
'แม้ว'เคาะโผผู้ว่าฯดันเข้าครม.25ก.ย.นี้
"ทักษิณ" เคาะโผผู้ว่าฯเด็กเจ๊ "ด" ขึ้นยกแผง ดันเข้าครม.25ก.ย.นี้ เข้าเขมรตีกอล์ฟกับ "ฮุนเซ็น" จ้อสื่อนอกดันจำนำข้าวต่อ ขณะที่ "วิชา"ยันป.ป.ช.มีสิทธิ์แย้งโทษ"ยงยุทธ"ได้ จับพิรุธนายกฯ-มหาดไทยอุ้ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 25 กันยายน นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ จะเป็นประธานในที่ประชุมแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปประชุมสหประชาชาติที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนายยงยุทธจะนำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ของกระทรวงมหาดไทย ในตำแหน่ง “ผู้ว่าราชการจังหวัด-ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย” ในส่วนที่เป็นการย้ายสลับผู้ว่าฯ ผู้ตรวจราชการ จากจังหวัดเล็กไปนั่งจังหวัดใหญ่เกรดเอ
ล่าสุดบัญชีรายชื่อดังกล่าวได้รับการอนุมัติและเห็นชอบจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว รวมถึงความเห็นชอบจากแกนนำกลุ่มการเมืองในพรรคเพื่อไทยหลังพบว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยหลายกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอรายชื่อดังกล่าวจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเจ๊ "ด" กลุ่มนายยงยุทธ ติยะไพรัช กลุ่มนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย กลุ่มนายภูมิธรรม เวชชัย และกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดง เป็นต้น
การแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ถือเป็นรอบที่ 2 เป็นการย้ายสลับระหว่างจังหวัดเล็กไปสู่จังหวัดใหญ่ และผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยออกมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด โดยบุคคลที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด มีดังนี้ นายธานินทร์ สุภาแสน ผู้ว่าฯ เชียงราย เป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่ โดยมีเจ๊ "ด" สนับสนุน ขณะเดียวกันก็ได้รับความเห็นชอบจากพ.ต.ท.ทักษิณเองด้วย เพื่อให้มาเป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่
นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ผู้ว่าฯ น่าน เป็นผู้ว่าฯ เชียงราย, นายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด เป็นผู้ว่าฯ นครปฐม, นายประมุข ลมุล ผู้ตรวจราชการฯ เป็นผู้ว่าฯ ปัตตานี เพราะฝ่ายการเมืองต้องการให้เข้าไปดูแลปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ เพราะก่อนหน้านี้เคยเป็นรองเลขาธิการ ศอ.บต.มาก่อน, นายคณิต เอี่ยมระหงษ์ ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ เป็นผู้ว่าฯ สมุทรปราการ โดยมีเจ๊ "ด" คอยสนับสนุน แม้ว่าก่อนหน้านี้กลุ่ม ส.ส.สมุทรปราการสายนายประชา ประสพดี จะผลักดันคนอื่น แต่ก็สู้แรงของเจ๊ "ด" ไม่สำเร็จ
นายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าฯ ลำพูน หรือนายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ตรวจราชการฯ คนใดคนหนึ่งจะนั่งเป็น ผู้ว่าฯ อุบลราชธานี โดยนายวันชัยได้รับแรงหนุนจากนายสุพล ฟองงาม อดีต รมช.มหาดไทย ที่เป็นหัวหน้าทีม ส.ส.อุบลฯ พรรคเพื่อไทย
ขณะที่ นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าฯ กาฬสินธุ์ เป็นผู้ว่าฯ ขอนแก่น โดยมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยผลักดัน เพราะนายเสริมศักดิ์คุมพื้นที่ขอนแก่น, นายศิริพงษ์ ห่านตระกูล ผู้ตรวจราชการฯ เป็น ผู้ว่าฯ ปทุมธานี โดยมีรายงานว่านายศิริพงษ์ได้ไปร้องขอต่อนายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย และส.ส.ปทุมธานี ด้วยตัวเอง, นายจรินทร์ จักกะพาก ผู้ว่าฯ สกลนคร เป็นผู้ว่าฯ นครราชสีมา โดยนายจรินทร์ได้รับแรงหนุนนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ รวมถึงนายยงยุทธก็เห็นด้วย
นอกจากนี้ นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าฯ ระยอง เป็น ผู้ว่าฯ อุดรธานี ซึ่งได้รับแรงหนุนจากพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม หัวหน้าทีมอุดรธานี และนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนเสื้อแดงอุดรธานี ก็สนับสนุน นอกจากนี้จะมีการโยกย้ายนายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตรวจราชการฯ ด้วย
อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งภายในกระทรวงมหาดไทยยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากยังคงเหลือตำแหน่งผู้ว่าฯ ที่ต้องเปิดสอบคัดเลือก เพื่อให้ “รองผู้ว่าฯ-รองอธิบดี” ได้เลื่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่งอย่างน้อย 20 ตำแหน่ง แทนผู้ว่าฯ ที่เกษียณอายุราชการ ซึ่งจะเสนอแต่งตั้งเป็นรอบที่ 3 ในช่วงปลายเดือนตุลาคม ทางฝ่ายการเมืองได้มีการวางตัวบุคคลไว้ล่วงหน้าแล้ว อาทิ นายสุภัทร ศรีสุนทรพินิจ รองผู้ว่าฯ สุพรรณบุรี เป็นผู้ว่าฯ สุพรรณบุรี ตามความต้องการของนายบรรหาร ศิลปอาชา นายวัชระ ทิพย์พิลา รองผู้ว่าฯ ลพบุรี เป็นผู้ว่าฯ ลพบุรี นายประดิษฐ์ สุคนธสวัสดิ์ รองผู้ว่าฯ นราธิวาส เป็นผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ นายนพวัชร สิงห์ศักดา รองผู้ว่าฯ อุดรธานี เป็น ผู้ว่าฯ นครพนม นายพินิจ หาญพาณิชย์ รองผู้ว่าฯ เชียงราย เป็น ผู้ว่าฯ ลำพูน นายภัครธรณ์ เทียนไชย รองผู้ว่าฯ ชลบุรี เป็นผู้ว่าฯ สระแก้ว ที่นายเสนาะ เทียนทอง แกนนำพรรคเพื่อไทย สนับสนุน
ส่วนพื้นที่ จ.พิจิตร ขณะนี้มีการเสนอชื่อนายสุริยันต์ กาญจนศิลป์ รองผู้ว่าฯ พิจิตร จากผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย แต่ต้องแข่งกับบุคคลที่เสนอโดย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งกันอยู่
เผย"ทักษิณ"เข้าเขมรตีกอล์ฟกับ"ฮุนเซ็น"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณนั้น ได้เดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์เพื่อร่วมชมการแข่งขันรถสูตร 1หรือ ฟอร์มูล่าวัน ตามที่ได้รับคำเชิญจากผู้จัดตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา และจะเดินทางออกจากสิงคโปร์ไปยังประเทศกัมพูชาในวันที่ 25 ก.ย. เพื่อพบปะเยี่ยมเยียนสมเด็จฮุนเซ็นฯ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมทั้งจะออกรอบตีกอล์ฟร่วมกันด้วย จากนั้นพ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์นั้น มีนักการเมืองเดินทางไปพบด้วย อาทิร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ที่เดินทางไปพร้อมกับพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. และนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้พูดถึงเรื่องการเมืองมากนัก โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศสิงคโปร์ในเรื่องของการท่องเที่ยว พร้อมกับพบปะกับนักธุรกิจสิงคโปร์
จ้อผ่านสื่อนอกเดินหน้าโครงการจำนำต่ออีกหลายปี
นอกจากนี้พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ที่ประเทศสิงคโปร์ ว่า ควรยืดเวลาโครงการรับจำนำข้าวต่อไปอีกหลายปี สวนกระแสนักวิจารณ์ที่โจมตีว่าเป็นนโยบายที่มีแต่เพิ่มภาระหนี้สินแก่รัฐบาลและบ่อเกิดทุจริต เนื่องจากรัฐบาลรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูงกว่าราคาตลาด จะให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงกว่าต้นทุนโครงการนี้ประมาณ 3 เท่า ซึ่งเงินที่ใช้ไปไม่ได้สูญเปล่า จะช่วยให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นผ่านการขายข้าวในสต็อก เพิ่มการบริโภคในท้องถิ่น และช่วยให้ประเทศไทยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติหนี้สินยุโรปได้
ส่วนกรณีที่รัฐบาลมีข้าวเปลือกในมือประมาณ 17 ล้านตัน และข้าวสารในสต็อกประมาณ 4 ล้านตันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ไม่ได้เป็นปริมาณมากเกินไป เพราะการขายให้แก่อินโดนีเซีย อิรัก และไอเวอรีโคสต์ และประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางกับแอฟริกา จะช่วยให้ปริมาณข้าวในสต็อกลดลงเรื่อยๆ
ส่วนกรณีที่รัฐบาลมีข้าวเปลือกในมือประมาณ 17 ล้านตัน และข้าวสารในสต็อกประมาณ 4 ล้านตันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ไม่ได้เป็นปริมาณมากเกินไป เพราะการขายให้แก่อินโดนีเซีย อิรัก และไอเวอรีโคสต์ และประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางกับแอฟริกา จะช่วยให้ปริมาณข้าวในสต็อกลดลงเรื่อยๆ
ขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์กรณีมติคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงมหาดไทย ไล่ออกนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย กรณีทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ แต่อ้างว่าได้อานิสงส์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ.2550 ทำให้พ้นผิด และไม่มีผลต่อการขัดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งทางการเมือง
"วิชา"ยันปปช.มีสิทธิ์แย้งโทษ"ยงยุทธ"ได้
นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เห็นว่า ในส่วนของ ป.ป.ช.ยังยืนยันถึงมติเรื่องคำสั่งลงโทษความผิดวินัยร้ายแรงที่ส่งไป แต่ต้องขอดูคำวินิจฉัยในมติของ อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ก่อน จึงจะพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่า หากประเด็นใดมีความไม่ชัดเจนก็ควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง ตีความให้ชัดเจน ทั้งนี้ยอมรับว่า ที่ผ่านมากฎหมายของ ป.ป.ช.ถูกท้าทายมาโดยตลอด
นายวิชายังอธิบายถึงขั้นตอนตามกฎหมาย ป.ป.ช.ว่า ในกรณี ป.ป.ช.เห็นว่า คำสั่งลงโทษนั้นไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสม ป.ป.ช.มีอำนาจโต้แย้งได้ ทั้งนี้ เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 หมวด 8 เรื่องการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ มาตรา 95
ร้องผู้ตรวจฯสอบ-ผิดจริงถึงยุบพรรค
จับพิรุธนายกฯ-มหาดไทยอุ้มยงยุทธ
จากกรณี อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2555 ให้ "ไล่ออก" นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในกรณีเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ให้ยกเลิกโฉนดที่ดินอัลไพน์ ในช่วงที่เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการปลัดกระทรวง ในช่วงปี 2545 และกระทรวงมหาดไทย โดยนายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย รักษาการ รมว.มหาดไทย ได้มีคำสั่งลงวันที่ 20 กันยายน 2555 ให้ไล่ออก และเห็นว่ากรณีของนายยงยุทธเป็นไปตามเงื่อนไข พ.ร.บ.ล้างมลทิน จึงเท่ากับนายยงยุทธ ไม่เคยได้รับโทษมาก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบเอกสารคำสั่งกระทรวงมหาดไทย และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทีมงานของนายยงยุทธ เป็นผู้ส่งมาให้ผู้สื่อข่าว และจากการแถลงข่าวของนายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พบข้อน่าสังเกตและน่าสงสัย ดังนี้ 1.ตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ประกอบการแถลงข่าวของนายพระนายระบุว่า อ.ก.พ.กระทรวงมีการประชุมในวันที่ 14 กันยายน ซึ่งเป็นการประชุมกันเพียงครั้งเดียว ก่อนที่จะมีมติออกมา แต่มีข้อน่าสังเกตว่า ก่อนการประชุม อ.ก.พ.นายพระนายได้ทำหนังสือด่วนมาก ที่ มท 02022.2/11531 ลงวันที่ 6 กันยายน 2555 ไปหารือ ก.พ.เรื่องแนวทางการลงโทษข้าราชการ และนายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการ ก.พ. ได้ทำหนังสือตอบกลับมาในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 7 กันยายน ทั้งนี้ในหนังสือหารือของปลัดกระทรวงมหาดไทยไม่ได้ระบุกรณีของนายยงยุทธชัดๆ แต่ยกตัวอย่างเป็น นาย ก. ซึ่งรายละเอียดของกรณีนี้เหมือนกับกรณีของนายยงยุทธ โดยถามเรื่องวันลงโทษกรณีข้าราชการนั้นพ้นจากราชการมาแล้ว และถามว่า กรณีนี้อยู่ในหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน 2550 หรือไม่ ซึ่ง ก.พ.ได้ตอบกลับมาโดยอ้างความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามเรื่องเสร็จที่ 440/2526 สรุปว่ากรณีดังกล่าวอยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับการล้างมลทิน ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุใดปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงมีหนังสือไปหารือกับ ก.พ. ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยมีการประชุม อ.ก.พ.มาก่อน
2.ในรายละเอียดความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามเรื่องเสร็จที่ 440/2526 มีควาามแตกต่างกับกรณีของนายยงยุทธ คือ กรณีปี 2526 กระทรวงมหาดไทยได้หารือเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ล้างมลทิน 2526 ไปยัง ก.พ. และ ก.พ.ได้สอบถามไปยังกฤษฎีกา มีข้อเท็จจริงว่า "กรณีที่ข้าราชการกระทำผิดก่อนหรือในวันที่ 6 เมษายน 2526 และ อ.ก.พ.กระทรวงมีมติก่อนวันที่ พ.ร.บ.ล้างมลทินฯ ปี 2526 ใช้บังคับ ให้ลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ แต่ผู้บังคับบัญชาได้มีคำสั่งลงโทษในภายหลังจากวันที่ พ.ร.บ.ล้างมลทินฯใช้บังคับ...เช่นนี้ ผู้ถูกสั่งลงโทษจะได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวหรือไม่" ซึ่งแตกต่างกับกรณีของนายยงยุทธ ที่ อ.ก.พ.กระทรวงไม่ได้มีมติก่อน พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปี 2550 มีผลใช้บังคับ แต่เพิ่งมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา
3.นายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ทำความเห็นไปยังนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 22 กันยายน 2555 โดยอ้างถึงการที่นายกฯมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาให้ความเห็น เรื่องที่ อ.ก.พ.กระทรวงมติให้ปลดออก (คำสั่งที่ถูกต้องของมหาดไทยคือไล่ออก) ขณะที่นายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการ ก.พ.ก็ทำหนังสือถึงนายกฯ โดยในเอกสารที่ทีมงานนายยงยุทธส่งมาให้นั้น ไม่ได้ลงวันที่ ลงไว้เพียงว่าเป็นเดือนกันยายน 2555 โดยอ้างถึงการที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้หารือกรณีการล้างมลทินให้นายยยงยุทธ และให้เทียบเคียงกับกรณีของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ที่เคยได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ล้างมลทิน 2550 ทั้งนี้น่าสังเกตว่า กรณีที่ อ.ก.พ.มีมติไล่ออกยงยุทธจนนำมาสู่การล้างมลทินโดยคำสั่งกระทรวงมหาดไทยนั้น มีการส่งเรื่องมาถึงนายกฯ หรือเลขาธิการนายกฯ ตั้งแต่เมื่อไร ได้มีการสอบถามไปยังกฤษฎีกา และ ก.พ.จริงๆ หรือไม่ ที่สำคัญเอกสารที่ทั้ง 2 หน่วยงานส่งคืนมาให้นายกฯ ไม่ใช่หนังสือทางการ แต่ใช้แบบฟอร์ม "บันทึกข้อความ" ของหน่วยงานเท่านั้น ที่สำคัญ ในเอกสารดังกล่าวยังไม่มีลายเซ็นทั้ง 2 คน กำกับมาแต่อย่างใด
ส่วนจากกรณีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พาคนใกล้ชิดและคณะสื่อมวลชนเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ยื่นเรื่องให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาตรวจสอบนั้นและนายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวชี้แจงพร้อมกับได้นำเอกสารรายละเอียดที่คณะกรรมาธิการชุดต่างๆ เดินทางไปดูงานต่างประเทศมาแสดงด้วย โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากกรรมาธิการชุดอื่นๆไปดูงานต่างประเทศได้ ทำไมประธานสภาจะเดินทางไปดูงานต่างประเทศไม่ได้
ปูดกมธ.เบิกแม้แต่ค่าแต่งตัว-พาสปอร์ต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบปรากฏว่ายังมีคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรอีกหลายคณะที่เตรียมเดินทางไปดูงานต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้งบประมาณให้หมด ทั้งนี้ ได้ตรวจสอบในส่วนของคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ที่มีกำหนดเดินทางไปศึกษาดูงานและหารือด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ระหว่างวันศุกร์ที่ 28 กันยายน-2 ตุลาคม 2555 พบว่า ในตารางแสดงค่าใช้จ่ายมีรายชื่อคณะที่เดินทางทั้งหมด 22 คน ซึ่งนอกจากค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พักแล้ว ยังพบว่ามีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ระบุไว้ดังนี้ 1.ค่ารับรอง 3 แสนบาท 2.ค่าพาหนะในต่างประเทศ 482,300 บาท 3.ค่าของขวัญ 1.5 หมื่นบาท 4.ค่าล่าม 7,500 บาท 5.ค่าธรรมเนียมการจัดทำหนังสือเดินทาง 9 คน ในส่วนของผู้ชำนาญการประจำกรรมาธิการ 2 คน เลขานุการ-ผู้ช่วยเลขานุการประจำ กรรมาธิการ 7 คน รวม 9,000 บาท 6.ค่าเครื่องแต่งตัวจำนวน 9,000 บาท 3 คน และ 7,500 บาท 9 คน รวมค่าใช้จ่ายในการดูงานครั้งนี้จำนวน 22 คน รวมทั้งสิ้น 2,385,800 บาท และเมื่อตรวจสอบกำหนดการพบว่า เป็นการท่องเที่ยวและช็อปปิ้งเป็นหลัก โดยแทรกการดูงานเล็กน้อย
ขณะที่อดีตประธานกรรมาธิการวิสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรผู้หนึ่งระบุว่า ในยุคที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นประธานสภา มักจะอนุมัติเรื่องการดูงานอย่างง่ายดาย ไม่รอบคอบ



