ข่าว

เมื่อไม่มีทางเลือกที่3ต้องกำหนดตนเอง?

เมื่อไม่มีทางเลือกที่3ต้องกำหนดตนเอง?

25 ก.ย. 2555

เมื่อไม่มีทางเลือกที่3ต้องกำหนดตนเอง? : แลกคนละหมัดโดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]

              ดูเหมือนว่าทางเดินของประเทศตอนนี้มีเพียง 2 เส้นทาง คือ เส้นทางแรกเลือกสีแดง และเส้นทางที่สองเลือกสีฟ้า ซึ่งหลายๆ คนในตอนนี้ก็คงต้องยอมรับในสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่และเข้าใจตรงกันว่ามันจะเป็นเช่นนี้อีกยาวนาน ในตอนนี้ความหวังของการปฏิรูปสังคมเพื่อให้ก้าวไปสู่ความทันสมัยและเทียบเท่ากับนานาประเทศนั้นอาจจะต้องใช้กำลังความสามารถที่เกินกำลัง ปัญหาด้านเศรษฐกิจการเมืองของประชานิยมและความเท่าเทียมกันในสังคมนั้น การหาต้นแบบที่สามารถนำมาใช้โดยไม่มีวาระทางการเมืองนั้นยากที่จะเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
 
              การเมืองระดับชาติทำให้หลายๆ คนนึกถึงทางเลือกที่ 3 ซึ่งเคยเป็นความหวัง แต่ความหวังนั้นได้เกิดความมืดมัวขึ้นเมื่อมีการเลือกตั้งและรู้ว่ากระแสตอนนี้ไม่สามารถที่จะกำหนดทางเลือกใหม่ต่อการสร้างอนาคตของชาติที่ออกจากหล่มความขัดแย้งทางการเมืองและเศรษฐกิจได้ ปัญหาของราคาสินค้า สิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาความมั่นคงความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ความสนใจในการกำหนดอนาคตของตนเองร่วมกันนั้นยากมากที่การเมืองระดับชาติและส่วนกลางจะแก้โจทย์และตอบคำถามได้ และเมื่อไม่มีความหวังกับการเมืองที่ต้องเดินไปข้างหน้ากับอนาคตของสังคมก็จำเป็นที่จะต้องหาพื้นที่และอนาคตร่วมกันของสังคมใหม่
 
              หลายๆ คนฝากความหวังไปกับการเมืองท้องถิ่น อย่างเช่น ความสำเร็จของกลุ่มพลังชลซึ่งถือว่าเป็นตัวแบบอย่างหนึ่งของพรรคการเมืองสำหรับท้องถิ่นและการกำหนดจากค่านิยมและบรรทัดฐานของเมืองที่จะพัฒนาตัวแบบการเมืองที่ตอบโจทย์ของตนเองและนำไปสู่การกำหนดการเมืองระดับชาติด้วย แต่สำหรับการกำหนดอนาคตของตนเองในเมืองที่อาศัยอยู่นั้น เพียงแค่การชนะทางจิตใจประชาชนอย่างเดียวนั้นถือว่าไม่เพียงพอ แต่อาจจะต้องมาตั้งคำถามใหม่ๆ ว่าผู้นำต้องการอะไรจากการเมืองระดับท้องถิ่น หรือแท้จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่การเก็บค่าส่วย ค่าเช่า และเพื่อต่อรองผลประโยชน์ให้กลุ่มต่างๆ หรือต้องการตัวแบบที่มากกว่านั้น
 
              ในขณะที่การเมืองระดับชาติไม่สามารถตอบสนองต่อคำถามในพื้นที่ได้ เพราะตัวแบบการจัดการเศรษฐกิจการเมืองท้องถิ่นที่เป็นอยู่จะใช้แบบเทคนิคในการสนับสนุนความขัดแย้งเป็นหลัก โดยตลอดเวลาผู้นำได้ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจหรือการสร้างความเข้มแข็งของอำนาจซึ่งก่อให้เกิดปัญหาของการเอารัดเอาเปรียบด้านความสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจโดยเน้นไปเหตุผลหลัก คือ อำนาจเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของทรัพยากรซึ่งรูปแบบที่ใช้กันอยู่นี้ต้องพยายามแก้ไขการรวมศูนย์อำนาจไว้ในมือคนเดียวโดยเน้นเป้าหมายไปที่กิจกรรมการกระจายอำนาจใหม่ซึ่งยังเป็นข้อกังขาของหลายๆ คนที่มุ่งไปสู่การเมืองในท้องถิ่นว่าเมื่อผิดหวังกับการเมืองระดับชาติไปสู่การเมืองของท้องถิ่นนั้นจะพัฒนาไปสู่ตัวแบบการเมืองท้องถิ่นดังกล่าวหรือไม่
 
              ในขณะที่ตัวแบบการพัฒนาพึ่งพาตนเองที่หลายๆคนนั้นเสนอเน้นไปที่การใช้คนดีในฐานะตัวแทนพัฒนาท้องถิ่นโดยมีความเชื่อว่ามนุษย์มีสิทธิตามธรรมชาติและมีความสามารถในการกำหนดการแก้ไขปัญหาของกลุ่มสร้างศักยภาพในการพัฒนาท้องถิ่นได้ แต่ตัวแบบนี้ในการพัฒนาไม่เพียงพอเพราะไม่มีหลักประกันในเส้นชัยและการบูรณาการกับเพื่อนรอบข้างและที่สำคัญกลัวว่าจะเป็นแนวสังคมนิยมแบบแทนซาเนียไป
 
              ตรงนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งที่เมืองหรือจังหวัดจะต้องคุยกันหรือเจรจากันใหม่ เพราะการกระจายอำนาจทางการเมืองของท้องถิ่นที่เสนอนั้นไม่ใช่ทางออก การหาคำตอบของทางเลือกในการเมืองท้องถิ่นนั้นเป็นแค่การสร้างอาณาจักรของตนเองขึ้นมาใหม่และจุดจบคือการกลายเป็นการเมืองของตระกูล การล็อบบี้ การวิ่งเต้น การสัมปทานและการจัดตั้งเครือข่ายที่มุ่งเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากทุนบริหารของหน่วยงานรัฐที่ตนเองกำกับอยู่และการเกิดขึ้นมาของตัวแบบใหม่ของการเมืองท้องถิ่นนั้นอาจมีข้อจำกัดมากยิ่งขึ้นหากตกหล่มทางความคิดแบบนี้ ฉะนั้นเมื่อนักการเมืองระดับชาติและเครือข่ายไปหาคำตอบในระดับจังหวัดตนเองก็จะต้องตอบคำถามในเรื่องนี้
 
              การเจรจากันใหม่ว่าเราจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อนำไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนกันอย่างไร ไม่ใช่การอาศัยอยู่ภายใต้ร่มของใครบางคนที่มีอำนาจ กฎและกติกาที่จะร่างขึ้นมาเพื่อกำหนดอนาคตของตนเองในจังหวัดมีอะไร เราจะลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรให้ยั่งยืนเพื่อเป็นต้นแบบจังหวัดนั้น บัตรคาร์บอนจะต้องเป็นอย่างไรและเราควรจะการขยายความร่วมมือทางด้านภูมิการเมืองกับภูมิภาคและระหว่างภูมิภาคเพื่อการรองรับคลัสเตอร์ของโลกด้านไหนได้บ้าง และท่านผู้นำคิดอย่างไรกับเหตุผลที่ท่านเข้ามาเพื่ออาสาและเสียสละตนเองในปัจจุบัน