
'มท.1'ชิ่งครม.-มอบ'เฉลิม'นั่งแทน
"ยงยุทธ" ชิ่ง!เข้าประชุมครม.แค่แต่งตั้งผู้ว่าฯ จากนั้นมอบ "เฉลิม" ดำเนินการ อ้างบินไปปราจีนฯตรวจน้ำท่วม ด้านปปช.ระบุ"ยงยุทธ"อ้างกม.ล้างมลทินไม่ได้ เพราะไม่เคยรับโทษมาก่อน "เฉลิม" ปิดปากหลังกระแสข่าว"ยงยุทธ"ไม่เข้าประชุมครม. ยันกฤษฎีกาชี้ชัดแล้ว "คำนูณ"จี
วันที่ 25 ก.ย.55 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า มีกระเเสข่าวว่าเวลา 09.00 น.นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี จะเข้าเป็นประธานการประชุมครม.โดยจะเสนอวาระพิจาณาแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดของกระทรวงมหาดไทยต่อที่ประชุมครม. จากนั้นจะมอบให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธานการประชุมครม.ต่อ
โดยเวลา 10.00 น. นายยงยุทธ จะโดยสารด้วยเฮลิคอปเตอร์บินจาก พล.ม.2รอ.สนามเป้าไป จ.ปราจีนบุรี เพื่อตรวจสอบน้ำท่วม ล่าสุดคณะทำงานของ นายยงยุทธ ขับรถล่วงหน้า เเละทีม รปภ.ของ นายยงยุทธ ขับรถมารอที่ตึกเเดง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เเต่ในที่สุดนายยงยุทธไม่มาประชุม ครม.เเละทราบว่านายยงยุทธเดินทางไปยัง พล.ม. 2 รอ.โดยไม่เข้าทำเนียบรัฐบาล เเต่รายชื่อเเต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าฯ นั้นยังไม่มีความชัดเจนว่าครม.จะพิจารณาในวันนี้เลยหรือไม่ เพราะ นายยงยุทธ ต้องนำวาระนี้เสนอครม.ด้วยตัวเองในฐานะรมว.มหาดไทย เเต่ล่าสุด ครม.เลิกการประชุมเเล้วในเวลา 10.00 น. เเละใช้เวลาประชุม 45 นาที เท่านั้น เเละครม.ร่วมประชุมวันนี้น้อยมาก
ปปช.ระบุ"ยงยุทธ"อ้างกม.ล้างมลทินไม่ได้ เพราะไม่เคยรับโทษมาก่อน
นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ปปช. กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยเเลนด์ เอฟเอ็ม 97เมกะเฮริทซ์ กรณี อกพ.กระทรวงมหาดไทย มีมติไล่ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.มหาดไทย ในฐานะอดีตรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย ออกจากราชการ เพราะกระทำผิดวินัยร้ายเเรงกรณีสนามกลอ์ฟอัลไลน์ เเต่ อกพ.อ้าง พรบ.ล้างมลทิน 2550 ทำให้นายยงยุทธไม่ต้องรับโทษเเละไม่ต้องออกจากตำเเหน่งทางการเมืองในปัจจุบันว่า ยังไม่ทราบต้องดูรายละเอียดว่า เข้ากฎหมายนี้หรือไม่เพราะ พรบ.นี้่ มาตรา 5 ระบุว่า ผู้ที่ได้รับการล้างมลทินต้องรับโทษทั้งหมดหรือบางส่วนก่อน อยู่ดีๆจะล้างมลทินโดยที่ไม่ได้รับโทษจากความผิดนั้น ไม่เคยปรากฏและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยแจ้งมายัง ปปช.ตั้งแต่สมัย คุณพรทิพย์ จาละ ดำรงตำเเหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า กรณีที่ข้าราชการยังไม่รับโทษมาก่อนต้องดำเนินการตามกฎหมาย ปปช. จะใช้ พรบ.ล้างมลทินไม่ได้
เมื่อถามว่า กรณีนี้อำนาจของ ปปช.นั้นหากปลัดกระทรวงมหาดไทยแจ้งมาว่า ได้กำหนดโทษตามการชี้มูลของปปช.เเล้ว ปปช.จะกระทำสิ่งใดมากกว่านี้ได้หรือไม่ นายวิชากล่าวว่า หาก ปปช.ไม่เห็นด้วยกับ อกพ.กระทรวงมหาดไทย ปปช.จะโต้แย้งเรื่องนี้ไปยังนายกรัฐมนตรีได้ แต่ตนยังไม่เห็นหนังสือจากกระทรวงมหาดไทยในกรณีนี้ หากนายกรัฐมนตรี ยืนกรานตามกระทรงมหาดไทย มันต้องดูว่ากรณีนี้มีขัดเเย้งระหว่างหน่วยงานหรือไม่ หากมีความขัดแย้งเกิดขึ้นก็ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยความขัดเเย้งระหว่างหน่วยงานในกรณีอดีตอธิบกีกรมประชาสัมพันธ์คนหนึ่ง โดยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า การลงโทษต้องยึดกฎหมายปปช. โดยต้องรับโทษจริงๆก่อนหากยังไม่รับโทษและจะล้างมลทินได้เช่นใด
"การตีความกฎหมายต้องไม่ให้เกิดผลประหลาดขึ้น คือเกิดผลแบบมนุษย์ไม่คาดคิด แต่กรณีนายงยุทธนั้นนายยงยุทธไม่เคยรับโทษเลย แต่จะขอให้ใช้กฎหมายล้างมลทินมันประหลาดหรือไม่" กรรมการปปช.กล่าว
“วิชา”ชี้เบี้ยวมติพร้อมทำหนังสือแย้ง
นายวิชา กล่าวถึงกรณีการติดตามผลมติคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (อกพ.) กระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ไล่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ออกจากราชการ ว่า ต้องรอหนังสือจากกระทรวงมหาดไทยอย่างเป็นทางการก่อนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ ปปช.มีหนังสือชี้มูลไป ขณะนี้ตนทราบเรื่องจากสื่อมวลชนเท่านั้น ทั้งคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน คณะกรรมการกฤษฎีการายนามการลงชื่อ แต่ยังไม่มีหนังสือส่งอย่างเป็นทางการเลย ทั้งนี้ยืนยันมติที่ ปปช.ชี้มูลไป กระทรวงมหาดไทยสามารถใช้ดุลยพินิจได้เพียง 2 กรณี คือปลดออกหรือไล่ออกเท่านั้น และกรณีที่กระทรวงมหาดไทยระบุในการแถลงข่าวว่าไม่เห็นด้วยกับมติ ปปช.แต่จำเป็นต้องทำตามนั้น ตนยังไม่เคยเห็นการใช้ดุลยพินิจเช่นนี้
ส่วนการทำหนังสือโต้แย้งคำสั่งลงโทษตามกฎหมาย ปปช.นั้น นายวิชา กล่าวว่า เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และจะต้องโต้แย้งไปที่นายกรัฐมนตรีตามกฎหมาย ปปช. แต่ต้องขอดูอย่างเป็นทางการก่อน และถ้าลงมติว่าปลดออกหรือไล่ออกเท่านั้น คงไม่ต้องมีการโต้แย้งอะไร แต่ถ้าไปพูดถึงการล้างมลทินคงต้องดูรายละเอียด ว่าจะเข้าข่ายหรือไม่ ส่วนจะมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการท้าทายอำนาจ ปปช.หรือไม่นั้น ถือว่าเรื่องเช่นนี้มีมาเสมอ ที่หน่วยงานของรัฐรับเรื่องไปแล้วไม่เห็นด้วยจึงมีมติเป็นอย่างอื่น แต่ในอดีตก็เคยมีการส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาชี้ขาดและศาลก็เคยระบุว่าให้ยึดกฎหมายของ ปปช.เป็นหลัก อาทิ กรณีอดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์โดยศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า จะกลับไปใช้ระเบียบคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนไม่ได้ แต่กรณีนั้นไม่มีเรื่องของการใช้กฎหมายล้างมลทิน
“ท่านทั้งหลาย ตอนนี้ก็เปรียบเสมือนช่างทำรองเท้า และกำลังจะตัดรองเท้าให้ท่านรัฐมนตรีเดินอย่างสง่างาม แต่อย่ามาใช้วิธีการตัดเท้าให้เข้ากับรองเท้า ที่ได้เตรียมทำไว้แล้ว เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็อาจจะบาดเจ็บ เดินเข้าไม่ถูก ต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัด ช่วยตัดรองเท้าให้เข้ากับท่านดีกว่า”นายวิชา กล่าว
นายวิชา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีความผิดของนายยงยุทธน่าจะเข้าใจได้ เพราะไม่ได้เป็นนักกฎหมาย แต่คนเป็นนักกฎหมายต้องยึดหลักนิติธรรม
"และคนอย่างนายยงยุทธที่ร่ำเรียนด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คงไมได้สอนให้ใช้วิธีการบิดเบือนเป็นแน่ ทั้งนี้วันที่ 23 ต.ค.นี้ จะครบรอบวันปิยะมหาราช ที่เป็นองค์ให้กำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หวังว่าคงไม่มีใครจะทำให้พระนามท่านเสียหาย"นายวิชากล่าว
นายวิชา กล่าวต่ออีกว่า เชื่อว่าคงมีหลายองค์กรที่ยังสงสัยจะมีการยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่ ปปช.คงไม่ใช่องค์กรที่จะไปยื่นเอง ส่วนกรณีของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมนั้นก็มีการโต้แย้งตอนมีมติ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีการปลดนาย ปลอดประสพ ออกจากราชการ แต่ต่อมามีข้อโต้แย้งว่าจะได้รับผลตาม มาตรา 5 ของกฎหมายล้างมลทินหรือไม่ ซึ่งนั่นเป็นส่วนกระบวนการที่กฎหมายล้างมลทินเกิดภายหลังที่นายปลอดประสพได้รับโทษแล้ว กล่าวคือได้รับผลจากการลงโทษแล้ว ทั้งนี้จะเอากรณีของนายปลอดประสพมาเทียบเคียงคงไม่ได้
เมื่อถามถึงกรณีการโยกย้ายแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะนายยงยุทธต้องเซ็นคำสั่งลงนามแต่งตั้ง นายวิชา กล่าวว่า หากกรณีที่มีผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้ายแล้วนำมาใช้โต้แย้งก็ต้องมาพิจารณากัน อย่างไรก็ตามตนมองว่า พรรคการเมืองใหญ่ๆต้องระมัดระวังข้อนี้ และต่อไปยังมีงานใหญ่รออีกมาก ไม่ควรจะมาสะดุดกับเรื่องพวกนี้ ทั้งนี้หากมีประเด็นใดที่เกิดความเคลือบแคลง สงสัยในการใช้อำนาจบิดเบือนความผิดก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สังคมต้องทวงถามความรับผิดชอบทางการเมือง
"เฉลิม" ปิดปากหลังกระแสข่าว"ยงยุทธ"ไม่เข้าประชุมครม. ยันกฤษฎีกาชี้ชัดแล้ว
ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ถึงกระแสข่าวกรณีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.มหาดไทย จะไม่เข้าเป็นประธานการประชุม ครม.แทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปประชุมองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 67 เนื่องจากปัญหาในเรื่องของที่ดินอัลไพน์ ว่า เป็นความลับยังบอกก่อนไม่ได้ เอาไว้หลังจากประชุมเสร็จแล้วให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลง
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายยงยุทธ ติดภารกิจอะไรจึงเข้าประชุมในวันนี้ไม่ได้ และนายยงยุทธได้แจ้งแล้วหรือไม่ว่าจะไม่มาประชุม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า "ความลับทางราชการตอบไม่ได้" เมื่อถามย้ำว่าเหตุที่นายยงยุทธไม่เข้าประชุมในวันนี้ เป็นเพราะเรื่องที่ดินอัลไพน์จะทำให้เกิดปัญหาใช่หรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ไม่ใช่ ตรงนั้นกฤษฎีกาได้ชี้ชัดแล้วว่ามีบรรทัดฐานตั้งแต่ปี 2526 ส่วนความเห็นของนักกฎหมายนั้นไม่เหมือนกัน เรื่องนี้มีการวินิจฉัยไว้ตั้งแต่ปี 2526 ในลักษณะเดียวกัน แต่ศาลยังเห็นไม่เหมือนกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็คิดของเขาไปอย่าง ซึ่งก็ไม่มีวันเห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทยก็เป็นธรรมดา ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น สบายๆ"
เมื่อถามว่า มติที่ออกมาของอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน(อกพ.)กระทรวงมหาดไทยนั้นจะทำให้มีปัญหาหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า คงไม่มี ซึ่งก็เรียบร้อยหมดแล้วเพราะมี พรบ.ล้างมลทิน 2550 คือรัฐบาลต้องฟังคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะเป็นหน่วยงานทางด้านกฎหมาย รัฐบาลต้องยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ ส่วนความเห็นอื่นต้องรับฟังแต่ไม่ต้องปฏิบัติตาม เมื่อถามว่า สถานการณ์กดดันรัฐบาลในรูปแบบนี้ จะทำให้การบริหารงานมีปัญหาหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า กดดันน่าจะเป็นเรื่องอื่น แต่ทางฝ่ายค้านหาเหตุจากการชันสูตรพลิกศพคดีสลายการชุมนุมปี 2553 ซึ่งใกล้ตัวเข้ามาแล้ว
ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะนำเรื่องของนายยงยุทธไปยื่นกับศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครองนั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิ์ที่จะทำได้ทั้งนั้น
"คำนูณ"จี้“ยงยุทธ”ลาออก
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายคำนูณ สิทธิสมาน สว.สรรหา กล่าวเรียกร้องในช่วงหารือของการประชุมวุฒิสภาว่า ขอให้ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลาออกจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว หลังจากที่ถูกอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อกพ.) กระทรวงมหาดไทย มีมติให้ไล่ออกจากราชการในตำเเหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย หลังจากที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ชี้มูลความผิดกรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ถึงแม้ว่าขณะนี้จะมีการวินิจฉัยทางข้อกฎหมายว่าความผิดของ นายยงยุทธ นั้นจะได้รับสิทธิ์ล้างผิดตาม พรบ.ล้างมลทิน พ.ศ.2550 ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่าบุคคลที่ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ต้องมีมาตรฐานที่สูงกว่าการพิจารณาว่ามีความผิดตามกฎหมายหรือไม่
“ผมมองว่าหากรองนายกฯ พิจารณาลาออกด้วยตนเอง โดยไม่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับสังคมไทย อีกทั้งเป็นการช่วยเหลือรัฐบาลในทางที่ถูก ทำให้รัฐบาลได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้น และไม่กลายเป็นประเด็นที่ปรปักษ์ทางการเมืองนำไปโจมตี” นายคำนูณ กล่าว



