ่มโอกาส แต่ยังช่วยลดการกระทำความรุนแรงต่อสตรี
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือด้านการเงิน รัฐบาลไทยมีกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จะมีการบริหารจัดการอย่งเป็นประชาธิปไตย ที่กรรมการได้รับการคัดเลือกจากชุมชน เพื่อให้เป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชนของตนเอง และยิ่งสำคัญไปกว่านั้น ยังมีการริเริ่มการให้คำปรึกษาและแนะนำแก่สตรีที่ได้รับความเดือดร้อนจากความรุนแรงทางเพศและภายในครอบครัวด้วย พร้อมทั้งสนับสนุนการทำงานของสหประชาชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาสิทธิและด้านชีวิตความเป็นอยู่ของสตรีทั่วโลก รวมทั้ง โครงการ Every Woman Every Child ของเลขาธิการสหประชาชาติ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวย้ำว่า สตรีต้องได้รับโอกาส สตรีจะมีพลัง ความเข้มแข็งเพื่อสร้างความแตกต่าง ซึ่งสตรีอาจไม่แข็งแรงเท่าบุรุษ แต่มีคุณภาพด้านอื่น เช่น ความตั้งใจในการรับฟังและความประณีประนอม แต่ท้ายที่สุด สังคมจะได้ประโยชน์จากความเท่าเทียมของสตรีและบุรุษที่ต่างเสริมซึ่งกันและกัน
ให้ 'ยงยุทธ' ลงพื้นที่กบินทร์บุรี มอบ 'เฉลิม' นั่งหัวโต๊ะ
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มอบหมายให้นายยงยุทธ วิชัยดิฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รักษาการตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นประธานในการประชุมในวันนี้ เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ติดภารกิจการร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญที่ 67 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แต่ก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมนายกรัฐมนตรีได้โทรศัพท์สั่งการไปที่นายยงยุทธ และนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ไปติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งในช่วงสัปดาห์หน้านั้นมีความเป็นไปได้ว่าจะมีฝนตกในหลายพื้นที่ โดยจะเป็นการตรวจสถานการณ์ และช่วยเหลือเยียวยา เตรียมการวางแผนป้องกัน ในเรื่องของสถานการณ์อุทกภัย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีอันดับถัดมา ขึ้นมารักษาการแทนรวมทั้งปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานการประชุม
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ร.ต.อ.เฉลิม ได้ให้หลักในการประชุมวันนี้ไว้ 3 หลักคือ 1. วาระที่จะเข้าสู่ระเบียบการพิจารณานั้นจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติงบประมาณ 2. ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรบุคคลกร การแต่งตั้งโยกย้ายบุคคลากรหรือข้าราชการทุกระดับ 3. ไม่พิจารณาระเบียบวาระจร โดย ร.ต.อ.เฉลิม เห็นด้วยกับแนวคิดของนายกรัฐมนตรี ที่จะให้จากนี้ไปมีการลดหรือไม่ให้มีวาระจรในการประชุมครม. เนื่องจากทำให้เวลาในการตรวจตรา และศึกษาข้อมูลรายละเอียดลดน้อยลง
สั่งทำแผนแก้จราจรกทม.- เลื่อนเวลาเข้า-เลิกงานราชการ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มอบหมายให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นำเสนอแผนงานหลังจากที่ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาในสองเรื่อง คือ สถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่กทม.และปริมณฑล และปัญหาการจารจรติดขัด โดยนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายชัชชาติ กับคณะทำงานต้องมียุทธศาสตร์หลักภายใน 7 วัน จากวันที่ 21 ก.ย. ก่อนนำเสนอต่อครม.ในการประชุมครั้งต่อไป
ทั้งนี้นายชัชชาติ ได้เรียนต่อที่ประชุมครม.ใน 3 ยุทธศาสตร์ คือ 1. ให้หน่วยงานราชการทุกหน่วยที่มีที่ตั้งในเขตกทม.และปริมณฑล ได้ไปเตรียมการโดยหน่วยงานใดมีพื้นที่ที่สามารถทำเป็นแก้มลิง ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระการระบายน้ำของกทม.และปริมณฑลได้ ก็ให้เตรียมในการพร่องน้ำเพื่อรองรับน้ำ 2. เสนอให้มีการพิจารณาเลื่อนเวลาเข้าทำงานในหน่วยงานราชการที่แตกต่างกัน เพื่อลดปริมาณการใช้รถใช้ถนน 3. ให้หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานในกทม.และปริมณฑล ติดตามการรายงานพยากรณ์อากาศ หากพบว่าจะมีฝนตกหนักในพื้นที่ใดหัวหน้าส่วนราชการนั้นสามารถกำหนดให้มีการเลิกงานเร็วกว่ากำหนด และให้มีการชดเชยเวลาในวันถัดไป ซึ่งจะต้องไม่เป็นการลดประสิทธิภาพการทำงาน



