ข่าว

ว่าด้วยการดูงาน…(ร้อนจริงๆ)

ว่าด้วยการดูงาน…(ร้อนจริงๆ)

25 ก.ย. 2555

ว่าด้วยการดูงาน…(ร้อนจริงๆ) : ประชาธิปไตยที่รักโดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

              คอลัมน์ชิ้นนี้ส่งตรงมาจากมหานครลอนดอน เพราะผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของคณะดูงานที่ตกเป็นจำเลยของสังคมที่เรียกว่าคณะทัวร์สื่อแดงผลาญงบเจ็ดล้านทัวร์ยุโรปนั่นแหละครับ
 
              เขียนคอลัมน์ชิ้นนี้ในวันหยุดที่ตั้งหลักก่อนการดูงาน แต่กระแสสังคมเรื่องนี้นั้นร้อนจริงๆ ครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้มีการตรวจสอบกันอย่างจริงจังมากขึ้น
 
              และเพื่อให้ทางผู้บริหารและผู้อ่าน (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบคอลัมน์ผมอยู่แล้ว วัดจากข้อวิจารณ์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง) สบายใจว่าการที่ผมร่วมขบวนเดินทางนั้นผมไม่ได้ไปในฐานะคอลัมนิสต์ของคมชัดลึก เพราะสถานะนี้เป็นสถานะที่ผมไม่สามารถใช้ได้ว่าเป็นตัวแทนขององค์กรเนชั่น (ของเนชั่นเขาไปไม่ได้ด้วยหลายสาเหตุ)
 
              และก็ที่ไปก็ไปในฐานะของนักวิชาการที่ไปกันสองคน เพื่อให้ความช่วยเหลือทางวิชาการกับคณะเดินทาง แต่เนื่องจากข้อผิดพลาดที่เจอในการลงรายชื่อทำให้เกิดข้อกังวลว่าผมไปในฐานะคอลัมนิสต์ของเนชั่น ซึ่งก็ต้องขอเคลียร์เพื่อความสบายใจของผู้อ่านและองค์กรนะครับ
 
              ส่วนรายละเอียดเรื่องนี้นั้น เดี๋ยวก็คงมีข่าวเป็นระยะนั่นแหละครับ ว่าตกลงเรื่องราวเบื้องหลังของที่มาที่ไปของการดูงานและปัญหามันอยู่ที่ไหน
ทีนี้มาว่าด้วยเรื่องของการดูงาน จะว่าไปแล้ว เกิดมาก็เพิ่งเคยดูงานนี่แหละครับ ทั้งที่ "วัฒนธรรมการดูงานนั้นเป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว และใครๆ ก็คุ้นเคย" ก็เลยยากที่จะประเมินได้ว่าตกลงการดูงานนี่มันหมายความว่าอย่างไร จะหมายถึงแค่มาเที่ยว หรือมากกว่านั้น แล้วเราจะใช้อะไรประเมินว่าการดูงานนั้นคุ้มค่ากับการใช้เงินภาษีของประชาชน
 
              ท่ามกลางวัฒนธรรมการดูงานที่มีโดยตลอด และเอาเข้าจริงก็ยังไม่มีระบบการประเมินอย่างจริงจัง นอกจากอ้างว่าต้องมี "รายงาน" การไปดูงาน
ดังนั้นทางหนึ่งก็ต้องมีเกณฑ์ที่สามารถใช้ตั้งหลักได้บ้าง เช่นจะมาถ่ายรูปหรือจะมาซักถาม เยี่ยมชมรับการบรรยายต่างๆ
 
              อีกทางหนึ่งก็คือเรื่องของการคัดเลือกผู้คนที่จะมาดูงาน หากการดูงานนั้นไม่ใช่เรื่องภายในองค์กรเดียวที่ทุกคนต้องมา เพราะข่าวที่ออกมาว่าเป็นปัญหาเรื่องระบบอุปถัมภ์นั้น บางทีที่ลึกกว่านั้นก็อาจจะเป็นเรื่องของข่าว "ระบบอุปถัมภ์แบบ ก" ปะทะ กับ "ระบบอุปถัมภ์แบบ ข" ก็ได้ หรืออาจจะเป็นเรื่องที่ "ระบบอุปถัมภ์ ค" พยายามรักษาระบบของตัวเองท่ามกลางปัญหาระหว่าง "ระบบอุปถัมภ์ ก และ ข"
 
              ข้อถกเถียงคือ จะเป็นไปได้ไหมที่จะสามารถคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติได้จริง และการดูงานจะเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง หรือว่าเรื่องสำคัญก็คืออาจคัดเลือกไม่ได้คุณสมบัติที่สมบูรณ์แต่อย่างน้อยสามารถตอบคำถามของสังคมได้ว่าทำไมถึงตัดสินใจเช่นนั้น
 
              เพราะว่าหน่วยงานอย่างรัฐสภาเองนั้น ก็เป็นหน่วยงานที่อาจไม่ได้ทำหน้าที่โดยตรงเหมือนอย่างหน่วยงานต้นสังกัดและสมาคมวิชาชีพสื่อ แต่ถ้าคิดว่าจะทำหน้าที่เสริมของตัวเองก็อาจไม่ถึงกับต้องคิดว่าจะสร้างระบบที่มีเหตุผลสมบูรณ์ราวกับว่าเป็นหน่วยงานที่มาทำหน้าที่แทนต้นสังกัดหรือสมาคมวิชาชีพหรอกครับ
 
              เพียงแต่อธิบายให้ได้ว่าใช้เกณฑ์อะไรมาเลือกนักข่าว และกำหนดการต่างๆนั้นต้องชัดเจน ส่วนต้นสังกัดและสมาคมวิชาชีพนั้นเองก็ควรจะต้องถูกสอบถามด้วยว่าที่ผ่านมานั้น ได้ทำหน้าที่พัฒนาสื่อในมุมเดียวกับที่สภาเขาอยากทำไหม หรือถ้าเข้ามาสู่การดูงานของสมาคมเองก็จะกลายเป็นอีหรอบเดียวกัน
 
              สำหรับกลไกการตรวจสอบว่าสื่อมีการเอนเอียงไปเข้ากับตัวหน่วยงานหรือตัวนักการเมืองหรือประเด็นการเมืองที่ผูกพันกับเรื่องร้อนๆ ที่สื่อมักจะถูกคาดหวังให้รายงานนั้นก็คงจะต้องมีกันต่อไป แต่ท่ามกลางสังคมที่มีทั้งความขัดแย้งและสื่อเองก็กลายเป็นกิจกรรมที่จำต้องแสวงหารายได้ คำถามเรื่องเหล่านี้ก็คงไม่ง่ายนัก
 
              เว้นแต่จะต้องยอมรับคำวิจารณ์และก็พิสูจน์กันด้วยผลงานนั่นแหละครับว่า การดูงานของสื่อนั้นมีประโยชน์จริงหรือไม่ และการใช้จ่ายเงินภาษีนั้นคุ้มค่าหรือไม่
 
              เว้นเสียแต่ว่าการไปดูงานครั้งนี้กลายเป็นข่าวเพียงเพราะเงื่อนไขทางการเมืองจากหลายฝ่ายเท่านั้น และเรื่องก็คงจะจบไปเฉยๆ ท่ามกลางความเสียหายของคนที่เขาถูกเชิญนั่นแหละครับ